หลังจากที่ไปสำแดงความเผ็ด (แต่อร่อยเหาะ) ของอาหารอีสานแบบดั้งเดิมในย่านอารีย์มานาน ตอนนี้ร้าน Phed Phed Bistro (อ่านว่า เผ็ด เผ็ด) ก็ได้เวลาแตกสาขาใหม่เสียที คราวนี้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ทางฝั่งธนบุรี ที่ The Circle รราชพฤกษ์ ซึ่งถ้าแค่เป็นสาขาใหม่ เราคงไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก แต่เพราะสาขาที่สองของเผ็ด เผ็ด นี้มีเมนูอาหาร และการนำเสนอของอาหารที่แตกต่างออกไปจากสาขาที่อารีย์ด้วยน่ะสิ


ก่อนจะไปถึงตัวเมนูอาหาร เราคงต้องขอพูดถึงหน้าตาของร้านกันเสียก่อน เพราะเผ็ด เผ็ด บิสโทร สาขาเดอะเซอเคิลแห่งนี้นั้นล้ำสมัยแบบเดินผ่านก็ไม่รู้เลยว่าข้างในเขาขายอาหารอีสาน ! ด้วยการเลือกใช้โครงตาข่ายเหล็กแผงใหญ่สีเงินมาปิดหน้าร้านให้ดูล้ำ ๆ ในขณะเดียวกันก็เบรกความแข็งกร้าวของโลหะด้วยประตูไม้กระจกบานใหญฐ่ที่ทำให้ร้านดูไม่ทึบมากจนเกินไป ทางร้านมีถึง 2 ชั้น ตกแต่งในรูปแบบปูนเปลือย พร้อมตัดด้วยที่นั่งสีน้ำเงิน และเก้าอี้ที่มีการใช้ตาข่ายเหล็กสีเงินล้อไปกับด้านหน้าของตัวร้าน สร้างบรรยากาศในการกินอาหารอีสานที่เก๋ไก๋และแตกต่างออกไปอีก


คุณต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู เจ้าของร้านบอกกับเราว่า ที่เลือกมาเปิดสาขาสองที่นี่เพราะมีสถานที่ที่ขนาดกำลังดี พอดูแลไหว และยังใกล้บ้านของคุณโอม-ณัฐกร จิวะรังสินี หุ้นส่วนอีกคนที่สามารถเดินทางมาดูร้านอย่างสะดวกด้วย และด้วยความที่ร้านนี้ใหญ่กว่าสาขาอารีย์ จึงมีเมนูอาหารให้เลือกเยอะกว่า แต่จะให้ทำเมนูที่ไม่ต่างกับสาขาแรกก็คงไม่มีอะไรโดดเด่น คุณต้อมจึงเลือกที่จะนำเสนอในรูปแบบ "อาหารอีสาน เมนูทานที่บ้าน" เกิดจากการที่คุณต้อมเองก็เป็นคนนครพนม และชอบกินส้มตำมาก แถมยังถนัดอาหารอีสานด้วย คราวนี้ก็อยากจะทำอาหารอีสานที่ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่แค่อาหารอีสานทั่วไปที่ใครก็รู้จักเท่านั้น คุณต้อมจึงหยิบเมนูจากร้านสาขาแรกมาเพียง 30% ที่เหลือเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด และหลาย ๆ เมนูก็เกิดจากการทำอาหารกินที่บ้านตอนอยู่นครพนมของคุณต้อมนั่นแหละ


