Mar 18 2019

round-up

เมื่อชานมไข่มุกบุกญี่ปุ่น นี่คือ 5 ร้านชานมไข่มุกในโตเกียวที่ควรค่าแก่การไปตำ

ไข่มุกครองโลกแล้วจ้า
ใครจะไปคิดว่าประเทศที่มีวัฒนธรรมสุดแข็งแกร่งและเป็นผู้สร้างเทรนด์ใหม่ ๆ ไปทั่วโลกมากกว่าจะมีเทรนด์ไหนแทรกแซงพวกเขาได้อย่างประเทศญี่ปุ่น จะต้องพ่ายแพ้ให้กับชานมไข่มุกเหมือนกัน! เพราะเลานี้ไม่ว่าจะไปมุมไหนของญี่หุ่น ก็ต้องเจอหนุ่ม ๆ สาว ๆ ถือแก้วชานมไข่มุกเดินกันให้ว่อน ยิ่งย่านวัยรุ่นในหลาย ๆ เมืองแล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่ามีร้านชานมไข่มุกเปิดใหม่เยอะมาก ๆ โดยเฉพาะที่โตเกียว ซึ่งเมื่อ Soimilk มีโอกาสแวะเวียนไปโตเกียวทั้งที ก็ต้องลองชานมไข่มุกของที่นี่สักหน่อย แน่นอนว่ามีหลายแบรนด์ที่เราคุ้นเคย และอีกหลายแบรนด์ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งจากการลองชิมกว่า 10 ร้าน นี่คือ 5 ร้านที่เรารู้สึกว่า คนรักชานมไข่มุกจะต้องลองดูสักครั้งแล้วล่ะ
 
 
หมายเหตุ : จากที่เราลองชิมมาทั้งหมดแล้ว เราขอเรียกกระแสที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นครั้งนี้ว่า "กระแสไข่มุกบูม" มากกว่ากระแสชานมไข่มุกบูม เพราะหลายเมนูที่เราพบเจอนั้นเน้นไข่มุกมากกว่า และหลาย ๆ แก้วที่นิยมก็ไม่ใช่ตัวชานม แต่กลับเป้นชาผลไม้บ้าง หรือนมสดบ้าง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือไข่มุกที่ต้องใส่ในทุกแก้ว ดังนั้นต้องบอกว่าช่วงนี้ที่ญี่ปุ่น ไข่มุกกำลังยึดครองแล้วจ้า
 

Nonara Pearl

 
 
 
หากชอบดื่มบราวน์ชูการ์เป็นชีวิตจิตใจ แล้วคิดว่าจะมีร้านไหนอร่อยเท่า Sugar Tiger หรือ The Alley ได้อีกบ้างไหม เราขอบอกว่าร้านนี้นี่แหละ! Nonara Pearl (อ่านว่า โนะนะระ เพิร์ล) ร้านโลโก้น้องแมวสีชมพูกอดเม็ดไข่มุก แถมตัวร้านก็ยังเป็นสีชมพูน่ารักเวอร์แห่งนี้มีเครื่องดื่มให้เลือกด้วยกัน 4 กุล่ม ได้แก่กลุ่ม Nonara special กลุ่ม Fresh Milk กลุ่ม Fruits Ade และกลุ่ม Tea Ade ซึ่งหลาย ๆ คนคงจ้องไปที่กลุ่มสเปเชียลของทางร้าน ที่มีให้เลือกทั้งแบล็กที, เบอร์รี่มิลค์ที, แจสมินมิลค์ที และเครื่องดื่มแก้วอื่น ๆ เพราะทางร้านเคลมว่าใบชาทั้งหมดนำเข้ามาจากไต้หวัน และทุกแก้วจะให้ความรู้สึกอโรมาในการดื่มด้วย ซึ่งเราเลือกที่จะสั่ง Brown Sugar Fresh Milk Tapioca (520 เยน ประมาณ 156 บาท) เพราะกลิ่นไข่มุกบราวน์ชูการ์ที่ทางร้านต้มอยู่นั้นมันหอมเอามาก ๆ และเมื่อเราได้เครื่องดื่มมาแล้วก็ต้องบอกว่าอร่อยมาก นี่คือไข่มุกบราวน์ชูการ์ในอุดมคติสุด ๆ มีความหวานที่ไม่แสบปรี๊ด แต่กลิ่นน้ำตาลทรายแดงหอมสุด ๆ ตัวไข่มุกไม่เคี่ยวจนบาน กำลังเด้ง ๆ หนึบ ๆ พอดีมาก ๆ จนทำให้อยากลองเครื่องดื่มตัวอื่น ๆ ของทางร้านด้วยเลย อ้อ ร้านนี้สามารถเลือกระดับความหวานได้ตั้งแต่ 0% ถึง 125% ไปเลยนะ

 
เปิดทุกวัน 11:00-21:00 น. ชั้น 2 ศูนย์การค้า Laforet JR สถานี Harajuku / Subway สถานี Meiji-Jingumae ทางออก 5 และสถานี Omotesando ทางออก A2 รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

