Skip to main content
AdSense

ถึงเวลาอาหารอีสานสไตล์บ้าน ๆ แต่ร้านเก๋อย่าง Phed Phed Bistro จะบุกฝั่งธนฯ

แค่เผ็ดไม่พอ ต้องเผ็จจจ /ซี๊ดปาก

ถึงเวลาอาหารอีสานสไตล์บ้าน ๆ แต่ร้านเก๋อย่าง Phed Phed Bistro จะบุกฝั่งธนฯ
October 30, 2018 Bangkok time
หลังจากที่ไปสำแดงความเผ็ด (แต่อร่อยเหาะ) ของอาหารอีสานแบบดั้งเดิมในย่านอารีย์มานาน ตอนนี้ร้าน Phed Phed Bistro (อ่านว่า เผ็ด เผ็ด) ก็ได้เวลาแตกสาขาใหม่เสียที คราวนี้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ทางฝั่งธนบุรี ที่ The Circle รราชพฤกษ์ ซึ่งถ้าแค่เป็นสาขาใหม่ เราคงไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก แต่เพราะสาขาที่สองของเผ็ด เผ็ด นี้มีเมนูอาหาร และการนำเสนอของอาหารที่แตกต่างออกไปจากสาขาที่อารีย์ด้วยน่ะสิ
 
 
 
ก่อนจะไปถึงตัวเมนูอาหาร เราคงต้องขอพูดถึงหน้าตาของร้านกันเสียก่อน เพราะเผ็ด เผ็ด บิสโทร สาขาเดอะเซอเคิลแห่งนี้นั้นล้ำสมัยแบบเดินผ่านก็ไม่รู้เลยว่าข้างในเขาขายอาหารอีสาน ! ด้วยการเลือกใช้โครงตาข่ายเหล็กแผงใหญ่สีเงินมาปิดหน้าร้านให้ดูล้ำ ๆ ในขณะเดียวกันก็เบรกความแข็งกร้าวของโลหะด้วยประตูไม้กระจกบานใหญฐ่ที่ทำให้ร้านดูไม่ทึบมากจนเกินไป ทางร้านมีถึง 2 ชั้น ตกแต่งในรูปแบบปูนเปลือย พร้อมตัดด้วยที่นั่งสีน้ำเงิน และเก้าอี้ที่มีการใช้ตาข่ายเหล็กสีเงินล้อไปกับด้านหน้าของตัวร้าน สร้างบรรยากาศในการกินอาหารอีสานที่เก๋ไก๋และแตกต่างออกไปอีก
 
 
 
คุณต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู เจ้าของร้านบอกกับเราว่า ที่เลือกมาเปิดสาขาสองที่นี่เพราะมีสถานที่ที่ขนาดกำลังดี พอดูแลไหว และยังใกล้บ้านของคุณโอม-ณัฐกร จิวะรังสินี หุ้นส่วนอีกคนที่สามารถเดินทางมาดูร้านอย่างสะดวกด้วย และด้วยความที่ร้านนี้ใหญ่กว่าสาขาอารีย์ จึงมีเมนูอาหารให้เลือกเยอะกว่า แต่จะให้ทำเมนูที่ไม่ต่างกับสาขาแรกก็คงไม่มีอะไรโดดเด่น คุณต้อมจึงเลือกที่จะนำเสนอในรูปแบบ "อาหารอีสาน เมนูทานที่บ้าน" เกิดจากการที่คุณต้อมเองก็เป็นคนนครพนม และชอบกินส้มตำมาก แถมยังถนัดอาหารอีสานด้วย คราวนี้ก็อยากจะทำอาหารอีสานที่ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่แค่อาหารอีสานทั่วไปที่ใครก็รู้จักเท่านั้น คุณต้อมจึงหยิบเมนูจากร้านสาขาแรกมาเพียง 30% ที่เหลือเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด และหลาย ๆ เมนูก็เกิดจากการทำอาหารกินที่บ้านตอนอยู่นครพนมของคุณต้อมนั่นแหละ
 
 
 
