Sep 28 2018

heart the city

ปลดเปลื้องความล้าทั้งวันไว้ที่ PAÑPURI Wellness อนเซ็นแห่งเดียวที่เห็นวิวรอบกรุง

แช่ให้ตัวเปื่อยไปเลย
เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เหมือนกันกับมหานครอย่างกรุงเทพฯ เมืองหลวงที่ไม่มีบ่อน้ำร้อนใต้บาดาลให้สูบขึ้นมาใช้ แต่เรากลับมีอนเซ็นเปิดให้บริการอยู่หลายแห่งเหมือนกัน ซึ่งถือเป็นความโชคดีของคนกรุงอย่างเรามากที่ไม่ต้องเดินทางไปแช่ไกลถึงญี่ปุ่นอีกแล้ว ล่าสุดกับ PAÑPURI Wellness ที่เล่นยกเอาอนเซ็นขึ้นไปไว้บนเกษรวิลเลจ บนชั้นที่ 12 แถมยังล้อมรอบด้วยกระจกรอบ ๆ ตอนนี้ที่ปัญญ์ปุริ เวลเนส เลยกลายเป็นแหล่งแช่อนเซ็นวิวเก๋ที่สุดของกรุงเทพฯ ไปแล้ว
 
 
 
แต่เอาจริง ๆ แล้วที่ปัญญ์ปุริ เวลเนส เขาไม่ได้เป็นแค่อนเซ็นอย่างเดียวนะ แต่ที่นี่คือแหล่งดูแลสุขภาพองค์รวมที่มีทั้งสปา นวดออแกนิกส์ ทรีตเมนต์ คอร์สออกกำลังกาย ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพด้วย เราแอบคุยกับคุณปุ๋ย - วรวิทย์ ศิริพากย์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ปุริ จำกัด จึงได้รู้ว่าทางปัญญ์ปุริสนใจในเรื่องของวารีบำบัดมาตั้งนานแล้ว เพราะไม่ว่าที่ไหน ๆ ของโลก ทั้งยุโรป เอเชีย ในญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเองก็มีการบำบัดด้วยน้ำที่เรียกว่า Holistic Approach เพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจมานานแล้ว พอทางปัญญ์ปุริให้บริการออแกนิกส์สปามาได้ 8 ปี แล้วพอมีโอกาสได้สถานที่ที่มีขนาดใหญ่เพียงพอพอดี (ซึ่งที่นี่ใหญ่ถึง 2,000 ตร.ม. แหนะ) ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะเปิดอนเซ็นเพื่อสุขภาพนั่นแหละ
 
 
ส่วนที่ทางปัญญ์ปุริเลือกโลเคชั่นนี้ก็ง่าย ๆ เลยเพราะมันตั้งอยู่กลางเมือง และทางปัญญ์ปุริก็อยากตอบโจทย์ปัญหาของคนเมืองที่มีเยอะแยะ ทั้งความเครียด ความเหนื่อยล้า นอนหลับไม่เต็มตา มลพิษ ก็ให้เดินทางมาผ่อนคลายที่นี่ได้ง่าย ๆ ใจกลางเมืองไปเลยนั่นเอง

 
กดลิฟต์ขึ้นมาที่ชั้น 12 ปุ๊บ เราขอให้เลี้ยวขวาไปเปลี่ยนรองเท้าในล็อกเกอร์เสียก่อน แล้วค่อยมาติดต่อที่เคาน์เตอร์เพื่อสอบถามถึงบริการที่มี โดยเราสามารถเลือกได้หลายแพ็กเกจ ทั้งเข้าอนเซ็นแบบบ่อรวม (แต่แยกชาย-หญิงนะ) สปาทรีตเมนต์ อนเซ็นและสปาทรีตเมนต์ หรืออนเซ็นส่วนตัว ไปจนถึงอยากสมัครสมาชิก ก็จัดการที่บริเวณนี้ได้เลย โดยทางเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำในสิ่งที่เราต้องการเป็นอย่างดี
 
 
 
สำหรับอนเซ็นบ่อรวมนั้นจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่คนละ 750 บาท เด็กอายุ 6-16 ปีอยู่ที่ 450 บาท (แต่ต้องมากับผู้ปกครองนะ เดินดุ่ม ๆ มาเองไม่ได้) ความดีงามของอนเซ็นที่นี่คือวิวที่ว้าวแล้วว้าวอีก เพราะเป็นกระจกบานใหญ่โชว์บรรยากาศของราชประสงค์ทั้งหมด เรียกว่าให้ความรู้สึกของการแช่อนเซ็นแบบใหม่เลยล่ะ ส่วนใครที่กังวลว่า เอ๊ะ แล้วอย่างนี้จะโป๊ไหมนะ เพราะกระจกล้อมรอบขนาดนี้ ตรงนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะทางปัญญ์ปุริเขาทดสอบเรียบร้อยแล้วว่าองศาของกระจกอยู่ในมุมที่คนข้างนอกมองเข้ามาข้างในไม่เห็นแน่นอน (ก็เห็นกันแค่คนข้างในนี้แหละ ไม่ต้องเขิน ๆ)
 
