Jul 13 2019

restaurants & bars

โค้งสุดท้ายกับ Le Petit Chef Bangkok อาหารมื้อพิเศษที่มีเชฟจิ๋วมาเล่านิทานให้เราฟังตรงหน้า

ลืมไปเลยว่าต้องกินข้าว
ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งอิเวนต์พิเศษที่จองยาก รอคิวกันข้ามวันข้ามคืนทีเดียว เรียกว่ามีเงินอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีโชคที่จองที่นั่งทันด้วย กับมื้อดินเนอร์สุดล้ำเหนือจินตนาการอย่าง Le Petit Chef Bangkok ที่ห้องอาหาร The Embassy Room โรงแรม Park Hyatt Bangkok ใกล้ ๆ แค่นี้เอง และเราต้องขอบอกว่าถ้าใครยังลังเลอยู่ว่าควรไปสัมผัสประสบการณ์พิเศษของมื้ออาหารนี้ดีไหม สิ่งแรกที่อยากจะบอกคือ รีบตัดสินใจเลย เพราะโอกาสในการจองมาอีกครั้งแล้วจากการต่อเวลาจากเดิมที่อิเวนต์จะสิ้นสุดสิ้นเดิอน ก.ค. นี้ เป็นสิ้นเดือน ต.ค. นี้แทน แต่ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี เราแวะไปลองของจริงมาแล้ว เลยขอมาเล่าสู่กันฟังประกอบการตัดสินใจก็แล้วกัน
 
 
 
 
งานนี้จริง ๆ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ที่สามารถฝ่าฟันจำนวนคิวมหาศาลและจองที่นั่งให้กับเราได้ แถมยังพกสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดอย่าง OPPO Reno 10x Zoom มาให้เราได้ลองใช้งานด้วย ไหน ๆ ก็ได้สมาร์ตโฟนที่เขาว่ากล้องดีเวอร์ เพราะมีประสิทธิภาพหลายอย่างที่เหมาะกับการถ่ายที่ Le Petit Chef พอดี อย่างเช่น Ultra-Night Mode 2.0 ที่เหมาะจริงกับการถ่ายในห้องอาหารที่ต้องมืดเพื่อเตรียมฉายภาพลงบนโต๊ะอาหารที่เรียกว่าเทคนิค Projection Mapping ภาพที่ได้ก็ชัดเจนและสว่างขึ้นเยอะ หรือระบบ Triple Focus ที่ช่วยให้เก็บภาพได้ไวและแม่นยำขึ้นเยอะ หรือการซูมอาหารชัด ๆ ก็ทำได้ง่ายด้วย 10x Hybrid Zoom ที่ซูมแล้วก็ยังชัดอยู่ เสียดายที่ไม่ได้ลองใช้พลังซูม 60x ดูบ้างว่าเจ๋งขนาดไหน (เพราะถ้าอย่างนั้นอาจต้องไปนั่งที่เซ็นทรัลชิดลมแล้วซูมเข้ามาแทน /อะล้อเล่น) แต่แค่ฟังก์ชันต่าง ๆ ของกล้องที่ได้ลองหยิบมาใช้ถ่ายรูปทั้งหมดที่เห็นอยู่นี้ ก็เจ๋งสุด ๆ แล้วล่ะ

 
 
 
ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่าทำไม Le Petit Chef ถึงฮอตฮิตขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะนี่คือประสบการณ์การรับประทานอาหารรูปแแบใหม่ที่สนุกเวอร์และไม่เหมือนใคร เพราะเขานำอาหารและเทคโนโลยี ที่ถือว่าเป็น 2 สิ่งที่คนในยุคสมัยนี้ชอบรวมเข้าไว้ด้วยกัน อาหารค่ำจะถูกรังสรรค์ผ่านอาหาร 5 คอร์ส โดย Chef de Cuisine Pierre Tavernier นี่จะเป็นมื้ออาหารที่มีเรื่องราวอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่เส้นทางสายไหม ตามรอย "มาร์โค โปโล" กับการเดินทางไปสู่แผ่นดินจีนเป็นคนแรกของโลก ทำให้เราได้เห็นเรื่องราวระหว่างทางมากมาย และระหว่างทางนั่นแหละที่ทำให้เกิดจานอาหารที่แตกต่างออกไป
 