เพราะเราอยากรู้ว่าเมนูอาหารอีสานบ้าน ๆ ของที่นี่เป็นแบบไหน จึงสั่งมาลองหลายจานเลย และทั้งหมดก็บอกกับเราได้ว่า ถึงจะเป็นเมนูบ้าน ๆ และหน้าตาและรสชาตินี่เกินคำว่าบ้านไปมาก อย่างเมนูตำไหลบัวกุ้งสด (220 บาท ถ้าไม่ใส่กุ้งสด 115 บาท) เป็นตำไหลบัวแบบใส่ปลาร้า ซึ่งปลาร้าเป็นสูตรของคุณแม่ของคุณต้อม ที่หมักเองที่บ้านนครพนม แล้วส่งมาที่ครั้วกรุงเทพฯ แห่งนี้ แถมยังใส่กุ้งสดที่ถอดหัวถอดหางออกหมดเกลี้ยงมาให้เราแบบไม่ยั้ง เรียกว่าแทบมองไม่เห็นไหลบัวเลยทีเดียว จานนี้ดูฟิวชั่นเก๋ ๆ แต่รสชาติก็มาแบบอีสานแท้ ๆ แซ่บจริงอะไรจริง อีกเมนูอย่าง เกาเหลาปูม้า (330 บาท) ทางร้านดองปูม้าเอง ปูม้าขนาดกำลังดี คลุกมากับน้ำส้มตำ พร้อมโรยกุ้งแห้งตัวเขื่อง ๆ หนัก ๆ บอกเลยว่าดูดจ๊วบเพลินหมดจานไปเลย แต่อย่างที่บอกว่าอาหารร้านนี้รสจัดจ้าน เค็ม เปรี้ยว เผ็ด ถึงรสสุดอะไรสุด เผ็ดปกติของเขา อาจเผ็ดมากสำหรับบางคน เพราะทางร้านดีไซน์มาเพื่อให้กินกับข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวเหมือนที่คนอีสานเขากินกัน
 
 
อีกหนึ่งเมนูส้มตำที่ไม่คุ้นตา คือตำหลวงพระบาง กินคู่กับผักสดและกากหมูเจียว (130 บาท) ซึ่งคุณต้อมบอกว่าตำหลวงพระบางปกติก็จะเป็นเส้นมะละกอซอยหยาบนี่แหละ แต่เขามาดัดแปลงให้เป็นเส้นมะละกอใหญ่ กินกรุบ ๆ ดูดซับน้ำส้มตำได้ดีเชียว ตำหลวงพระบางจะใส่กะปิด้วย ซึ่งใช้กะปิถึง 6 ที่มาใส่รวมกัน ใส่น้ำปูสดแบบทางเหนือเพิ่มลงไปด้วย ความนัวคือกากหมูที่ทางร้านเจียวใหม่ทุกวัน มันกรอบกินเพลินจนลืมนับแคลอรีไปเลย
 
 
 
นอกจากเมนูส้มตำแล้ว (ที่จริง ๆ ยังมีเมนูส้มตำให้เลือกอีกเยอะแยะมาก) เมนูอื่น ๆ ก็มีให้ลองสั่งอีก ทั้งตับหวาน (160 บาท) ที่ทางร้านใส่ตับชิ้นใหญ่ ๆ แถมกระหน่ำผักสมุนไพรมาแบบเต็มจานจนมองไม่เห็นตับหวานเลย อีกจานคือสามชั้นทอด กินคู่กับน้ำพริกมะอึกย่าง (200 บาท) ที่ทางร้านนำหมูสามชั้นไปตุ๋นกับน้ำมัน 1 คืนเต็ม ๆ แล้วค่อยนำมาทอดก่อนเสิร์ฟ ทำให้สามชั้นของที่นี่นุ่ม แม้จะหั่นมาชิ้นใหม่มากก็ตาม (แต่ก็ไม่กรอบนะ ใครชอบกินสามชั้นทอดกรอบ ๆ อาจต้องบอกผ่าน)
 
 
ใครชอบซด ๆ เราอยากให้ลองสั่งต้มเปรตปลาดุกย่าง (180 บาท) ปลาดุกย่างเตาถ่านทั้งตัว หั่นท่อนใหญ่ ๆ ใส่ลงมาในต้มเปรตแซ่บ ๆ ซดล้างคอได้เพลิน ๆ อร่อยดี ใครชอบซุปแบบเปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ ต้มเปรตก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าต้มแซ่บหรือต้มยำนะ
 
 
 