 
พื้นที่อนเซ็นทั้งหมดของที่นี่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นอย่าง Nobuhiro Nakamura จากบริษัทออกแบบชื่อดัง A-Asterisk ซึ่งงานนี้เขาจัดบ่อออนเซ็นให้เรามากกว่า 1 แต่มาถึง 5 บ่อด้วยกัน ตั้งแต่บ่อซิกเนเจอร์ ที่นำน้ำแร่อนเซ็นมาจากเมือง Kusatsu จังหวัด Gunma ของญี่ปุ่นมาให้เราได้แช่กันถึงที่นี่เลย น้ำแร่ของที่คุซัตท์สึนี้ถือเป็น 1 ใน 3 อนเซ็นที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นด้วยนะ มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ด้วย 
 
บ่อที่สองจะเป็นบ่ออนเซ็นตามฤดูกาล เขาจะคอยเปลี่ยนน้ำแร่อนเซ็นจากเมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นมาให้เราได้หมุนเวียนเปลี่ยนแช่ไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี ส่วนอีก 3 บ่อที่เหลือจะเป็นบ่อโซดา บ่อน้ำเย็น และบ่อเจ็ท ที่ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดเราดีขึ้น จุดนี้เราขอแนะนำให้ลองแช่อนเซ็นเพื่อสุขภาพแบบคนญี่ปุ่น (ในฐานะที่เคยไปอยู่ญี่ปุ่นมาแวบหนึ่ง) คือการแช่อนเซ็นบ่อร้อนสลับกับบ่อเย็น โดยแช่บ่อร้อนสัก 3-5 นาที แล้วมาแช่บ่อเย็นสัก 1-2 นาที สลับกันไปแบบนี้สัก 4-5 ครั้ง รับรองว่าผิวจะดี เลือดไหลเวียนดี สุขภาพก็ดีขึ้นด้วยตามแบบฉบับแดนปลาดิบแน่นอน โดยที่ปัญญ์ปุริ เวลเนส เขาตั้งอุณหภูมิบ่อร้อนไว้ที่ 37-41 องศาเซลเซียส และบ่อเย็นที่ 15-18 องศาเซลเซียส

 
 
สำหรับอนเซ็นฝั่งผู้ชายนั้นยังมีบ่อแช่เท้าให้เรานั่งแช่เท้าสบาย ๆ ด้วยนะ และยังมีบริการเพิ่มเติมเพื่อการผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งการขัดผิวแบบ Akasuri ที่เป็นการขัดแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ รวมถึงห้องสตีม และห้องซาวน่าเกลือหิมาลัย ก็มีให้ใช้บริการด้านในเช่นกัน
 
สำหรับใครที่ชอบแช่อนเซ็นอยู่แล้ว ที่นี่จ่ายครั้งเดียวแล้วอยู่ได้ทั้งวันเลยนะ สามารถออกมานั่งพักนอนพักด้านนอก หรือออกมาหาอะไรรองท้องที่ Wellness Bar แล้วกลับเข้าไปแช่ใหม่ก็ได้ แต่ไม่อนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ของปัญญ์ปุริ เวลเนสนะ (เว้นแต่ออกไปสูบบุหรี่ที่พื้นที่ของทางปัญญ์ปุริจัดไว้ให้ แต่ก็ต้องติดต่อทางเคาน์เตอร์ก่อนอยู่ดี) ซึ่งถ้าออกจากพื้นที่ก็เท่ากับสิ้นสุดการใช้บริการนั่นเอง
 
 
งานนี้เราขอลองใช้บริการแพ็กเกจสปาทรีตเมนต์และอนเซ็นส่วนตัวดูสักหน่อย โดยสปาทรีตเมนต์นั้นมีให้เลือกหลากหลายโปรแกรม (เริ่มตั้งแต่ 1,500 - 5,000 บาท และเพิ่มอนเซ็นส่วนตัวอีก 1,800 บาท ใช้บริการได้ 30 นาที) โดยมีห้องสปาทรีตเมนต์ที่มีอนเซ็นส่วนตัวให้บริการอยู่ 2 ห้อง ที่มาพร้อมบ่อส่วนตัว 1 บ่อ และเตียงนวด 2 เตียง กับวิวราชประสงค์แบบพาโนรามา สำหรับใครที่สนใจเฉพาะสปาทรีตเมนต์สามารถใช้งานได้ที่ห้องทรีตเมนต์ทั้ง 12 ห้อง ที่แบ่งออกเป็นห้องเตียงคู่ 6 ห้อง ห้องเตียงเดี่ยว 3 ห้อง และห้องนวดไทยอีก 5 เตียงได้เลย
 
 
 
