Jul 18 2017

heart the city

ชวนไปพบมิตรในบรรยากาศสบายใจที่ Kram เวิ้งใหม่ในซอยสุขุมวิท 39

ขอสละ 1 วันไว้ที่เธอ

KRAM - Your Local Neighborhood Community เป็นเวิ้งใหม่ล่าสุดในซอยสุขุมวิท 39 ที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราอยากฝ่ารถติดกลับไปที่โซนนั้นมากที่สุด

 

โปรเจ็คนี้เริ่มต้นโดยพี่แจน - สุปรีชา จั่นสัญจัย เจ้าของคนสำคัญของคาเฟ่ร้านอาหารไทยที่เรารักอย่างร้าน คราม (KRAM) 

 

เดิมทีพี่แจนเล่าให้ฟังว่าอยากใช้พื้นที่บริเวณร้านมาทำอะไรสนุกๆ แต่เล็กๆ ดูบ้าง หลังจากที่เปิดร้านครามมาได้ 3 ปีนิดๆ การเริ่มแชร์พื้นเลยเกิดขึ้นจากมิตรภาพและความบังเอิญของเวลา จนทำให้ตอนนี้ เวิ้ง Kram กลายเป็นเวิ้งใหม่ล่าสุดและร่มรื่นที่สุดสำหรับชาวกรุงฯ โดยมีทั้งโรงคั่วกาแฟ ร้านซูชิระดับ Chef Table ร้านขายเสื้อผ้าของคนเนปาล และบาร์ค็อกเทลสไตล์ทรอปิคัลมาสร้างชุมชนเล็กๆ แสนสงบร่วมกันที่นี่

 

โดยเจ้าของร่วมทั้งหมดที่มาแชร์สเปซด้วยกันล้วนเป็นเพื่อนๆ ในละแวกซอยสุขุม 39 ทั้งนั้น พอมาคิดๆ ดู มันเลยกลายเป็นคอนเซ็ปท์เก๋ๆ สำหรับเราได้เลย เพราะเวิ้งนี้อยู่ในซอยที่มีอีกชื่อนึงว่า 'ซอยพบมิตร' เวิ้งแห่งนี้เลยเป็นเหมือนสถานที่รวมตัวของเพื่อนฝูงที่เกิดจากการพบมิตร และเป็นเวิ้งที่เราอยากชวนมิตรรักของเราทุกคนไปพบร้านมิตรภาพใหม่ๆ พร้อมกันในวันนี้


Sarnies NEW!

 

 

ถ้าใครไปสิงคโปร์บ่อยอาจพอคุ้นหูชื่อโรงคั่วกาแฟกึ่งคาเฟ่อย่าง Sarnies อยู่บ้าง เพราะนี่คือคาเฟ่กาแฟสายทดลองที่จริงจังกับเรื่องคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ผ่านการเบลนด์และคั่วเองกับมือ

 

 

สาขาที่ไทยในเวิ้ง Kram แห่งนี้ก็เช่นกัน โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างของตู้คอนเทนเนอร์ที่พี่แจนยกมาตั้งไว้แบ่งเป็นสองฝั่ง คือฝั่งห้องคั่วกาแฟที่ดูเหมือนเป็นโรงงานขนาดย่อมๆ และอีกฝั่งคือตัวคาเฟ่เล็กๆ มีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับ 7-8 ที่นั่ง

 

 

ความเอ็กซ์คลูซีฟเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าร้านนี้เปิดแค่วันพฤหัสกับวันศุกร์เท่านั้น ซึ่งถ้าเราไปตรงกับวันที่ร้านเปิด เราก็จะได้เจอคุณ Eric Chan บาริสต้าและหนุ่มนักธุรกิจสุดเท่ที่เราอาจคุ้นหน้าคุ้นตาดีจากร้าน Freebird ขอไฮไลท์ไว้ตรงนี้ว่าต้องไปเจอให้ได้นะสาวๆ

 