Chakashou

 
 
 
เราแวะร้านนี้เพราะว่าในวันที่เราไปนั้น ร้านนี้เพิ่งเปิดเป็นวันที่สาม และจำนวนคนที่ต่อแถวนั้นรอสั่งนั้นเยอะมากจนล้นออกมานอกร้าน (โดยที่ในร้านนั้นแถวก็ยังขดเป็นงูอีกประมาณ 5 ขดทีเดียว) เลยคิดว่าจะต้องมีอะไรที่ดีแน่ ๆ และก็จริงดังคาดเมื่อได้ยอมเสียเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการต่อแถวและรอเครื่องดื่มที่สั่งไป ร้าน Chakashou (อ่านว่า ชาคะโชว) มีสาขาแรกอยู่ที่ย่านโอคุโบะ ส่วนสาขาที่สองซึ่งเป็นสาขาล่าสุดที่เพิ่งเปิดได้เมื่อเดือนที่แล้วคือสาขาที่ตั้งอยู่ในถนนทะเคะชิตะเลย หากมาจากสถานี JR Harajuku ให้ออกทางออกทาเคะชิตะ เดินเข้ามาในถนนจนเกือบทะลุมาอีกฝั่ง ร้านชาคะโชวจะตั้งอยู่ทางขวามือ ที่จริงแล้วร้านนี้มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลายแนวมาก ทั้งชา ช็อกโกแลต และ Juice Bar เมนูยอดฮิตที่สาวญี่ปุ่นชอบสั่งกันจะเป็นชาสตรอเบอรี่ไข่มุก ที่แยกเลเยอร์ระหว่างชากับสตรอเบอร์รี่อย่างสวยงาม เอามาถ่ายรูปเล่นกันเต็มไปหมด ส่วนเราลองสั่ง Double Cocao Brown Sugar Tapioca (650 เยน ประมาณ 195 บาท) มาชิมดู ก็พบว่าโกโก้เข้มข้น และตังไข่มุกที่ต้มกับน้ำตาลทรายแดงนั้นอร่อยใช้ได้ทีเดียว แต่ถ้าจะให้เทียบกับเมนูบราวน์ชูการ์ของร้านก่อนหน้า เรายังคิดว่า Nonara Pearl อร่อยกว่านะ
 
เปิดทุกวัน 11:00-21:00 น. สาขา Tskeshita (Harajuku) JR สถานี Harajuku เดินเข้ามาถนนทะเคะชิตะจนเกือบสุดถนน ร้านตั้งอยู่ข้าง Etude

KOI The

 
 
 
ร้านนี้หลายคนคงคุ้นเคยเพราะในกรุงเทพฯ เราก็มีให้ชิมเต็มไปหมด (และหลายคนก็น่าจะชอบเหมือนกัน) KOI The ที่สาขาฮาราจูกุนั้นเปิดใหญ่โตแบบบ้านหนึ่งหลังกันเลย ตัวเมนูเองก็ไม่ต่างอะไรกับที่เราคุ้นเคยกัน ทั้งตัวชา ไข่มุกสีทองที่เม็ดเล็กเป็นเอกลักษณ์ หรือเมนูแมคคิอาโต้ KOI The ที่โตเกียวได้รับความนิยมและมีการต่อแถวจนล้นออกมานอกร้านไม่ต่างอะไรจากสาขาที่บ้านเรา ถึงอย่างนั้นพอเราได้ลองชิมสักแก้วของที่นี่แล้วก็ต้องพบว่าเอ๊ะ ทำไมรู้สึกอร่อยกว่าบ้านเรานิดหน่อย นี่คืออุปทานหมู่หรือเปล่านะ แต่โดยส่วนตัวเราคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องวัตถุดิบท้องถิ่นที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้มากกว่า เช่น นม เป็นต้น เพราะรสที่ได้นั้นกลมกล่อมกว่า หอมมันกว่า แม้ราคาจะแพงกว่าบ้านเราไปหน่อย (เริ่มต้นที่ 550 เยน หรือประมาณ 165 บาท) แต่ก็พอรับได้ ขอบอกว่าที่โตเกียวมีเพียงสาขานี้สาขาเดียวนะ มิน่าล่ะคนถึงเยอะกันขนาดนี้ นอกจากนี้ยังแวะเวียนไปได้ที่สาขาฮิโรชิมา และสาขาที่โอกินาว่าได้อีกด้วย ตอนนี้ที่โน่นเพิ่งมีเมนูล่าสุดน่ากินออกมาอย่าง Golden Bubble Mango Green Tea Macchiato ที่มาครบทั้งชาเขียว ทั้งหองแมคคิอาโต้ และไข่มุกสีทองด้วยล่ะ

