เป็นอีกหนึ่งคอร์สเชฟส์เทเบิลที่เราตั้งตารอและอยากบอกต่อมาก ๆ (รอบหน้าทุกคนจะได้จองทัน!) เพราะแค่เห็นชื่อเจ้าของโปรเจกต์ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง #GrabThumbsUp (GrabfoodTH) และ The Standard Pop ก็มั่นใจไปเกินร้อยแล้วกับความปังในการจัดเชฟส์เทเบิลแบบป็อปอัปตามชื่องาน Brunch POP/Up Table Sensations: The Healing Power of Food ที่จะเปลี่ยนสถานที่จัดงาน รวมถึงเชฟที่จะมารังสรรค์อาหารไปเรื่อย ๆ ในแต่ละครั้ง
คอนเซปต์หลักในครั้งแรกนี้ก็เก๋เอาซะมาก ๆ เพราะเขาเลือกจะจัดเชฟส์เทเบิลในช่วงบ่าย แทนที่จะจัดมื้อดินเนอร์เหมือนเจ้าอื่น ๆ และเลือกเสิร์ฟเฉพาะเมนูบรันช์ ที่เป็นการควบรวมระหว่างอาหารเช้าและกลางวัน (แต่อิ่มจุกไปถึงกลางคืน) และที่เก๋ไปมากกว่านั้นคือไม่ใช่แค่เฉพาะการคอลแลบฯ กันระหว่างผู้จัดจากฝั่งเดลิเวอรี่กับสื่อสายไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่ผู้รังสรรค์อาหารและเครื่องดื่มในแต่ละคอร์สก็เป็นการจับเอาร้านดัง 2 ร้านมาคอลแลบฯ กันด้วย!

อย่างคอร์สที่เราได้ไปร่วมโต๊ะอาหารพิเศษที่จัดขึ้นที่ Patina Bangkok เมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นคอร์สอาหารมื้อสายที่ได้เชฟไทกิ รัตนพงศ์ ชูโบต้า จากร้านเบอร์เกอร์สายคราฟต์อย่าง Homeburg มาทำงานร่วมกันกับคาเฟ่ฝั่งสเปเชียลตี้อย่าง Nana Coffee Roasters ที่งัดเอาทีเด็ดของแต่ละฝั่งมาโชว์กันแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกของการคอลแลบฯ ร่วมกันระหว่างทั้งสองแบรนด์

จานที่เราขอยกให้เป็นไฮไลต์ของงานนี้คือ Ultrasonic Fries ที่ถึงแม้หน้าตาจะดูเป็นเฟรนช์ฟรายธรรมดา แต่ถ้าได้ลองเอาเข้าปากจะรู้ว่าความฟินมีอยู่จริง! เพราะนี่คือเฟรนช์ฟรายที่เกิดจากความเนิร์ดจัด ๆ ของเชฟไทกิ โดยนำมันฝรั่งต้มสุกไปใส่ในเครื่องอัลตราโซนิก ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดเฉพาะทางการแพทย์ หลักการคือการส่งคลื่นเสียงระดับโมเลกุลไปสั่นสะเทือนกับวัตถุที่เราใส่ลงไปในเครื่อง เชฟไทกิเลยลองหย่อนมันฝรั่งลงไป ทำให้เปลือกของมันฝรั่งยังคงอยู่ แต่เนื้อด้านในเละละเอียดและนัวเนียนคล้ายการทำ Mashed Potato จากนั้นจึงค่อยนำมันฝรั่งไปทอดกรอบอีกครั้ง เสิร์ฟคู่กับซอสถั่วพิสตาชิโอรสติดขมฝาดนิด ๆ และจับคู่กับเครื่องดื่มจากฝั่ง Nana Coffee Roasters ที่เลือกเสิร์ฟเมนูดังของร้านอย่าง Dirty Signature เพื่อนำความหอมมันของกาแฟนมมาจับคู่กับความนัว ๆ กรอบ ๆ ของเฟรนช์ฟราย