และถ้าใครอยากเข้าไปศึกษาดูใจ ไม่ใช่! ศึกษาเรื่องการคั่วกาแฟ แน่นอนว่า Eric เป็นหนึ่งในนักคั่วกาแฟมือฉมังที่พร้อมแชร์ความรู้เกี่ยวกับกาแฟแบบถามได้ตอบได้ทุกรายละเอียดกับเราทุกข้อแน่นอน

 

 

กาแฟของที่นี่มีตั้งแต่แบบมาตรฐานที่ใช้เครื่องเอสเพรสโซ่แมชชีนชง อย่างคาปูชิโน่ร้อนแก้วนี้ในราคา 100 บาท และมอคค่าเย็น 120 บาท ไปจนกาแฟดริปแบบฮิปสเตอร์ ซึ่งเราสามารถเลือกเมล็ดที่อยากดื่มได้เองในราคา 150 บาท (ถ้าแต้มบุญถึงจะ Eric จะมายืนชงให้หน้าบาร์) 


Maison De Bangkok NEW!

 

 

ที่ชั้นสองของตู้คอนเทนเนอร์นี้ เป็นที่หลบซ่อนของร้านซูชิลับเล็กๆ อย่าง Maison De Bangkok ที่ทำให้เราแปลกใจด้วยการตกแต่งในโทนสีขาวโพลนตั้งแต่พื้น ผนัง โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงเพดาน! ฉีกทุกกฎของความเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ด้วยลุคของตัวร้านสไตล์ปารีเซียง

 

 

แน่นอนว่านี่คือร้านซูชิแบบ Chef's Table ที่เสิร์ฟซูชิคำต่อคำเป็นคอร์สๆ แต่ที่ไม่เหมือนใครยิ่งกว่าการฉีกกฎของการแต่งร้านที่พี่กันต์ รตนาภรณ์ ผู้เป็นเจ้าของร้านต้องการให้ออกมาแบบคลีนๆ สว่างๆ และจำกัดแค่ 6 ที่นั่งเท่านั้น คือเรื่องหน้าตาของเมนูแต่ละจานที่เหมือนกับเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการกินซูชิ เพราะมันคือความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียมมาจับคู่กับไอเดียบรรเจิดของเชฟ กลายมาเป็นซูชิรสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใครของที่นี่ 

 

 

อย่างเช่นเมนูที่มีฐานเป็นแผ่นบิสกิตงาดำ ท็อปข้างบนด้วยชูโทโร่ทาทากิ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ากลิ่นงาดำไม่ได้กลบรสทูน่าเลยแม้แต่น้อย กับอีกจานที่เราชอบมากคือครัวซองต์อันนี้ที่แต่งหน้าด้วยไข่มุก (ที่ตอนแรกไม่แน่ใจว่ามันกินได้จริงรึเปล่า) จริงๆ คือมันกินได้และอร่อยด้วย แต่นี่คือความลับที่บอกเลยว่าควรมาลองด้วยตัวเอง

 

 

แต่ละคอร์สของที่นี่แบ่งเป็นสองรอบ คือคอร์สมื้อเที่ยงในราคา 1999++ บาท (7 คำ) และมื้อเย็นในราคา 2999++ บาท (10 คำ) ในทุกเดือน เชฟจะเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ ทำให้เราจะได้ลองชิมเมนูใหม่ๆ ทุกครั้งที่ไปเลยทีเดียว


Momo Tokpo NEW!