 
 
พอเราไปถึง The Embassy Room ก็นั่งรอเวลาสักนิด เมื่อถึงเวลา พนักงานจะพาเราเข้าไปยังห้องอาหารพิเศษที่ระบุที่นั่งไว้ให้เรียบร้อยแล้ว สักพัก เจ้าหน้าที่และเชฟประจำห้องอาหารจะมาแนะนำตัวให้เราได้รู้จัก พร้อมกับบอกให้เราเปิดหนังสือปกหนัง Dinner Time Stories เล่มโตตั้งวางไว้ตรงหน้าของเรา และทันทีที่เราเปิดหนังสือปุ๊บ ความมหัศจรรย์ก็เกิดเลยจ้า เพราะในห้องอาหารจะฉายภาพจากโปรเจ็กเตอร์ลงบนหนังสือเล่มที่เราเปิดนั่นเอง โดยจะเป็นแอนิเมชั่น 3 มิติที่เรียกว่า Projection Mapping เป็นการปรากฎตัวของเชฟจิ๋วอย่าง Le Petit Chef ที่เรื่องราวเล่าว่าตัวเชฟจิ๋วเองเปิดร้านอาหารในเมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส แต่ยังไม่ถูกปากลูกค้าเท่าไหร่ เขาจึงต้องเริ่มต้นการเดินทางเพื่อดั้นด้นหาวัตถุดิบ และเครื่องปรุงใหม่ ๆ ในจานอาหารของเขา เพื่อกุมใจลูกค้าของทางร้านให้อยู่หมัดนั่นเอง ขอบอกว่า Mapping ได้น่ารักมาก เพราะเราจะได้เห็นเชฟน้อยเดินไปมารอบหนังสือ กระโดดลงไปเดินบนโต๊ะ แล้วช่วยเราเปิดหน้ากระดาษต่อไปได้อีกด้วย นี่แหละความสนุกของอาหารค่ำมื้อนี้

 
 
เชฟจิ๋วเปิดตัวด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง Amuse Bouche อาหารฝรั่งเศสรสชาติเข้มข้น ประกอบด้วยฟัวร์กรา, ขนมปังขิง, มะตูมบดกับแบล็กทรัฟเฟิลและ Celeriac Gougere, Aged Comte Cheese & Croque-Monsieur และปารีสแฮมราสซอส Bechabel ที่ทุกอย่างเข้ากันดีมาก ๆ มาเป็นคำเล็ก ๆ แต่รสชาติเข้มข้นดีเลยล่ะ
 
 
 
จบคอร์สแรก ก็ได้เวลาที่เชฟจิ๋วจะออกเดินทางเสียที โดยเส้นทางสายไหมที่เชฟจิ๋วใช้เดินทางนั้นจะผ่านอาราเบียเป็นที่แรก และได้ค้นพบวัตถุดิบของชาวอาราเบียนแปลกใหม่ ลองปรุงมาให้เราได้ชิมกันด้วย เริ่มที่มะเขือม่วงสโมกโรยหน้าด้วยสมุนไพรและทับทิม ที่ชาวอาราเบียเชื่อว่าเป็นอาหารชั้นสูงราวกับขึ้นสวรรค์, เนื้อแกะเสียบไม้ เสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียงอย่างแป้ง Bulgur กับผงยี่หร่า โยเกิร์ตชีส หรือลาเบิน กับกระเทียม และสุดท้ายกับ Fattoush Salad ที่ใส่เครื่องเทศอย่าง Sumac ลงไปด้วย

 
 
 
 
