Dec 03 2018

neighbourhood

ชวนข้ามกาลเวลากับตึกแถวทรงคุณค่าที่ถูกรีโนเวทใหม่จนเป็น Kanvela House

จะอยู่ในห้วงเวลาอดีตแบบชั่วคราวหรือค้างคืนก็ได้
โซนเมืองเก่าในกรุงเทพฯ ยังน่าหลงใหลอยู่เสมอ ยิ่งปัจจุบันที่เราได้เห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างความคึกคักให้กับย่านเมืองเก่าต่าง ๆ ด้วยการรีโนเวทอาคารบ้านเรือนเหล่านั้นให้กลายเป็นสถานที่แฮงก์เอาท์ใหม่ ๆ โดยที่ยังคงอนุรักษ์บ้านเรือนเก่าเหล่านั้นเอาไว้ให้คงอยู่ ไม่ถูกเปลี่ยนไปเป็นของใหม่ตามยุคสมัย เช่นเดียวกับตึกแถวโบราณที่มีอายุกว่า 80 ปีจำนวน 6 ห้องต่อกันอย่าง Kanvela House (กาลเวลา เฮาส์) บริเวณแถวริมคลองกรุงเกษม วัดโสมนัส ที่ใครผ่านไปผ่านมาช่วงนี้ก็ต้องสงสัยว่าข้างในมีอะไรน่าสนใจบ้างนะ
 
 
 
เห็นอาคารเก่าแก่แบบนี้ แต่ Kanvela House ก็เพิ่งเปิดตัวใหม่กิ๊งได้เมื่อกลางเดือน พ.ย. ที่ผ่านมานี้เอง คุณแมค-ภีระสิทธิ์ สีมูลเสถียร เจ้าของสถานที่แห่งนี้เล่าให้เราฟังว่าตึกแถวตรงนี้ผ่านเจ้าของมาแล้วหลายมือ เริ่มตั้งแต่ท่านหลวงสิทธื์ โยธารักษ์ ท่านเป็นหมอที่ผลิตยาที่มีชื่อเสียงในอดีตอย่างยาประสระนอแรด หรือน้ำมันมวยที่เรารู้จักกันดี และเมื่อก่อนที่นี่ก็เป็นโรงงานผลิตน้ำมันมวยด้วย ต่อมาอาคารตรงนี้ได้เปลี่ยนกิจการไปหลายมือ ทั้งร้านสูท และร้านจิลเวอรี สุดท้ายจึงกลายมาเป็น Kanvela House นั่นเอง
 
ซึ่งที่จริงแล้วที่ตรงนี้เป็นของสำนักทรัพย์สินฯ และยังเป็นที่ของวัดโสมนัสด้วย แต่เพราะคุณแมครู้จักกับเจ้าของอาคารเดิม ซึ่งเป็นทายาทของโรงงานน้ำมันมวยรุ่นที่ 4 เมื่อมีโอกาส คุณแมคและเจ้าของอาคารจึงจัดการสานต่อห้องชุดเก่าแก่ที่เจ้าของได้สิทธิ์ทำการค้าจากสำนักทรัพย์สินฯ มากว่าร้อยปีส่วนนี้ เพราะต้องการอนุรักษ์และรักษาอาคารนี้ไว้ให้อยู่ในสภาพดี เพื่อยังเป็นความทรงจำที่จะไม่เลือนลางไปตามกาลเวลา ซึ่งคุณแมคและทายาทเจ้าของอาคารได้ใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าในการรีโนเวทอาคารหลังนี้ทั้งหมดให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เหมือนการปรับปรุงตึกแถวของบรรพบุรุษให้มีมูลค่าขึ้น ซึ่งขอบอกว่าที่เห็นแค่ข้างหน้าคงเดาไม่ออกว่าที่นี่ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่เดี๋ยวเราจะพาเข้าไปข้างใน ซึ่งมีอะไรมากกว่าที่คิดเลยแหละ
 

Staycation ชิลล์ ๆ ที่ Kanvela House

 
 