เพราะเราอยากรู้ว่าเมนูอาหารอีสานบ้าน ๆ ของที่นี่เป็นแบบไหน จึงสั่งมาลองหลายจานเลย และทั้งหมดก็บอกกับเราได้ว่า ถึงจะเป็นเมนูบ้าน ๆ และหน้าตาและรสชาตินี่เกินคำว่าบ้านไปมาก อย่างเมนูตำไหลบัวกุ้งสด (220 บาท ถ้าไม่ใส่กุ้งสด 115 บาท) เป็นตำไหลบัวแบบใส่ปลาร้า ซึ่งปลาร้าเป็นสูตรของคุณแม่ของคุณต้อม ที่หมักเองที่บ้านนครพนม แล้วส่งมาที่ครั้วกรุงเทพฯ แห่งนี้ แถมยังใส่กุ้งสดที่ถอดหัวถอดหางออกหมดเกลี้ยงมาให้เราแบบไม่ยั้ง เรียกว่าแทบมองไม่เห็นไหลบัวเลยทีเดียว จานนี้ดูฟิวชั่นเก๋ ๆ แต่รสชาติก็มาแบบอีสานแท้ ๆ แซ่บจริงอะไรจริง อีกเมนูอย่าง เกาเหลาปูม้า (330 บาท) ทางร้านดองปูม้าเอง ปูม้าขนาดกำลังดี คลุกมากับน้ำส้มตำ พร้อมโรยกุ้งแห้งตัวเขื่อง ๆ หนัก ๆ บอกเลยว่าดูดจ๊วบเพลินหมดจานไปเลย แต่อย่างที่บอกว่าอาหารร้านนี้รสจัดจ้าน เค็ม เปรี้ยว เผ็ด ถึงรสสุดอะไรสุด เผ็ดปกติของเขา อาจเผ็ดมากสำหรับบางคน เพราะทางร้านดีไซน์มาเพื่อให้กินกับข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวเหมือนที่คนอีสานเขากินกัน

อีกหนึ่งเมนูส้มตำที่ไม่คุ้นตา คือตำหลวงพระบาง กินคู่กับผักสดและกากหมูเจียว (130 บาท) ซึ่งคุณต้อมบอกว่าตำหลวงพระบางปกติก็จะเป็นเส้นมะละกอซอยหยาบนี่แหละ แต่เขามาดัดแปลงให้เป็นเส้นมะละกอใหญ่ กินกรุบ ๆ ดูดซับน้ำส้มตำได้ดีเชียว ตำหลวงพระบางจะใส่กะปิด้วย ซึ่งใช้กะปิถึง 6 ที่มาใส่รวมกัน ใส่น้ำปูสดแบบทางเหนือเพิ่มลงไปด้วย ความนัวคือกากหมูที่ทางร้านเจียวใหม่ทุกวัน มันกรอบกินเพลินจนลืมนับแคลอรีไปเลย


นอกจากเมนูส้มตำแล้ว (ที่จริง ๆ ยังมีเมนูส้มตำให้เลือกอีกเยอะแยะมาก) เมนูอื่น ๆ ก็มีให้ลองสั่งอีก ทั้งตับหวาน (160 บาท) ที่ทางร้านใส่ตับชิ้นใหญ่ ๆ แถมกระหน่ำผักสมุนไพรมาแบบเต็มจานจนมองไม่เห็นตับหวานเลย อีกจานคือสามชั้นทอด กินคู่กับน้ำพริกมะอึกย่าง (200 บาท) ที่ทางร้านนำหมูสามชั้นไปตุ๋นกับน้ำมัน 1 คืนเต็ม ๆ แล้วค่อยนำมาทอดก่อนเสิร์ฟ ทำให้สามชั้นของที่นี่นุ่ม แม้จะหั่นมาชิ้นใหม่มากก็ตาม (แต่ก็ไม่กรอบนะ ใครชอบกินสามชั้นทอดกรอบ ๆ อาจต้องบอกผ่าน)

ใครชอบซด ๆ เราอยากให้ลองสั่งต้มเปรตปลาดุกย่าง (180 บาท) ปลาดุกย่างเตาถ่านทั้งตัว หั่นท่อนใหญ่ ๆ ใส่ลงมาในต้มเปรตแซ่บ ๆ ซดล้างคอได้เพลิน ๆ อร่อยดี ใครชอบซุปแบบเปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ ต้มเปรตก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าต้มแซ่บหรือต้มยำนะ


