ท่ามกลางไลน์อัป 'หนังหว่อง' ของผู้กำกับหว่องกาไวที่มารีมาสเตอร์ 4K ให้ได้ชมกันในโรงในช่วงปลาย 2020 แบบนี้ เราขอยกให้ Happy Together โลกนี้รักใครไม่ได้นอกจากเขา ปี 1997 ให้เป็นผลงานแห่งความพีกในหลายมิติ เพราะนอกจากมันจะหวือหวาและเป็นหนึ่งในหนัง LGBTQ ที่ดีที่สุดตลอดกาลแล้ว มันยังเป็นเรื่องราวที่กระทบใจทั้งในตัวมันเองตรง ๆ และในเชิงอุปมาด้วย

Happy Together เล่าถึงชาย 2 คน ที่ไปใช้ชีวิตในต่างแดนด้วยกัน พวกเขาเหมือนจะมีกันและกันอย่างขาดไม่ได้ แต่ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้ราบรื่น ด้วยความเป็น 'ต่างชาติ' พวกเขาพึ่งพากันในการใช้ชีวิต แต่ด้วยความเป็นคน 'ต่างกัน' นิสัยใจคอทำให้พวกเขาไม่ได้ลงรอยกันนัก ทั้งคู่รัก ๆ เลิก ๆ และลงมือทำร้ายกันบ่อยครั้ง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่สร้างรอยฟกช้ำให้ทุกฝ่าย

หนึ่งในคู่นี้ทำงานกับชายหนุ่มตัวคนเดียวที่รักอิสระ โดดเดี่ยวเดียวดายในดินแดนต่างถิ่นเหมือนกัน แต่ไม่ได้พึ่งพาใครในชีวิต แม้โอกาสจะผ่านเข้ามาให้เขาได้เกาะเกี่ยวบ้างก็ตาม หนุ่มคนนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หนึ่งในคู่รักเห็นว่า การอยู่ในรักที่บอบช้ำมันเหนื่อยล้าขนาดไหน แล้วเลยกลายเป็นชวนให้คนดูตั้งคำถามกับชื่อเรื่อง Happy Together ไปด้วยเลย ว่าแฮปปี้ที่ว่ามันจริงมั้ย แฮปปี้กับใคร และคำว่า 'ด้วยกัน' นี่เป็นความยินยอมพร้อมใจของฝ่ายไหนบ้างกันแน่?

ยิ่งไปกว่างานภาพของตากล้องระดับเทพ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ แล้ว ความหนึบนัวลุ่มลึกของเรื่องยังอยู่ที่การเป็นสัญญะของการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้นของ 3 ตัวละครหลักด้วย โดยปี 1997 ที่หนังออกฉายครั้งแรกเป็นปีที่อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้กับจีนพอดี และความ 'ด้วยกัน' แต่ 'เป็นอื่น' นี้ ก็เป็นไดนามิกที่เกิดขึ้นทั้งในบรรยากาศการเมืองโลก และบรรยากาศในหนัง

ความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยกันมาตลอด รักกัน แค้นกัน จูบปากกัน ด่าทอกัน และพึ่งพิงกันทั้งทางร่างกายและความรู้สึกของ 2 ตัวละครนำ ไม่ต่างอะไรกับฮ่องกงและอังกฤษ ท่ามกลางฉากหลังเป็นดินแดน 'ต่างถิ่น' สำหรับทั้งคู่ (ซึ่งจะแทนค่าเป็นจีนก็น่าจะได้) ทั้งสองอยากเดินจากกันไป แต่ก็ไม่อยากเดินจากกันไป ฝ่ายหนึ่งมีรักอื่นมากมาย แต่ก็แวะเวียนกลับมาหา 'หนุ่มฮ่องกง' อยู่ไม่ขาด


จนกระทั่งหนุ่มฮ่องกงที่พูดกวางตุ้งมาตลอดชีวิต ได้พบกับหนุ่มไต้หวันที่ถนัดพูดแต่จีนกลางนี่สิ... ตัวละครเพื่อนร่วมงานนี้จึงเป็นอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากเป็นตัวแทนของไต้หวัน ดินแดนโดดเดี่ยวไม่ต่างจากฮ่องกง ที่ถึงจะเบลนด์อินกับฉากหลังต่างแดน แต่ก็เป็นอื่นในสายตาคนท้องถิ่น และถึงจะพูดภาษาเดียวกับแผ่นดินใหญ่ แต่เขาก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมัน สิ่งที่เขาคนนี้มีก็คือหัวใจเสรีที่รักการเดินทาง การออกไปท่องโลก เผชิญกับบรรยากาศนานาชาติ ในช่วงท้ายเรื่อง เป็นเหมือนตอนจบที่ยังไม่สิ้นสุดของนายไต้หวันคนนี้

ส่วนมิสเตอร์ฮ่องกงที่เลือกจะออกจากดินแดนที่ไปแสวงหาโอกาสแล้วกลับถิ่นฐานนั้น ก็คงต้องพบว่ามันไม่ใช่ที่ที่เขารู้จักดีอีกต่อไป กลายเป็นคนที่อยู่ที่ไหนก็รู้สึกเป็นอื่น และในใจลึก ๆ ก็ยังผูกพันและต้องการ 'เขาคนนั้น' อยู่เรื่อยไป สุดท้ายแล้วต้องเป็นยังไง อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ถึงจะ 'แฮปปี้' ได้จริง ๆ กันนะ? แต่ก็อีกนั่นแหละ ใครเขาแฮปปี้ในหนังหว่องกันล่ะ?
Happy Together โลกนี้รักใครไม่ได้นอกจากเขา เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 12 พ.ย.