เราแอบถามคุณแมคว่าทำไมที่นี่ต้องชื่อ Kanvela House คุณแมคบอกกับเราว่าทุกครั้งที่ก้าวเท้าเข้ามา คุณแมครู้สึกว่าตัวเองกำลังมองเห็นอดีต มองเห็นเวลาที่เปลี่ยนผ่านและเคลื่อนไหวกันไปอยู่ตลอด ซึ่งตอนแรกนั้นคิดว่าจะให้ที่นี่ชื่อว่า Timelapse ที่เหมือนกับภาพแห่งกาลเวลาเคลื่อนที่ แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่ "กาลเวลา" โดยเลือกใช้ "เฮาส์" แทนที่จะเป็น "โฮสเทล" เพราะอยากให้ลูกค้ารู้สึกเฟรนด์ลี่มากขึ้น และที่นี่ก็ไม่ได้เป็นแค่ที่พักเพียงอย่างเดียว การใช้คำว่าเฮาส์น่าจะเหมาะกว่า โลโก้ของที่นี่เองก็บิดมาจากลวดลายของระเบียงเก่าในอาคารนั่นเอง

 
 
ทันทีที่เราเดินทะลุโซนคาเฟ่าเข้ามาด้านหลังของอาคาร ก็เหมือนหลุดเข้าไปอีกสถานที่หนึ่งที่มีความสงบและผ่อนคลายมาก สีสันและความคึกคักในคาเฟ่เหมือนถูกบานประตูเลื่อนหยุดเอาไว้ไม่ให้เดินทางเข้ามาถึง ที่นี่แบ่งตัวอาคารออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนหน้า กับส่วนหลัง มีพื้นที่เปิดโล่งระหว่างอาคารที่คุณแมคบอกว่าก่อนหน้านี้ถูกปิดทึบเอาไว้ แต่ตัวเขาเองชอบอะไรที่มันโล่ง ๆ และนำต้นไม้มาลงให้ร่มรื่นแทน ปล่อยให้ธรรมชาติอย่างสายลมและสายฝนพัดผ่านมาบ้างตามความชอบ ห้องพักทั้งหมดจะอยู่ที่ชั้น 2 โดยลักษณะการตกแต่งจะคงสไตล์เดิมของตัวอาคารเอาไว้ในลักษณะไทยพื้นบ้านช่วงรัชกาลที่ 5 และ 6 หลาย ๆ ส่วนของห้องพักและอาคารชั้น 2 นี้ยังคงเป็นของเดิม ทั้งฝ้า พื้นไม้ เสา บานประตู หน้าต่าง ชั้นวางรองเท้าก็เอาตู้เอกสารเก่ามาดัดแปลง เป็นต้น
 
เราชอบที่ถึงแม้จะยังคงเก็บอะไรเดิม ๆ เอาไว้ให้เราเห็นแล้วยังคงร้องว้าว แต่ก็ยังดัดแปลง นำความทันสมัยมาใช้ร่วมด้วย เช่นพวกระบบรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ อย่างประตูห้องที่ใช้ระบบคีย์การ์ดหมด ซึ่งประตูห้องเดิมที่นี่จะเป็นบานพับเปิดออก 2 ฝั่ง (เหมือนเปิดหน้าต่างนั่นแหละ) แต่ถ้ายังใช้แบบเดิมก็จะติดตั้งระบบคีย์การ์ดอัตโนมัติไม่ได้ คุณแมคก็ไม่อยากจะเปลี่ยนให้เป็นประตูทันสมัย จึงจัดการเชื่อมประตูเดิมทั้ง 2 บานเข้าด้วยกันเป็นบานใหญ่บานเดียวแทน และติดระบบคีย์การ์ดเข้าไป เท่านี้ก็ได้ทั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับห้องพัก และยังเก็บวัสดุเดิม ๆ ของตัวบ้านเอาไว้ให้เราได้เชยชมด้วย 
 
 
 
ห้องพักของที่นี่มีทั้งหมด 11 ห้อง ที่ตอนนี้เปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งออกเป็นห้องแบบดอร์ม 3 ห้อง (ห้องสำหรับผู้หญิง 1 ห้อง และห้องรวม 2 ห้อง) และห้องเดี่ยว 3 ห้อง ที่เหลืออีก 5 ห้องจะเปิดให้บริการครบภายในต้นปีหน้า ห้องแบบดอร์มมีทั้งหมด 6 เตียง (550 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้า) ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ขณะเดียวกันขนาดห้องก็ใหญ่แบบที่ไม่รู้สึกอึดอัดเลย เราชอบที่มีสเปซมากพอในระดับที่เข้าใจนักเดินทางจริง ๆ ว่าบางทีก็ต้องการพื้นที่เปิดกระเป๋ากว้าง ๆ รื้อของออกมาบ้าง หรือล็อกเกอร์ที่มีขนาดใหญ่พอให้ยัดกระเป๋าเดินทางหรือเป้แบ็กแพ็กเข้าไปได้ เพราะบางที่นั้นห้องดอร์มก็เล็กจนคิดว่านอกจากตัวเราและเตียงแล้ว ยังสามารถเอาอะไรเข้าไปไว้ข้างในได้อีกเหรอ

