สำหรับมนุษย์กรุงเทพฯ อย่างเรา การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางตึกสูงเหมือนป่าคอนกรีตอาจทำให้เราลืมเลือนกลิ่นหอมของดิน ลืมความเย็นสบายของสายลมอ่อน ๆ และลืมกระทั่งความงดงามของธรรมชาติที่บรรจงสรรค์สร้างผ่านกาลเวลา แต่กลับถูกทำลายด้วยเงื้อมมือมนุษย์ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

Wang Hinghoi (วังหิ่งห้อย) คือร้านอาหารภายใต้แนวคิดการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติในป่าอิฐป่าปูนแห่งนี้อย่างสันติ ซึ่งคอนเซปต์หลักนี้ถูกสื่อสารออกมาผ่านงานสถาปัตยกรรมชั่วคราวของตัวร้านซึ่งจะเปิดทำการเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น ตามกิมมิกที่ได้มาจากอายุไขของหิ่งห้อยนั่นเอง
ทางเข้าร้านถูกสร้างด้วยกำแพงดินสูงใหญ่ที่เหมือนโอบล้อมโลกใบใหม่ด้านในเอาไว้ ภายในตัวร้านถูกออกแบบด้วยโครงสร้างเหล็กสีทึบเพื่อสื่อถึงความเป็นเมือง ล้อมรอบด้วยกำแพงกระจกที่มองเห็นป่าจำลอง อันเป็นตัวแทนของธรรมชาติ เลยกลายเป็นที่มาของเมืองและธรรมชาติที่สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว


ถึงก้าวแรกที่เดินเข้ามาจะรู้สึกมืดนิดหน่อย (จริง ๆ ก็ไม่นิด) แต่ซักพักพอปรับสายตาได้จะพบกับความงามและความสงบที่อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาทันที จากการออกแบบให้ด้านในมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการมองเห็นพระเอกของร้านนี้ นั่นก็คือหิ่งห้อยนับร้อย ๆ ตัวที่ถูกนำมาจากฟาร์มเพาะพันธุ์หิ่งห้อยส่วนตัว ซึ่งจะบินและเปล่งแสงอยู่รอบ ๆ ป่าจำลองที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อเลียนแบบธรรมชาตินั่นเอง
จุด ๆ นี้คือนอกจากจะได้บรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่มีร้านไหนเค้าทำกันแล้ว เราเชื่อว่าแขกของที่นี่ยังได้ฝึกความอดทนและเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอีกด้วย

ไอเดียสุดสร้างสรรค์ของร้านนี้ยังไม่ได้จบที่แนวคิดเรื่องธรรมชาติ แต่ยังเอามาแตกแยกย่อยเป็นธีมหลักที่จะเปลี่ยนไปทุก ๆ 4 เดือน นั่นคือการเอาธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติมาใช้ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ นั่นเอง
อย่างในช่วง Soft opening ไปจนถึง 4 เดือนแรก ทุกอย่างในร้านนี้จะอยู่ภายใต้ธีมของ "ดิน" ธาตุหลักที่เปรียบเสมือนจุดกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์แห่งป่าและพืชพรรณไม้ เราเลยจะได้กลิ่นดินจากเครื่องทำกลิ่นพิเศษตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา รวมไปถึงได้ยินเสียงพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะเพื่อให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึกอีกด้วย

รสชาติของดินซึ่งเป็นธีมหลักในรอบนี้จะถูกส่งผ่านจานอาหารที่เสิร์ฟมาเป็นคอร์สรวมทั้งหมด 5 จานในสนนราคา 2400++ บาท ซึ่งจะเน้นเบสหลักเป็นอาหารไทยรสต้นตำรับแต่ผสมผสานความครีเอทีฟและเทคนิคแบบยุโรปเข้าไป โดยได้คู่หูเชฟหนุ่มระดับอินเตอร์มาดูแลทุกขั้นตอน คือเชฟอ้น-สุวิลักขณ์ แก้วสิริมงคล กูรูด้านอาหารไทยจาก Coca และ 72 Courtyard และเชฟอ๊อฟ-ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ Culinary Chef หัวสมัยใหม่มากประสบการณ์จาก San Diego, Chicago และ Manila

