Skip to main content
AdSense

ชวนชิม 12 จานเนื้อระดับท็อปจากคอร์ส Beef Omakase ที่ The Table by Chef Pam

นิพพานของสายเนื้อที่แท้

ชวนชิม 12 จานเนื้อระดับท็อปจากคอร์ส Beef Omakase ที่ The Table by Chef Pam
July 3, 2020 Bangkok time

เปิดบ้านเชฟแพม

 
 
ประตูบ้านหลังใหญ่สุดซ.สุขุมวิท 33/6 เตรียมเปิดอ้ารอคอยรับแขกอย่างเราในช่วงเวลาเย็นย่ำตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เรามีนัดกับ เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ เชฟสาวสวยที่เราเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นหน้ากันดีจากการเป็นกรรมการสาวเพียงหนึ่งเดียวของรายการ Top Chef Thailand
 
เรือนหลังเล็กทางฝั่งขวาของอาณาบริเวณบ้านหลังใหญ่ที่รายล้อมด้วยสนามหญ้าสีเขียวและต้นไม้ใหญ่ ถูกยกให้เป็นห้องอาหารส่วนตัวของเชฟแพม ที่จะได้ใช้พื้นที่ของเธอเองอย่างเต็มที่ในการรังสรรค์เมนูจานพิเศษ เพื่อเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าทุกคนแบบจานต่อจาน ภายใต้ชื่อโปรเจกต์ The Table by Chef Pam
 
 
เราเลยไม่สามารถเรียกที่นี่ว่าเป็น 'ร้านอาหาร' ได้เต็มปากนัก เพราะถ้าไม่จองล่วงหน้า (และเชฟไม่เปิดประตูบ้านให้) เราคงไม่ได้เข้ามานั่งอยู่ท่ามกลางห้องทานอาหารสุดเอ็กซคลูซีฟในบ้านกึ่งร้านอาหารแห่งนี้ที่มีไฮไลต์อยู่ที่โต๊ะไม้จามจุรีขนาดใหญ่สมชื่อ 'The Table' ส่วนอีกฝั่งของโต๊ะอาหารคือครัวส่วนตัวขนาดใหญ่ ที่เราสามารถมองเห็นเชฟแพมกับเหล่าผู้ช่วยเชฟฝีมือดีกำลังง่วนอยู่กับการปรุงสารพัดเมนูเนื้อในคอร์สพิเศษอย่าง Beef Omakase ให้เราได้มองเพลิน ๆ (และท้องร้องเล่น ๆ เพราะกลิ่นหอมที่ลอยเตะจมูกมาแต่ไกลจากในครัว) ขอบวกคะแนนพิเศษให้กับวิวสวนสีเขียวร่มรื่นรอบ ๆ ห้องอาหาร ให้แขกอย่างเราได้มองลอดผ่านกระจกไปดื่มด่ำเป็นอาหารตาได้ระหว่างทานอาหารของจริง
 

12 จานสู่นิพพานสายเนื้อ

 
แค่เห็นชื่อว่าเป็น Beef Omakase เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นคอร์สที่เชฟแพมตั้งใจทำออกมาใหม่ล่าสุดเพื่อเอาใจสายเนื้อโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าใครออกตัวว่าเป็นสายเนื้อตัวจริง แต่ยังไม่เคยมาลองชิมเมนูเนื้อแบบจัดเต็มของเชฟแพม เราขอให้อย่าเพิ่งเรียกตัวเองว่าเป็นเซียนเนื้อไปซะก่อน เพราะโอมากาเสะเนื้อที่มีให้เลือก 2 แบบ คือ 6 คอร์ส และ 12 คอร์สนี้ จะทำให้ทุกคนได้เบิกเนตรและเข้าสู่นิพพานสายเนื้ออย่างสงบของจริง!
 