 
 
ส่วนห้องเดี่ยวเองก็มีขนาดกำลังดี (1,500 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้า) มีให้เลือกทั้งเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ เสียดายที่ห้องเดี่ยวทั้งหมดจะไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องใช้ห้องน้ำแชร์กัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ห้องน้ำของที่นี่ก็กว้างใหญ่และสะอาดมาก มีจำนวนห้องน้ำเยอะเพียงพอที่เชื่อว่าจะไม่ต้องมีไปนั่งรอยืนรอหน้าห้องน้ำกัน แถมยังมีอุปกรณ์ให้ครบทั้งผ้าขนหนู สบู่ แชมพูอีกด้วย
 
 
ในอนาคตเมื่อห้องพักเสร็จทั้งหมด ที่บริเวณอาคารฝั่งซ้ายมือจะมีชั้น 3 ที่มีห้องเพิ่มเติมขึ้นมา และที่ชั้นนั้นจะมีระเบียงที่มองเห็นวิวเจดีย์วัดโสมนัสเคล้าลมเอื่อย ๆ อีกด้วย ขอบอกเลยว่าวิวดีแน่ ๆ เพราะเราแอบขึ้นไปดูมาก่อนใครแล้ว อีกจุดที่เราชอบก็คือชานหน้าห้องพัก และระเบียงที่ปลูกต้นไม้ไว้เต็ม นั่งดูบรรยากาศชุมชนรอบ ๆ ไปแบบสงบ ๆ ก็ถือว่าเป็นการใช้เวลากับที่นี่ได้อย่างคุณภาพโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยเหมือนกันนะ

รีแลกซ์ในคาเฟ่เก๋ที่ Buddha & Pals 

 
 
 
อีกพื้นที่ที่กำลังฮอตฮิตของ Kanvela House ก็คือพื้นที่บริเวณชั้น 1 ของที่นี่นี่แหละ เพราะพื้นที่ชั้นล่างถูกดัดแปลงให้เป็นคาเฟ่เก๋ ๆ ในชื่อ Buddha & Pals คาเฟ่ชื่อแปลกที่คุณแมคเล่าที่มาที่ไปให้เรารู้ว่าคำว่า Buddha มันสอดคล้องกับหลาย ๆ อย่างในพื้นที่แห่งนี้ หนึ่งคือพื้นที่ตรงนี้เป็นของวัดโสมนัส สองคือพื้นที่ตรงนี้คือความสงบ ซึ่งหากคิดถึงความสงบเมื่อไหร่ บุดดาก็เป็นตัวแทนของความสงบได้เสมอ ส่วน Pals ก็อยากให้สื่อถึงเพื่อนฝูงและมิตรสหายอยู่แล้ว ซึ่งก็เหมาะกับการให้พื้นที่นี้เป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่สำหรับพบปะเพื่อน ๆ หรือพื้นที่ที่ต้องการหาความสงบในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ก็ใช่ เลยจับทั้ง 2 คำมารวมกันเป็นชื่อคาเฟ่แห่งนี้เสียเลย

 
 