เชฟจิ๋วยังเดินทางต่อไปถึงประเทศอินเดีย ได้เจอเครื่องเทศสีสัดจ้านเต็มตะกร้าไปหมด อาหารคอร์สนี้จึงหนีไม่พ้นสีสันของเครื่องเทศ และรสชาติที่ต้องบอกว่าเราชอบแทบจะทุกถ้วยเลย เชฟให้เริ่มกินที่ซุปเทนทิลแดงกับหอมใหญ่และเลมอนก่อน ตามด้วยแกงกะหรี่ไก่บัตเตอร์กินพร้อมแป้งนาน ปิดท้ายด้วยหอยเชลล์ตัวบิ๊กเบิ้มในซิสเครื่องเทศ กับกะหล่ำดอกขาว ดีทุกถ้วยจริง ๆ ก่อนที่เชฟจะล้างปากเราด้วยไอศกรีมซอร์เบต์สับปะรดและขิงท่ามกลางภาพของเทือกเขาหิมาลัยบนโต๊ะ เพราะชิมอาหารรสจัด ๆ มาสองคอร์สติดกันแล้ว เพื่อจะได้ลุยในส่วนที่เหลือต่อไป

 
 
 
 
เมื่อผ่านหิมาลัยมาได้ ก็แปลว่าเชฟจิ๋วพาข้ามน้ำข้ามทะเลมาจนถึงแผ่นดินจีนในที่สุด ที่นี่มีวัตถุดิบมากมายก่ายกองเต็มไปหมด และเชฟก็รังสรรค์คอร์สอาหารจีนนี้ออกมาเป็นปลากระพงนึ่งซีอิ๊วและขิง แนมด้วยผักฉ่อย กับข้าวหอมมะลิ ที่ต้องบอกว่าหอมมะลิจริง ๆ เพราะเชฟนำไปสตรีมกับมะลิจนหอมเตะจมูกขึ้นมาเลย ถูกใจเรามาก ๆ แหละ ก่อนที่เชฟจิ๋วจะกลับบ้านเกิดที่มาร์กเซยอีกครั้ง คราวนี้เขาเรียนรู้เรื่องวัตถุดิบจากทุกมุมโลกเต็มที่ อาหารจานใหม่ที่จะรังสรรค์ก็พร้อมกว่าเดิมมาก ๆ คอร์สของหวานจานสุดท้ายเราจะได้เห็นเชฟจิ๋วลงมือทำครีมบูเล กับซอเรต์หญ้าฝรั่นและกระวาน ด้วยวัตถุดิบจากทุกที่ที่เก็บมารวมให้เรา แม้ครีมบูเลถ้วยนี้จะหวานไปหน่อย แต่ก็ถือเป็นคอร์สตบท้ายที่สมบูรณ์แบบทีเดียวแหละ

 
Soimilk Says: อย่างแรกเลยคืออยากให้เตรียมเมมกล้องไปให้พร้อม เพราะงานนี้เขารู้แล้วจริง ๆ ว่านิสัยของคนเราสมัยนี้คือชอบถ่ายรูปอะไรเก๋ ๆ และถ่ายรูปอาหารสวย ๆ เอาไปโพสต์คู่กันจริง ๆ และ Le Petit Chef Bangkok คือมาครบทุกอย่างเลย งาน Mapping ก็สวยงามและดูเพลินเอามาก ๆ อยากให้ลองละสายตาจากหน้าจอสมาร์ตโฟนแล้วมาดูภาพบนโต๊ะจริง ๆ ด้วยตาบ้างก็ดี ซึ่งถ้าใครสนใจเราอยากจะบอกว่านี่คือโอกาสที่ดี เพราะเขาขยับวันให้เราได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ของการรับประทานอาหารค่ำได้ยาวขึ้นจนถึง 31 ต.ค. นี้ ก่อนที่จะย้ายไปยังประเทศอื่นนะ
 
Le Petit Chef Bangkok เส้นทาง A ราคา 3,299++ บาทต่อท่าน เส้นทาง B ราคา 3,999++ บาทต่อท่าน ที่ เว็บไซต์ Le Petit Chef เวลาทำการ ทุกวัน รอบ 19:00 น. และ 21:30 น. ห้องอาหาร The Embassy Room โรงแรม Park Hyatt Bangkok วิทยุ BTS เพลินจิต