Touch Bar แถบมหาสนุก

ไฮไลท์เด็ดที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ Touch Bar ที่เรียกง่ายๆ ว่าเป็นจอสองคั่นกลางระหว่างจอหลักกับคีบอร์ด ซึ่งเป็นจอสัมผัสเรตินาแถบยาวๆ มาแทนที่บรรดาปุ่มฟังก์ชัน F ทั้งหลาย โดยจอจะเปลี่ยนไปตามโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel และ Powerpoint, เบราว์เซอร์ Safari, แต่งรูปเบื้องต้นจนถึงระดับโปรใน Photoshop ตัดต่อวีดีโอ และกดรับสายโทรศัพท์ก็ยังได้

แถมตรงมุมขวาของ Touch Bar มีฟีเจอร์พิเศษอีกอย่างติดมาด้วยซึ่งก็คือ Touch ID ทำจากวัสดุ Sapphire Glass ระบบสแกนลายนิ้วมือซึ่งทำหน้าที่เป็นปุ่มเปิด/ปิดเครื่องไปในตัว

Trackpad ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

Trackpad ของ MacBook Pro รุ่นใหม่นี้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า เราคิดว่าน่าจะสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น ก็กินพื้นที่ครึ่งนึงของส่วนล่างเลยแหละ นอกจากนี้ยังมีคีบอร์ดดีไซน์ใหม่ ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่ 2 ของ Butterfly Mechanism ว่ากันว่านุ่มน้อยกว่าเดิมนิดนึงนะ ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม สำหรับรุ่น 13 นิ้ว และ 1.8 กิโลกรัม สำหรับรุ่น 15 นิ้ว
มีรูเสียบ Thunderbolt 3 ความเร็วสายฟ้าแลบถึง 4 รู

ได้รูเสียบ Thunderbolt 3 ที่เร็วแรงถึงใจถึง 4 รู แต่ก็ต้องยอมสูญเสียรูอื่นๆ ไปแทน ที่โอดครวญกันที่สุดเห็นจะเป็นรูเสียบสายชาร์จ แต่ Apple เขาก็บอกว่าจะชาร์จจากรู Thunderbolt 3 รูไหนก็ได้แทนไงล่ะ ก็ถือว่าได้อย่างเสียอย่างนะ อย่าบ่นกันมาก เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังเหลือรูหูฟังให้เราไง!
จอ Retina เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความสดใส!

MacBook ก็ขึ้นชื่อเรื่องความคมชัดของจออยู่แล้ว แต่รุ่นใหม่นี้อัดมาหนักกว่าเดิมด้วย P3 Color ซึ่งมีสีสันมากกว่าชุด RGB ปกติถึง 25% นอกจากนี้ยังมีสว่างขึ้น และมีคอนทราสต์มากขึ้นอีกด้วย

สำหรับ MacBook Pro รุ่นนี้มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 13" และ 15" และมี 2 สีคือสีเงิน (Silver) และสีอวกาศ (Space Gray) ราคาเริ่มต้นที่ 56,900 บาท (รุ่นนี้ไม่มี Touch Bar นะ) ไปจนถึง 105,900 บาท ใครใคร่ซื้อก็ตามไปดูได้ที่ apple.com โลด!