 
เราชอบความโปร่งและโอ่โถงของคาเฟ่มาก ซึ่งที่จริงแล้วความรู้สึกนี้มักไม่ค่อยหาได้กับสถานที่ที่นำอาคารเก่ามาดัดแปลงสักเท่าไหร่ เพราะตัวอาคารในอดีตนั้นมักมีทรงแคบ ห้องเล็ก ๆ และเพดานต่ำ แต่เพราะคุณแมคจัดการทุบกำแพงของห้องแถวนี้ออกให้หมด เพื่อเชื่อมขยายพื้นที่ถึงกันเป็นห้องกว้าง พร้อมทั้งรื้อฝ้าเก่าออกให้เหลือเพียงพื้นไม้ของชั้น 2 ทำให้เพานสูงขึ้น บางส่วนยังปลูกต้นไม้ใหญ่ และเจาะพื้นของชั้น 2 เพื่อให้ต้นไม้โตขึ้นไปได้เรื่อย ๆ อีกต่างหาก อีกอย่างที่ทำให้ที่นี่ดูโปร่งขึ้นคือการเลือกใช้โครงเหล็กติดกระจกบานใหญ่ที่หน้าร้าน ทำให้ร้านไม่ดูทึบและอึดอัด ส่วนการตกแต่งของร้าน รวมไปถึงการรีโนเวทอาคารทั้งหมดนั้นคุณแมคบอกว่าเป็นฝีมือของเขาเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความรู้ในส่วนนี้เลย แถมยังจบเศรษฐศาสตร์มาอีก ไม่ได้จบสถาปนิกด้วยซ้ำ แต่ด้วยความชอบของเก่า และสไตล์วินเทจ การตกแต่งที่นี่จึงเป็นแบบ Vintage ผสม Rustic นิด ๆ แต่เก๋ไก๋เพราะการหยิบสิ่งนั้นนิด สิ่งนี้หน่อยมาวางรวมกันมันเข้ากันดีเลยแหละ อยู่ ๆ โครงปูนเก่า ๆ กำแพงสีร่อน ๆ ก็มีแชนเดอเลียมาแขวนกลางร้านเฉย เอ้า แต่ดูมีสไตล์ดีซะงั้นอะ

 
 
 
ที่นี่ได้บาริสต้าที่เคยโชว์ฝีมือมาแล้วหลายที่ อาทิ D'ark, Air Space และ Hungry Me, Thirsty You ที่ Yelo House มาช่วยสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่ม รวมไปถึงเมนู Signature ใหม่ ๆ ของ Buddha & Pals ด้วย เราลองสั่งกาแฟซิกเนเจอร์มาสองตัว เริ่มที่ Kanvela 59 (130 บาท) ที่สงสัยว่าเลข 59 มาจากไหน ที่จริงแล้วก็คือชื่อบริษัทของที่นี่นั่นแหละ (ซิกเนเจอร์ในระดับเอาชื่อบริษัทมาตั้งเป็นชื่อเมนูเลยคิดดู) แก้วนี้เป็นการพบเจอกันของอเมริกาโน เลมอน และน้ำผึ้ง ดื่มแล้วรีเฟรชตัวเองมาก รสเลมอนชัดเจนในระดับที่คนไม่ดื่มกาแฟก็น่าจะดื่มได้ไม่ยาก สำหรับเราแล้วแก้วนี้ดีงามทั้งแบบร้อนและเย็นเลย แต่แน่นอนว่าจะมีความหวานหน่อย ๆ จากน้ำผึ้งด้วยนะ ใครไม่ชอบหวานและเผลอสั่งเพราะคิดว่ามันคืออเมริกาโนก็เผื่อใจไว้ด้วยเน้อ
 
อีกแก้วเป็น Mali Latte (120 บาท) ลาเต้นุ่ม ๆ ที่เพิ่มไซรัปมะลิเข้าไป กลิ่นมะลินี่ชัดเจนมาก คนรักอะไรที่ฟรอรัล ๆ น่าจะชอบเลยแหละ คุณแมคบอกว่าแก้วนี้เกิดจากชื่อของร้านที่อยากจะหาอะไรมาเชื่อมโยงดู และตอนนั้นก็คิดถึงดอกมะลิขึ้นมาพอดี เลยได้เมนูนี้ขึ้นมา และพบว่ามันเวิร์ก !  
 
 
ส่วนแบบ non-coffee ทางฝั่งเมนูซิกเนเจอร์ก็มีให้เลือกอยู่เช่นกัน เราลองเป็น Vintage Passion (120 บาท) เครื่องดื่มเย็น ๆ ที่เบลนด์ระหว่างชามะนาว เสาวรส และโซดา หวาน ๆ ซ่า ๆ สดชื่นดี ส่วนอีกแก้วนี่น่าจะถูกใจสาว ๆ กับ Calm Rosie Tea (120 บาท) เครื่องดื่มสีนวล ๆ ที่ประกอบไปด้วย Cold Brew Tea, Berries และดอกกุหลาบ แก้วนี้หอมหวานเอามาก ๆ ทั้งกลิ่นและรสชาตินี่มั่นใจเลยว่าสาว ๆ ต้องชอบ

 
 