 
เปิดทุกวัน 10:00-18:00 น. สาขา Omotesando (Harajuku) JR สถานี Harajuku เดินทะลุถนนทะเคะชิตะ แล้วข้ามถนน เข้าซอยไปประมาณ 30 เมตร รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ 

Chun Shui Tang

 
 
 
นี่ก็เป็นอีกร้านที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์มากตอนที่เจอในย่านโอโมเตะซานโด เพราะ Chun Shui Tang (อ่านว่า ชุนซุ่ยถาง) นั่นคือร้านอาหารและขายชานมไข่มุกที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของไต้หวัน เก่าแก่แค่ไหนน่ะเหรอ ก็แค่เป็นร้านที่ให้กำเนิดเครื่องดื่มเมนูนี้ขึ้นมาในโลกนี่แหละ! ว่ากันว่าคุณหลินเจ้าของร้านแกเปิดชุนซุ่ยถางมาตั้งแต่ปี 1983 พอผ่านไปสักสี่ห้าปี คุณหลินที่ชอบกินบัวลอยเอามาก ๆ ก็ไปซื้อบัวลอยมาต้มกิน แล้วคิดเอาบัวลอยที่ต้มมาใส่ในชานม และชามะนาว แล้วก็เอาให้เพื่อนบ้านกิน ปรากฎว่าอร่อยเฉย เลยเพิ่มเข้าไปเ็นเมนูของทางร้านเสียเลย จากนั้นก็ปรับ ๆ ตบ ๆ สูตรมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นชานมไข่มุกในปัจจุบันนี่แหละ ชุนซุ่ยถางที่โอโมเตะซานโดก็ไม่ได้มีขายแค่เมนูชานมไข่มุกเหมือนกัน แต่ยังมีอาหารอร่อย ๆ ของเขามาขายด้วย และหน้าตาร้านก็จะมีความนั่งรับประทานอาหารได้จริงจังมากกว่า ใครอยากลองชานมไข่มุกเจ้าแรก (ร้อน/เย็น แก้วละ 600 เยน ประมาณ 180 บาท) แต่ไม่ได้ไปไต้หวัน ดันมาชอปปิงที่ญี่ปุ่นแทน ก็แวะมาชิมกันได้เลย โดยมีหลายสาขาในโตเกียว ทั้งโอโมเตะซานโด เอบิสุ และไดคันยะมะ

 
เปิดทุกวัน 11:00-21:00 น. สาขา Omotesando Metro สถานี Meiji-Hingumae แล้วเดินประมาณ 2 นาที รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

Sin An Ju

 
ภาพจาก Harao.tokyo
 
ภาพจาก Townwork.net
 
ต้องบอกว่าฮาราจูกุคือย่านแห่งชานมไข่มุกจริง ๆ เพราะว่าแทบทุกร้านที่เราแนะนำนั้นมีสาขาอยู่ที่นี่ฮาราจูกุทั้งสิ้น รวมถึงร้าน Sin An Ju (อ่านว่า ซิน อัน จู) ด้วย นี่คือร้านแรกของซิน อัน จู โดยตั้งอยู่ตรงข้ามของสถานี JR ฮาราจูกุเลย (บริเวณเส้น Ura-Harajuku) ความดีงามของร้านนี้คือมีที่นั่งให้นั่งดื่มกันสบาย ๆ ด้วย แต่ที่นั่งอาจไม่เยอะมากนัก (ปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะไม่เดินกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มใด ๆ จะดื่มกันที่ร้าน หรือยืนกินยืนดื่มกันหน้าร้านจนหมดก่อนแล้วค่อยไป) แน่นอนว่าเมนูค่อนข้างมีให้เลือกหลากหลย นอกจากตัวซิกเนเจอร์อย่าง Brown Sugar Fresh Milk Tapioca แล้ว ก็จะมีพวกชาผลไม้ น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มที่เตะตาเราอย่าง The Blue Lagoon ด้วย เราสั่งเมนูซิกเนเจอร์มา (540 เยน ประมาณ 162 บาท) อย่างแรกที่สัมผัสได้เลยคือไข่มุกของร้านนี้มีขนาดใหญ่กว่าร้านอื่นเล็กน้อย และมีความเหนียวมาก แบบที่บางเม็ดดูด ๆ แล้วก็ติดข้างหลอดจนต้องใช้พลังดูดมากกว่าปกติ แต่มันก็อร่อย ๆ มาก เพราะเคี้ยวเพลินมาก เราอยากแนะนำว่าให้ลองสั่งความหวานแบบที่ตัวเองชอบ โดยลดลงไปอีกสเตป เช่นชอบกินความหวาน 50% มาร้านนี้อาจต้องสั่ง 25% น่าจะถูกใจ เพราะบราวน์ชูการ์ของเขาหวานจริง ๆ แต่ก็นั่นแหละ มันอร่อยนี่นา!
 
เปิดทุกวัน 10:00-21:00 น. สาขา Harajuku JR สถานี Harajuku ทางออก Takeshita ข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้าย รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่