ถัดมาที่ I Don't Know What to Call It Kind of Bun ขนมปังเบอร์เกอร์ทีเด็ดของ Homeburg หั่นครึ่งแบบแนวตั้งและยัดไส้ด้วยไส้กรอกโชริโซ่ ชีส และสลัดไข่แบบญี่ปุ่น เป็นเมนูที่เชฟไทกิอินสไปร์มาจาก Maritozzo ซึ่งเป็นขนมปังแบบอิตาเลียน ซึ่งทำรสชาติออกมาได้อูมามิ เข้าใจง่าย และมีความมัน เค็ม และเนื้อสัมผัสนุ่มถูกใจเด็กอ้วนอย่างเรามาก ๆ ตัดเลี่ยนด้วยชาแดงหมักสไตล์คอมบูฉะที่หอมกลิ่นเบอร์รีอ่อน ๆ จากฝั่ง Nana

จานหลักเชฟไทกิมีให้เลือกระหว่างเนื้อกับไก่ ซึ่งเราเลือกลองฝั่งเนื้อ เลยได้ชิมเนื้อส่วน Denver เนื้อส่วนสันคอวัวที่ไม่ค่อยฮิตเท่าไหร่ในหมู่คนไทย ย่างมาแบบมีเดียมแรร์พร้อมซอสไวน์แดงและพูเร่ฟักทอง ถือเป็นเมนคอร์สที่อิ่มเต็มปากเต็มพุงจนคิดว่าถ้าให้เรากินบรันช์แบบนี้ทุกวันคงไม่ไหว ซึ่งทางฝั่ง Nana เลือกชงกาแฟโคลด์บริวมาเสิร์ฟแพริ่งกับจานนี้ โดยเลือกใช้เมล็ด Columbia Rum Barrel ที่ให้อาฟเตอร์เทสต์เหมือนดื่มเหล้าวิสกี้จากการหมักเมล็ดกาแฟในถังเหล้า

ปิดท้ายด้วยของหวานที่ไม่ได้แยกกันเสิร์ฟเหมือนคอร์สอื่น ๆ แต่เสิร์ฟมาเป็นจานเดียวกัน โดยเชฟไทกิขอแยกไปทำไอศกรีมจากนมวัว ที่ได้มาจากฟาร์มออร์แกนิกใน จ.ลพบุรี ส่วนฝั่ง Nana นำเจลลี่ถั่วแดงมาเป็นท็อปปิงเพื่อเพิ่มเทกซเจอร์ให้ Affogato ถ้วยนี้มีความกรอบมาตัดความมันของไอศกรีม ลงตัวมาก ๆ
Soimilk Says: นอกจากคอร์สบรันช์จาก Homeburg x Nana Coffee Roasters แล้ว โปรเจกต์นี้ยังไปจูงมือเชฟและบาริสต้าจากร้านดัง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ มาทำงานร่วมกันอีกเพียบ ทั้ง เชฟแท็ป ศุภสิทธิ์ ก๊กผล จาก CODA x Peace Oriental Teahouse และ เชฟติ๋ม กนิษฐา จาก Roast/Ocken x Roots แต่น่าเสียดาย (มาก) ที่ทุกคอร์สในรอบแรกนี้ Sold Out หมดแล้ว ถึงอย่างนั้นเราแอบได้ข่าวว่าเขากำลังเล็ง ๆ ว่าจะจัดรอบหน้าอยู่นะ! เพราะฉะนั้นชาวซอยมิลค์คนไหนที่หลงรักวัฒนธรรมอาหารมื้อสาย รวมถึงอยากเห็นผลงานการคอลแลบฯ ของเชฟที่เราชอบ และบาริสต้าที่เรารัก ก็อย่าลืมตามข่าวให้ดี ๆ เพราะรอบหน้าจะตามมาในเร็ว ๆ นี้แน่นอน!