ทางด้านเค้กเองก็ไม่น้อยหน้า เพราะที่นี่ได้ของหวานที่มีซัพพลายเออร์ดัง ๆ หลาย ๆ ที่ส่งมาให้เราได้ลองชิม หนึ่งในนั้นคือร้าน Sensi ร้านอาหารอิตาเลียนสุดฮอตในย่านนราธิวาสนั่นเอง! เราจะได้ชิม Kanvela Lemon และ Kanvela Orange (180 บาท) เค้กรสสเลมอนและมูสไวท์ช็อกโกแลตที่มีรูปร่างแบบผลส้มและเลมอนจริง ๆ ในราคาไม่ถึง 200 แต่รสชาติเหมือนนั่งกินที่ Sensi เลยแหละ
 
 
 
ไม่ใช่แค่ของหวานเท่านั้น แต่เมนูอาหารของที่ Buddha & Pals ก็ยังได้ Chef Stefano Merlo แห่งร้าน Sensi มาช่วยสร้างสรรค์เมนูให้ที่นี่อีกด้วย! ดังนั้นจึงรับประกันได้เลยว่าเมนูอาหารที่นี่จะต้องเด็ดดวงในระดับร้าน Fine-dining แต่ราคายังจับต้องได้อยู่ เมนูส่วนใหญ่ในร้านจะเป็นพาสต้า ลาซานญา เราลอง Tagliatelle with Truffle Cream Sauce (320 บาท) พาสต้าเส้นสดที่ใส่แบล็กทรัฟเฟิลมาแบบหอมเต็มจาน โรยชีสมากำลังดี ความดีงามคือใครจะมีโอกาสได้กินพาสต้าทรัฟเฟิลในราคาแค่สามร้อยนิด ๆ กันล่ะ! อีกจานคือ Spaghetti Seafood (240 บาท) ที่เราเลือกได้ว่าจะให้ผัดแบบ Garlic & Oil หรือกับซอสมะเขือเทศด้วย 


แจ๊สบาร์ ร้านส้มตำ และโครงการอื่น ๆ ในอนาคต

 
 
ถ้าคิดว่า Kanvela House จะหยุดอยู่แค่นี้ แน่นอนว่าไม่ใช่แน่ ๆ เพราะถ้าใครได้แวะเวียนไปแล้ว จะเห็นฟากซ้ายของอาคาร ข้าง ๆ ร้าน Buddha & Pals กำลังลงมือรีโนเวทอะไรสักอย่างอยู่ เราแอบกระซิบถามคุณแมคจึงได้ความว่าบริเวณนั้นจะเป็นร้านอาหารในอนาคต ซึ่งจะไม่ใช่ไลน์อาหารอิตาเลียนที่เหมือนกับของคาเฟ่ แว่วมาว่าตอนนี้จะเป็นร้านส้มตำ! (ของโปรดแบบนี้ ขอจองไปก่อนคนแรกเลย) และตกกลางคืน คาเฟ่อย่าง Buddha & Pals ก็กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นแจ๊สบาร์นั่งชิลล์ในชื่อ Boxing Cool Jazz Bar อีกด้วย คิดว่าต่อไปนี้จะได้ใช้เวลากับ Kanvela House กันทั้งวันทั้งคืนไม่มีเบื่อแน่ ๆ
 
Soimilk says : ถือว่าเป็นการรีโนเวทอาคารเก่าแบบที่เข้าใจตัวอาคารจริง ๆ เพราะลักษณะภายนอกอาคารยังอยู่ครบ ส่วนโครงสร้างภายในก็ไม่ถูกปรับเปลี่ยนอะไรเลย แต่นำการเลือกหยิบจับเอาส่วนประกอบเดิม ๆ จุดนั้นจุดนี้มาใช้ร่วมกันจนทำให้เราว้าวได้เมื่อเปิดประตูเข้ามา เมนูของ Buddha & Pals ก็ดีงามพระรามแปด ติดอยู่ที่ว่าสำหรับเราแล้วตัวเครื่องดื่มอาจติดหวานไปนิด ถึงอย่างนั้นที่นี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้ที่ทำสำเร็จในการให้คนเข้ามาแฮงก์เอาท์และใช้สถานที่ร่วมกัน เพราะแม้จะเพิ่งเปิดได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ แต่ได้ข่าวว่าคนแน่นเชียวแหละ
 
Buddha & Pals เปิดทุกวัน 9:00-18:00 น. ถ.กรุงเกษม ป้อมปราบศัตรูพ่าย โทร. 061-585-9283 BTS ราชเทวี / สนามกีฬาแห่งชาติ แล้วต่อแท็กซี่ หรือ MRT หัวลำโพง แล้วต่อแท็กซี่ www.fb.com/kanvelahouse