ไม่รู้ว่ามีใครสงสัยเหมือนกับเราบ้างไหม เมื่อได้ยินใครสักคนมาบอกกับเราว่า "ไปเจอร้านอาหารเปิดใหม่มาในซ.เซนต์หลุยส์ ทำมาจากบ้านเก่าด้วยนะ" แล้วต้องเกาหัวแกรก ๆ ว่าเอ๊ะ ในซ.เซนต์หลุยส์ยังเหลือที่ทางให้เกิดร้านใหม่ ๆ อยู่อีกเหรอ เพราะเหมือนพื้นที่ในซอยจะไม่เหลือว่างแล้ว แถมยังบอกว่าเป็นบ้านเก่าหลังใหญ่อีก ก็ยิ่งสงสัยว่าร้านอาหารนี้จะตั้งอยู่ตรงไหนกันนะ


พอเราได้แวะเวียนไปด้วยตัวเองจริง ๆ ก็ต้องร้องอ๋อกับพื้นที่ของร้านอาหารที่ชื่อ The Yard Restaurant แห่งนี้ เพราะที่จริงแล้วหากใครได้แวะเวียนมาที่ซ.เซนต์หลุยส์บ่อย ๆ ก็คงจะคุ้นเคยกับบ้านไม้เก่าหลังหนึ่งที่เลยเข้ามาในซอยได้ไม่ไกล เท่าที่เราคุ้นตาคือบ้านหลังนี้ไม่มีคนอาศัยมานาน และถูกรั้วปิดบังความสวยงามของตัวบ้านไม่ให้มองเห็นมาตลอด แต่สำหรับเราที่มองแค่หลังคาก็รู้สึกว่าบ้านเก่าหลังนี้น่าจะสวยอยู่พอตัว และเมื่อบ้านเก่าหลังนี้เผยโฉมให้เห็นอีกครั้งในรูปแบบของร้านอาหาร ก็ต้องบอกว่าบ้านหลังนี้ยังคงสวยอยู่ และหลังใหญ่พอสมควรเลย

คุณเก๋-ญาณี องค์วัฒนกุล เจ้าของร้าน The Yard Restaurant เล่าให้ฟังว่าเพิ่งเปิดร้านนี้เมื่อปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมานี้เอง และตอนนี้ก็ถือว่ายัง Soft Opening อยู่ เพราะที่จริงแล้วคุณเก๋กำลังเนรมิตให้พื้นที่ทั้งหมดตรงนี้เป็นโครงการที่ชื่อว่า The Hidden Yard ที่ไม่ได้มีแค่ร้านอาหาร The Yard เท่านั้น แต่อนาคตอันใกล้นี้จะมีร้านกาแฟที่ชื่อ The Ground และร้านสปาเกิดขึ้นในตึกสไตล์คลีน ๆ ที่กำลังสร้างอยู่ข้าง ๆ บ้านหลังนี้อีกด้วย ต้องบอกก่อนว่าคุณเก๋นั้นเปิดร้าน ARKART Bistro & Bar มาก่อนที่โครงการ Yarden ในซ.เย็นอากาศ คราวนี้พอคิดว่าจะเปิดร้านอาหารใหม่อีกแห่งหนึ่ง ก็ไม่อยากให้เป็นเพียงแค่ร้านสาขาสองเท่านั้น แต่อยากสร้างความแตกต่างให้กับร้านใหม่ของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ยังเก็บความถนัดและความเชี่ยวชาญของตัวเองมาใช้ด้วย ประกอบกับที่คุณเก๋ได้มาเจอบ้านหลังนี้พอดี จึงตัดสินใจติดต่อเจ้าของบ้านหลังนี้จนเกิดเป็น The Yard นั่นเอง
บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าที่มีอายุกว่า 80 ปีแล้ว คุณเก๋บอกว่าเจ้าของยังต้องการให้คงโครงสร้างเดิมของบ้านเอาไว้ และไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงอะไรในส่วนของภายนอกบ้าน ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ของคุณเก๋พอดีที่มองว่าบ้านหลังนี้มีความสวยงามในตัวเองอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็อยากเปลี่ยนภายในให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น เป็นการพบกันระหว่างความคลาสสิคของตัวบ้าน และความร่วมสมัยในการตกแต่ง มีความสากลมากขึ้นเมื่อก้าวเข้าในด้านใน ทางร้านจึงยังเก็บโครงสร้างเดิมทั้งหมดเอาไว้ บานประตู หน้าต่าง พื้นไม้ เพดาน ไปจนถึงราวสายไฟหรือสวิตซ์พัดลมที่หน้าตาคลาสสิคเห็นได้ยากก็ไม่รื้อออก แต่เปลี่ยนข้างในให้เป็นปูนเปลือย มีการตีขอบกรอบประตูหน้าต่างด้วยคิ้วโลหะสี Rose Gold และการเลือกใช้โต๊ะ เก้าอี้ที่ดูร่วมสมัยมากขึ้น ช่วยสร้างบรรยากาศพิเศษให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี


ตัวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ชั้น รองรับแขกได้สบาย ๆ และหากร้าน ARKART Bistro & Bar จะเป็นร้านอาหารไทยและอิตาเลียนที่เหมาะกับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่หาร้านแฮงก์เอาท์กัน ที่ The Yard Restaurant ก็เหมือนจะเป็นร้านที่เหมาะกับกลุ่มพนักงานออฟฟิศ และมีความโตกว่า ARKART นิดหนึ่ง เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของย่านนี้ ที่รายล้อมไปด้วยตึกออฟฟิศสูง และเหล่าคนทำงานมากหน้าหลายตา อาหารของที่ The Yard Restaurant จึงจะไม่ได้มีแค่อาหารไทย-อิตาลียนเหมือนที่ ARKART แต่จะเป็นอาหารสไตล์อีสเอเชีย และอาหารยุโรปที่จริงจังมากกว่าเดิม อาจเรียกว่าเป็น Fine-Dining ที่มาในแนว Homie Cook ก็ได้นะ


อย่างจานแรกที่เราได้ลองคือเมนูซิกเนเจอร์ของที่นี่ Yard's Grumbly Duck (ครึ่งตัว 450 บาท เต็มตัว 850 บาท) เป็ดย่างแบบเป็ดปักกิ่ง แต่ทางร้านเลือกที่จะนำเป็ดมาซุยทั้งเนื้อและหนังรวมกันไปเลย ทำให้เราได้กินทั้งเนื้อทั้งหนังอร่อย ๆ ไปพร้อมกัน สั่งแผ่นปอเปี๊ยะสด (50 บาท) ที่เปลี่ยนจากแผ่นแป้งปอเปี๊ยะเป็นแผ่นแป้งเครปแทน แม้จะหนากว่าแป้งปอเปี๊ยะนิดหน่อย แต่ตัวแป้งนุ่มมาก ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกินไข่แพฟู ๆ ห่อเป็ดอยู่เลย ราดด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้านที่มีรสชาติคล้ายซอยราดข้าวหน้าเป็ดย่าง จานนี้เด็ดจริง คนรักเป็ดน่าจะติดใจไม่ยาก อ้อ เป็ดที่นี่ทอดใหม่ทุกวันนะ ฉะนั้นจะไม่มีกลิ่นหืนแน่นอน


แต่จานที่เราปลื้มมาก ๆ คือเมนูที่เมือนทำง่ายแต่จริง ๆ แล้วทำยากน่าดูอย่างหมูกรอบสไตล์ฮ่องกงที่มาชิ้นใหญ่ ๆ เน้น ๆ เราจะคุ้นเคยกับหมูกรอบฮ่องกงที่มาเป็นชิ้นใหญ่แบบนี้อยู่แล้ว แต่สไตล์ฮ่องกงนั้นหนังจะไม่ฟูกรอบแบบที่เราคุ้นเคยกัน (จะเป็นแบบหนังกรอบบางมากกว่า) แต่ทางร้านได้นำมาปรับใหม่ให้เป็นหนังฟู ๆ แบบที่เราชอบ ทอดทั้งชิ้น กรอบนอกนุ่มใน ความดีงามคือขนาดกินช้า ๆ เหลือทิ้งเอาไว้ ย้อนกลับมากินอีกทีก็ยังกรอบ ! นี่มันนวัตกรรมชัด ๆ จิ้มกับซอสมัสตาร์ดสูตรโฮมมี่หรือซีอิ๊วดำหวานก็เข้ากัน อีกจานไทย ๆ คือยำดอกไม้ทอด (285 บาท) ที่ประกอบไปด้วยดอกเฟื่องฟ้าและดอกอัญชันปลูกเอง นำไปชุบแป้งทอดกรอบ โรยด้วยดอกไม้สดตกแต่งที่นำเข้าจากญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ที่สำคัญคือกินได้ทั้งจานนะจ๊ะ เวลากินก็บีบเลมอนให้ทั่วสักหน่อย แล้วตักน้ำยำแบบที่ใส่เนื้อกุ้งสด ส้มโอ และพริกเผาหน่อย ๆ ราดลงไป ถูกใจคนชอบกินยำแบบเราเลยล่ะ

ฝั่งอาหารยุโรปนั้นก็มาเต็มกันจริง ๆ ตั้งแต่ Strozzapreti Lobster (1,790 บาท) พาสต้าล็อบสเตอร์จานโตที่ดีงามไปทุกส่วน เริ่มจากเส้นสโตรซซาเพรตี ที่ทางร้านทำเส้นสดเอง เส้นเลยเหนียวนุ่มมาก ๆ ส่วนล็อบสเตอร์นั้นก็นำเข้ามาจากยุโรปและแคนาดา อิมพอร์ตเข้ามาทุกวันศุกร์และอังคาร ซึ่งเขานำเข้ามาแบบสด ๆ เป็น ๆ ไม่ใช่แบบตายแล้วฟรีซน้ำแข็งมา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมล็อบสเตอร์ที่นี่ถึงเนื้อหวานและเด้งกรุบ เพราะสดจริงนี่เอง