เราเริ่มคอร์สกันด้วย Amuse Bouche ออร์เดิร์ฟจานแรกที่เสิร์ฟมาบนขอนไม้ซึ่งไอเท็มหลักของธาตุดิน และจานต่อมาคือ Moo Satay ที่เลือกใช้เป็นซี่โครงหมูเสิร์ฟแทนเนื้อสันนอก จงใจทำพรีเซนต์เทชั่นออกมาให้เป็นตัวแทนของขอนไม้ที่ตายลงไปแล้ว อันเป็นที่อยู่ของเหล่าบรรดาหิ่งห้อยตามธรรมชาตินั่นเอง


ถัดมาคือไฮไลท์ที่เราชอบที่สุดของคอร์สนี้ นั่นคือ Tom Yum Koong ซึ่งเลือกใช้กุ้งสดที่จับได้มาตามธรรมชาติเท่านั้น นำไปเซียร์บนกะทะและเสิร์ฟพร้อมซุปต้มยำที่ได้มาจากการเคี่ยวสมุนไพรไทย กุ้ง และปูจนข้นแบบครีมมี่ แล้วนำไปกรองอีกครั้ง เรียกได้ว่าแค่กินน้ำซุปก็อร่อยแล้ว

อีกสองจานที่เหลือคือ Pomelo Salad ยำส้มโอรสเผ็ดที่ถูกตัดรสด้วยความเปรี้ยวของพืชตระกูลเบอร์รี่ และ Kang Ped Ped Yang แกงเผ็ดเป็ดย่างที่ทำออกมาเป็น Duck Confit มีกลิ่นดินนิด ๆ จากสมุนไพรไทยที่เลือกมาใช้ ที่เราชอบคือทุกจานเลือกใช้ผักออร์แกนิค 100% ที่แสดงถึงความใส่ใจในเรื่องวัตถุดิบจากธรรมชาติแบบจริงจัง

ปิดท้ายด้วยจานพิเศษอย่าง ขนมเปียกปูน ซึ่งถูกชุบด้วยไวท์ช็อคโกแลต รองด้านล่างด้วยงาดำและงาขาวบดกับเนย หน้าตาเหมือนดินจริง ๆ แต่ดันอร่อยซะงั้น
จุด ๆ นี้ใครอยากสั่งค็อกเทลมาจิบคู่มื้อพิเศษเพิ่มความเอกซ์คลูซีฟเข้าไปอีก เราขอแนะนำให้สั่ง วัวแก่กินหญ้าอ่อน เบสหลักคือ infused vodka ที่มีกลิ่นของสมุนไพรไทยคืออบเชย กานพลู มะตูม และใบกระวาน เสิร์ฟมาในโหลยาดองในสไตล์ Negrony พร้อมของดองตามฤดูกาลและน้ำใบเตย


Soimilk Facts !: รู้หรือไม่ ? หิ่งห้อย 1 ตัว สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 18 เดือน แต่จะมีเพียง 7 วันเท่านั้นที่เจ้าแมลงมหัศจรรย์นี้จะทำการเปล่งแสงออกมาจากบริเวณส่วนท้องด้านล่าง ซึ่งนั่นหมายถึงการเข้าสู่ช่วงเวลาหาคู่ และหลังจากนั้นชีวิตของเหล่าหิ่งห้อยก็จะจบลงตามแสงสีเหลืองที่มอดดับลง ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีหิ่งห้อยอยู่ตามธรรมชาติมากกว่า 300 ชนิดเลยนะ !

Wang Hinghoi ด้านหน้าสนามกอล์ฟ RCA Driving Range ถ.กำแพงเพชร 7 เวลาทำการ ทุกวัน 10:00-00:00 น. โทร. 091-979-6226 MRT เพชรบุรี