ผัดหมี่อีสาน (165 บาท) เป็นผัดหมี่ที่มีเครื่องเคราเยอะมาก ทางร้านนำเส้นก๋วยเตี๋ยวไปผัดกับไข่ หมูสับ หมูยอจากนครพนม และนซอสสูตรพิเศษที่มีส่วนประกอบของน้ำมะขามเปียก กินแล้วก็คล้ายผัดไทย แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี เราชอบที่ทางร้านโปะกากหมูเจียวมาให้แบบไม่ยั้ง คลุกให้เข้ากับผัดหมี่แล้วกินกรุบ ๆ คู่กันไป โอ้โห อร่อยฟินไปเลยเด้อ ส่วนอีกจานคือไข่เจียวที่บ้าน (150 บาท) ที่มาของเมนูนี้ก็ง่าย ๆ คือเป็นเมนูที่บ้านคุณต้อมทำกินกันนั่นเอง เป็นไข่เจียวชิ้นหนา ๆ ที่ใส่เครื่องข้างในกันแบบแน่น ๆ จนรู้สึกว่าทางฝั่งอีสานที่เขารุ่มรวยทางอาหารเหมือนกันนะเนี่ย เพราะทำกินที่บ้านเราเองก็ใส่เครื่องไม่เยอะขนาดนี้แน่นอน  
 
 
 
เครื่องดื่มของร้านก็เรียกว่าเป็นไฮไลต์ไม่แพ้อาหารเลย เราชอบ ส้มส้ม (195 บาท) น้ำส้มคั้นแก้วโตที่ใช้ส้มทั้งลูก 3 ชนิดมาอัดลงพิมพ์ทรงลูกบาศก์ แล้วนำไปแช่แข็ง เวลาเสิร์ฟก็นำคิวบ์ใส่แก้วพร้อมน้ำส้มคั้น แก้วนี้คือไม่ใส่น้ำเชื่อม ไม่เจือจาง ไม่ใส่น้ำแข็ง ได้ส้มแบบเต็ม ๆ สะใจ แถมยังมีจำหน่ายเพียง 40 แก้วต่อวันเท่านั้นนะ อีกแก้วหนึ่งคือกะทิเชค (125 บาท) ที่นำไอศกรีมกะทิสดโฮมเมด มาปั่นรวมกับนมสด ท๊อปด้วยข้าวเม่ากวนใส่ถั่วกรุบกรอบที่ทางร้านทำสดใหม่เองทุกวัน แก้วนี้ก็เหมาะกับคนรักกะทิแน่นอน ส่วนของหวานจะมีให้เลือก 2 เมนู คือสาคูเปียกลำไยแห้ง (95 บาท) และไอศกรีมกะทิ เสิร์ฟพร้อมข้าวเม่ากวน (100 บาท) ก็อร่อยช่วยล้างปากได้เป็นอย่างดี
 
 
Soimilk says: การกลับมาในสาขาที่สองของ Phed Phed Bistro เรียกว่าสมศักดิ์ศรีจริง ๆ ในวันที่เราไปนั้นทั้งคุณต้อมและทีมงานก็ง่วนกันอยู่ในครัวแทบทั้งวัน เพราะลูกค้าแน่นร้านตั้งแต่ร้านเปิดกันเลยทีเดียว เราชอบที่ทางร้านพยายามสื่อสารวัฒนธรรมการกินแบบอีสานผ่านจานอาหารอย่างจริงจัง ทั้งการหยิบยกอาหารอีสานบ้าน ๆ มาให้เราลองชิม การทำอาหารจานใหญ่ ทั้ง ๆ ที่สมัยนี้ร้านอาหารอีสานชอบเสิร์ฟแบบจานเล็ก ๆ มากกว่า (เพราะอะไรก็ไม่รู้) แต่คุณต้อมบอกว่าด้วยรสชาติจัดจ้านอาหารอีสาน มันถูกทำให้ไม่ใช่เป็นอาหารที่กินหลาย ๆ เมนู ส่วนใหญ่แล้วคนอีสานจะกินน้อยจาน แล้วกินคู่กับข้าวเหนียวหรือก๋วยเตี๋ยวมากกว่า ทางร้านจึงเลือกเสิร์ฟจานใหญ่จะได้แชร์กันกินได้อย่างเต็มที่ อีกอย่างคืออย่าดูถูกรสเผ็ดของที่นี่ เพราะเผ็ดจริงแซ่บจริงจ้า ใครกินเผ็ดมากไม่ได้ก็อย่าลืมบอกกับเด็กเสิร์ฟล่ะ แต่อาหารอีสาน ถ้าไม่แซ่บก๋ไม่ถูกต้องสิ !
 
Phed Phed Bistro เปิดทุกวัน 11:30-20:30 น. ศูนย์การค้าเดอะเซอเคิล หลังร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ถ.ราชพฤกษ์ www.fb.com/phedphedfood 
 
AdSense
AdSense
AdSense