ผัดหมี่อีสาน (165 บาท) เป็นผัดหมี่ที่มีเครื่องเคราเยอะมาก ทางร้านนำเส้นก๋วยเตี๋ยวไปผัดกับไข่ หมูสับ หมูยอจากนครพนม และนซอสสูตรพิเศษที่มีส่วนประกอบของน้ำมะขามเปียก กินแล้วก็คล้ายผัดไทย แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี เราชอบที่ทางร้านโปะกากหมูเจียวมาให้แบบไม่ยั้ง คลุกให้เข้ากับผัดหมี่แล้วกินกรุบ ๆ คู่กันไป โอ้โห อร่อยฟินไปเลยเด้อ ส่วนอีกจานคือไข่เจียวที่บ้าน (150 บาท) ที่มาของเมนูนี้ก็ง่าย ๆ คือเป็นเมนูที่บ้านคุณต้อมทำกินกันนั่นเอง เป็นไข่เจียวชิ้นหนา ๆ ที่ใส่เครื่องข้างในกันแบบแน่น ๆ จนรู้สึกว่าทางฝั่งอีสานที่เขารุ่มรวยทางอาหารเหมือนกันนะเนี่ย เพราะทำกินที่บ้านเราเองก็ใส่เครื่องไม่เยอะขนาดนี้แน่นอน


เครื่องดื่มของร้านก็เรียกว่าเป็นไฮไลต์ไม่แพ้อาหารเลย เราชอบ ส้มส้ม (195 บาท) น้ำส้มคั้นแก้วโตที่ใช้ส้มทั้งลูก 3 ชนิดมาอัดลงพิมพ์ทรงลูกบาศก์ แล้วนำไปแช่แข็ง เวลาเสิร์ฟก็นำคิวบ์ใส่แก้วพร้อมน้ำส้มคั้น แก้วนี้คือไม่ใส่น้ำเชื่อม ไม่เจือจาง ไม่ใส่น้ำแข็ง ได้ส้มแบบเต็ม ๆ สะใจ แถมยังมีจำหน่ายเพียง 40 แก้วต่อวันเท่านั้นนะ อีกแก้วหนึ่งคือกะทิเชค (125 บาท) ที่นำไอศกรีมกะทิสดโฮมเมด มาปั่นรวมกับนมสด ท๊อปด้วยข้าวเม่ากวนใส่ถั่วกรุบกรอบที่ทางร้านทำสดใหม่เองทุกวัน แก้วนี้ก็เหมาะกับคนรักกะทิแน่นอน ส่วนของหวานจะมีให้เลือก 2 เมนู คือสาคูเปียกลำไยแห้ง (95 บาท) และไอศกรีมกะทิ เสิร์ฟพร้อมข้าวเม่ากวน (100 บาท) ก็อร่อยช่วยล้างปากได้เป็นอย่างดี

Soimilk says: การกลับมาในสาขาที่สองของ Phed Phed Bistro เรียกว่าสมศักดิ์ศรีจริง ๆ ในวันที่เราไปนั้นทั้งคุณต้อมและทีมงานก็ง่วนกันอยู่ในครัวแทบทั้งวัน เพราะลูกค้าแน่นร้านตั้งแต่ร้านเปิดกันเลยทีเดียว เราชอบที่ทางร้านพยายามสื่อสารวัฒนธรรมการกินแบบอีสานผ่านจานอาหารอย่างจริงจัง ทั้งการหยิบยกอาหารอีสานบ้าน ๆ มาให้เราลองชิม การทำอาหารจานใหญ่ ทั้ง ๆ ที่สมัยนี้ร้านอาหารอีสานชอบเสิร์ฟแบบจานเล็ก ๆ มากกว่า (เพราะอะไรก็ไม่รู้) แต่คุณต้อมบอกว่าด้วยรสชาติจัดจ้านอาหารอีสาน มันถูกทำให้ไม่ใช่เป็นอาหารที่กินหลาย ๆ เมนู ส่วนใหญ่แล้วคนอีสานจะกินน้อยจาน แล้วกินคู่กับข้าวเหนียวหรือก๋วยเตี๋ยวมากกว่า ทางร้านจึงเลือกเสิร์ฟจานใหญ่จะได้แชร์กันกินได้อย่างเต็มที่ อีกอย่างคืออย่าดูถูกรสเผ็ดของที่นี่ เพราะเผ็ดจริงแซ่บจริงจ้า ใครกินเผ็ดมากไม่ได้ก็อย่าลืมบอกกับเด็กเสิร์ฟล่ะ แต่อาหารอีสาน ถ้าไม่แซ่บก๋ไม่ถูกต้องสิ !
Phed Phed Bistro เปิดทุกวัน 11:30-20:30 น. ศูนย์การค้าเดอะเซอเคิล หลังร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ถ.ราชพฤกษ์ www.fb.com/phedphedfood