พอเดินเข้าไปข้างในห้องสวีทปุ๊บ ทางเจ้าหน้าที่ก็แอบเปิดม่านให้เรา ตอนนั้นแหละที่ร้องว้าวออกมาเลยเพราะวิวเก๋มาก หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะปล่อยให้เราอาบน้ำ และเปลี่ยนเป็นชุดคลุมก่อน แล้วจะเข้ามาเริ่มให้บริการที่นวดสครับเท้า หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะปล่อยให้เราได้ดื่มด่ำกับการแช่อนเซ็นส่วนตัวเป็นเวลา 30 นาที ที่บ่อตั้งอยู่ริมกระจกเลย นอนแช่ไปดูวิวไป นี่มันสวรรค์กลางเมืองชัด ๆ (อย่าลืมจิบน้ำบ่อย ๆ ด้วยนะ จะได้ไม่หน้ามืด)

 
 
 
หลังจากแช่อนเซ็นเสร็จเรียบร้อย ก็เริ่มสปาทรีตเมนต์ ซึ่งทั้งบรรยากาศที่ดิมไฟให้มืดลง กลิ่นเครื่องหอมภายในห้อง และเครื่องทรีตเมนต์ต่าง ๆ ก็ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายมาก ๆ จนเผลอหลับไปบางช่วง เราลอง PAÑPURI Signature Massage ที่ออกแบบโดย Dr. Aaron Bullington เป็นทรีตเมนท์ 90 นาทีที่ผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมของโลกตะวันออก ตั้งแต่การกดจุด การนวดแผนไทย เข้ากับการนวดแบบสวีดิช เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย การนวดนั้นใช้ท่วงท่าที่เป็นแนวยาวและต่อเนื่อง กดลึก รวมถึงใช้การยืดเหยียดเพื่อช่วยลดความเครียดและผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ทำให้หลับสบายและช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย

 
 
 
 
ก่อนกลับเราอยากให้ลองแวะที่ PAÑPURI Wellness Cuisine ดูสักหน่อย เพราะที่นี่จะจัดเมนูออแกนิกส์และอาหารเพื่อสุขภาพที่มีการควบคุมปริมาณแคลอรีไม่ให้เกิน 600 แคลอรีทุกเมนู เน้นโซเดียมต่ำ และไม่ใส่ผงชูรสด้วย เราลองเรียกน้ำย่อยง่าย ๆ ด้วยเมนู Savory Lotus Petal Wrap  (220 บาท) เมี่ยงคำทรงเครื่องในกลีบดอกบัวหลวงพร้อมทาน รสชาติกำลังดี ได้สัมผัสแปลกใหม่จากเมี่ยงคำทั่วไป และเม็ดทับทิมที่ใส่ไว้ข้างในด้วย
 
ส่วนเครื่องดื่มเราเลือกชิม Dreamcatcher (190 บาท) ที่เคลมว่าช่วยให้เราหลับสบายขึ้น เป็นสมูทตี้ทับทิม สตรอเบอรี่ และกล้วย ที่เนื้อแน่น รสธรรมชาติ เหมาะกับใครที่ไม่ชอบอะไรหวาน ๆ ส่วนของหวานเป็น Antioxidant Matcha Pudding Cup (180 บาท) พูดดิ้งชาเขียวท๊อปด้วยวาราบิโมจิ สตรอเบอรี่สดและข้าวพองไรซ์เบอรี่ ใครชอบความเข้ม ๆ ของชาเขียวต้องชอบถ้วยนี้แน่นอน
 
 
 
Soimilk Tips: เราขอแนะนำให้ใครที่อยากมาอนเซ็นที่นี่หลีกเลี่ยงช่วงเวลาตั้งแต่ 17:00 - 20:00 น.ของวันธรรมดา เพราะคนจะใช้บริการกันแน่นมาก อาจแช่อนเซ็นแบบคึกคักไปนิด ถึงอย่างนั้นทางปัญญ์ปุริ เวลเนส ก็กำหนดการเข้าใช้อนเซ็นในแต่ละครั้งที่ไม่เกิน 60 คนอยู่แล้ว ส่วนถ้าอยากใช้อนเซ็นส่วนตัว เราแนะนำให้จองล่วงหน้ามาก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อมั่นใจได้ว่าได้ใช้ชัวร์ ๆ และสปาทรีตเมนต์ควรจองล่วงหน้ามาก่อน 2-3 วัน แม้ทางปัญญ์ปุริ เวลเนส จะเปิดให้ walk-in เลยก็ได้ แต่ถ้าเต็มในวันนั้นก็อดนะจ๊ะ แอบกระซิบว่าสปามีคนมาใช้บริการหนาแน่วันศุกร์-อาทิตย์ ลองมาใช้ช่วงวันธรรมดาหลังเลิกงานก็ได้ น่าจะสบายกว่า สำหรับอนเซ็น หนุ่ม ๆ ก็ต้องเปลื้องผ้าทั้งหมดนะ ส่วนฝั่งสาว ๆ ถ้ายังอายจริง ๆ สามารถขอบรากับอันเดอร์แวร์ได้ที่เคาน์เตอร์ แต่เราแนะนำให้เปลื้องผ้าแช่ดีกว่า สบายกว่ากันเยอะเลย


PAÑPURI Wellness เปิดทุกวัน 10:00 - 23:00 น. (ส่วนของสปาให้บริการถึง 22:00 น.) ชั้น 12 เกษรวิลเลจ BTS ชิดลม www.fb.com/panpuriwellness