ส่วนใครที่รักทรัฟเฟิล ที่ The Yard Restaurant ก็มีหลายเมนูทรัฟเฟิลให้ลองกันแบบเน้น ๆ อย่าง Homemade Pasta Sausage with Truffle Sauce (480 บาท) จานนี้ถือเป็นการรวมเอาของดียุโรปเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เส้นพาสต้าผักโขม Tagliatelle ที่ทำสดใหม่ทุกวันในครัว ในเส้นนั้นนอกจากจะมีผักโขมแล้วยังใส่เห็ดอโรมาลงไปด้วยเพราะเขาลองแล้วมันเข้ากันมาก ๆ นำไปผัดกับไส้กรอก และทรัฟเฟิลซอส ที่ทำมาจากทั้ง Black และ White Truffle ที่อิมพอร์ตมาจากเมืองอัลบา ประเทศอิตาลีกันเลยทีเดียว ส่วนอีกจานคือ Truffle Risotto (490 บาท) ข้าวอิตาลีแบบริซอตโต้ ผัดกับ Black Truffle Cream ที่ผสม White Truffle นิด ๆ ท๊อปด้วยไข่แดงที่นำไป Sous Vide แล้วยัดไส้ทรัฟเฟิลเข้าในข้างในไข่แดงเพิ่มอีก ใครที่เป็นคอทรัฟเฟิลจริง ๆ แนะนำให้เพิ่ม Black Truffle สดฝานเป็นแผ่น ๆ ลงไปอีก (850 บาทต่อ 5 กรัม) ไม่ฟินให้มันรู้ไปสิ

ส่วนเครื่องดื่มเองที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งเครื่องดื่มแบบสปาร์กลิ้งชื่นใจ ทั้งสตรอเยอร์รี่ ทับทิม หรือเสารส (120 บาท) หรือจะเป็นสมูทตี้ต่าง ๆ ทั้งน้ำผลไม้ปั่น และน้ำมะพร้าวปั่น น้ำมะพร้าวอัญชันปั่น (ทุกแก้ว 100 บาท) ก็ชื่นใจดีเช่นกัน


นอกจากของคาวแล้ว ที่ The Yard Restaurant ก็มีครัวเบเกอรี่และของหวานอีกด้วย ทำให้มีของหวานทั้งแบบอีสต์เอเชียและยุโรปคอยเสิร์ฟเราอยู่หลายเมนูเช่นกัน เราลองสั่ง Mixed Berries Mille Feuille (250 บาท) มิลล์เฟยที่ไม่หวานมาก แป้งกรอบกำลังดี และมิกซ์เบอร์รี่ก็เปรี้ยวนำช่วยตัดรสหวานของครีมได้ดี อีกเมนูคือ เกล็ดหิมะบัวลอยเผือกไข่เค็ม (250 บาท) เมนูของหวานสไตล์จีนช่วยดับร้อนเหมาะกับอากาศบ้านเรา ทางร้านนำเปือกสดมาทำเป็นบัวลอย ราดด้วยน้ำกะทิที่ใส่ไข่เค็ม และท๊อปด้วยไข่เค็มแดง คนชอบไข่เค็มน่าจะฟินอยู่ เพราะไข่เค็มที่นี่ไม่เค็มเลย มีแต่ความมัน

Soimilk says : เรียกว่าที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งอาณาจักรแห่งใหม่ของซ.เซนต์หลุยส์ในอนาคตเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากร้าน The Yard Restaurant แล้ว ก็ยังจะมีร้านกาแฟและร้านสปาอีกด้วย ซึ่งก็พอไว้ใจได้เลยล่ะ เพราะคุณเก๋เองก็เป็นหุ้นส่วนหนึ่งของร้าน Craftmam ที่ Yarden เช่นกัน จึงพอรู้เรื่องธุรกิจการทำร้านกาแฟพอสมควร ส่วนร้าน The Yard Restaurant นี่ก็เรียกว่าศึกษามาดี เพราะในขณะที่ทำร้านให้เป็นกึ่ง Fine-Dining แต่ก็ไม่ได้แพงหูฉี่ เอาเข้าจริงก็เป็นราคาที่พวกเราเหล่าพนักออฟฟิศนี่แหละบจับต้องได้ อย่างน้อยตอนพักกลางวันก็อวะไปชิมข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ข้าวขาหมูจานเดียวในราคาย่อมเยาว์ก็ได้เหมือนกันนะ
The Yard Restaurant เปิดทุกวัน 10:30-22:30 น. ซ.สาทร 11 (เซนต์หลุยส์) โทร. 099-178-5386 BTS สุรศักดิ์ www.fb.com/theyardrestaurantbangkok