 

 

อีกร้านที่เราอยากพาไปรู้จักในเวิ้งครามแห่งนี้ คือ Momo Tokpo ร้านเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่มีความพิเศษตรงที่มีเจ้าของเป็นอาร์ตติสชาวเนปาล

 

 

Tenzing Gyari คือศิลปินสาวเชื้อสายเนปาลที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นอยู่แล้ว ซึ่งเธอชื่นชอบในความอบอุ่นและเป็นกันเองของเวิ้งครามแห่งนี้ เลยไม่ปฏิเสธคำชวนของพี่แจน และตัดสินใจเปิดช็อปเล็กๆ สำหรับขายผลิตภัณฑ์จากแถบเทือกเขาหิมาลายาที่เธอเคยอาศัยอยู่ มีตั้งแต่เสื้อผ้าทอมือสไตล์มินิมอล ไปจนถึงของใช้ในบ้านที่นำมาจากอินเดีย ภูฏาน และเนปาล 

 

 

นอกจากนี้ยังมีของน่ารักๆ อย่างสมุดแฮนด์เมดและงานศิลปะที่ Tenzing ทำเองกับมือแล้วนำมาวางขายที่นี่อีกด้วย เรียกได้ว่าร้านนี้เป็นแกลเลอรี่ช็อปเล็กๆ ที่คนรักศิลปะและหลงใหลในเอกลักษณ์ของทำมือสไตล์เนปาลพลาดไม่ได้จริงๆ นะ


Coastal NEW!

 

 

ค็อกเทลบาร์สไตล์ทรอปิคัลที่เหมือนยกร้านเหล้าที่ฮาวายกับเกาะพะงันมารวมกัน แล้วเอามาไว้ที่สวนหน้าบ้านของบริเวณเวิ้ง Kram แห่งนี้ คืออีกหนึ่งจุดสังสรรใหม่ของคนเก๋ๆ ในย่านนั้นที่เราอยากจะไปมันทุกวัน

 

 

 

ความน่ารักของที่นี่ไม่ได้มีแต่แคร่ไม้ไผ่กับเปลญวนที่แขวนอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์อย่างเดียว แต่ที่สนามหญ้าจะปูเสื่อไว้ให้นั่งเล่นยามแดดร่มลมตก พร้อมด้วยหมอนอิงแบบไทยๆ กับโต๊ะขันโตกสำหรับให้แก๊งค์เพื่อนมานั่งเมาท์มอยจิบค็อกเทลกันแบบชิลล์ๆ

 

เมนูของที่นี่ส่วนใหญ่เน้นเป็นโทนรีเฟรชชิ่งให้เข้ากับธีมทรอปิคัล มีกิมมิคคือการผสมพืชผักสวนครัวไทยลงไปด้วย เช่น Sweet Juan (340 บาท) ที่ใส่พริกชี้ฟ้าเผาไฟลงไปในเหล้าเตกิล่า กับอีกเมนูคือ Some Young Guy (340 บาท) ค็อกเทลหอมกลิ่นใบเตยที่มีเบสเป็นเหล้าจิน น้ำมะพร้าวอ่อน และน้ำมะนาว


Kram

 

 

คือถ้ามาถึงเวิ้งนี้แล้วไม่พูดถึงร้านอาหารไทยร้านนี้คงเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต เพราะนี่คือร้านอาหารไทยสไตล์โฮมมี่ที่น่ารักที่สุดร้านนึงในกรุงเทพฯ

 

 

'คราม' มาพร้อมบรรยากาศเหมือนมาทานข้าวบ้านเพื่อน กับโลเคชั่นที่บ้านเก่าสองชั้นหลังเล็กๆ เหตุผลที่เลือกใช้ชื่อนี้ก็เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศร่มรื่นใต้ท้องฟ้าสีคราม แถมด้วยกิมมิคเก๋ๆ ด้วยการเลือกใช้ผ้าย้อมครามจากสกลนครมาเป็นไอเท็มหลักของร้าน

 

 

 

อาหารไทยของที่นี่นอกจากจะหน้าตาดี ยังมาพร้อมรสชาติอร่อยและทานง่าย ไม่ว่าจะพาครอบครัวหรือเพื่อนต่างชาติมาทานก็ต้องติดใจทุกคน เริ่มจากเมนูที่เราชอบอย่าง แกงคั่วปูใบชะพลู (340 บาท) ผักเหลียงผัดไข่ (160) และลาบหมูทอด (140 บาท)