 
 
เราขอเริ่มจากความประทับใจตั้งแต่ 2 คอร์สแรก ที่ถึงจะเป็นออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย แต่เชฟแพมก็ยังใส่ความเป็น 'เนื้อ' ลงไปในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การใช้น้ำมันเนื้อแทนสัดส่วนของเนยเพื่อทำเป็นขนมปังบริยอชเนื้อแน่น ทานคู่กับซุปกระดูกเนื้อเข้มข้น (Beef Consommé) และอีกจานเรียกน้ำย่อยที่เราชอบมาก ๆ อย่างทาร์ทาร์เนื้อโกเบสับ เสิร์ฟมาบนแผ่นแป้งอบกรอบคล้ายโคนไอศกรีม มีแอบท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์เบา ๆ
 
 
ถัดมาคืออีกหนึ่งความประทับใจที่ขนาดกลับมาบ้านแล้วยังนึกถึงรสชาติอยู่ กับโทสต์ขนมปังซาวร์โด ท็อปปิงด้วยแยมเนื้อรสออกเค็มจากซีอิ๊วขาว และทีเด็ดด้านบนสุดคือ 'หัวใจเนื้อ' ส่วนพิเศษจากเนื้อวัวไทยที่ถ้าใครทำไม่เป็นจะแข็งโป๊กเป็นหิน หรือถ้าทำดิบเกินไปก็จะเหนียวจนเคี้ยวไม่ได้ แต่จานนี้เชฟย่างออกมาได้สุกกำลังดี มีเทกซเจอร์ความเคี้ยวกรึบ ๆ ที่เข้ากันดีกับแตงกวาดองด้านบน
 
 
อีกจานที่เบิกเนตรเรามาก ๆ มาในชื่อคอร์สว่า Charcoal Crust Wagyu Flat, Black Garlic เชฟแพมอธิบายให้ฟังว่าเลือกใช้เนื้อส่วน Oyster Blade หรือเนื้อใบพาย ซึ่งมีความนุ่มเป็นอันดับ 2 รองจากเนื้อสันใน กริลล์พร้อมชาร์โคลครัสต์ที่เห็นเป็นสีดำ ๆ อยู่รอบชิ้นเนื้อ ส่วนที่เห็นเขาเสิร์ฟมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ แบบนี้ก็เพราะเชฟเลาะเอาเนื้อส่วนที่เหนียวออกทั้งหมดจนเหลือแค่เนื้อส่วนที่นุ่มที่สุดให้จิ้มทานพร้อมซอสกระเทียม
 
 
 
สำหรับสายวากิวขอให้เหลือพื้นที่ในกระเพาะอาหารไว้สำหรับจานเมนคอร์สลำดับที่ 5 และ 6 เริ่มจากคอร์ส 48-hr Wagyu Beef Tongue ซึ่งใช้เนื้อวากิวส่วนโคนลิ้นมาซูวีด์ไว้นานถึง 48 ชม. เพื่อให้ได้เทกซเจอร์แสนละมุน ซึ่งที่เซอร์ไพรส์เรามากกว่าความนุ่มของโคนลิ้นวัว คือกริลล์สเปราต์ พืชตระกูลกะหล่ำที่ถูกย่างมาจนกรอบฉ่า และตัดรสด้วยซอสส้มยูซุรสออกเผ็ด
 
กับอีกจานที่เราว่าเกิดมาเพื่อฆ่าจานอื่น ๆ โดยแท้ เพราะแค่เห็นวัตถุดิบก็ไม่บ่นเสียดายเงินที่ต้องจ่ายอีกเลย จานนี้เชฟแพมจัดเต็มด้วยการนำเนื้อมัตสึซากะเกรด A5 มาสไลด์บาง ๆ แล้วห่อกับฟัวร์กราส์ชิ้นโต พร้อมราดซอสไวน์แดงรสชาติติดเปรี้ยวนิด ๆ ลงไปด้านบนเพื่อไว้ตัดเลี่ยน ใครที่ชอบกินทั้งเนื้อและรักทั้งฟัวร์กราส์ เตรียมมือลั่นกดจองคอร์สนี้เอาไว้ได้เลย
 
 
 
ไม่ต้องห่วงว่าเดินทางมาเกือบครึ่งเซตโอมากาเสะแล้วยังไม่อิ่ม เพราะเมนคอร์สหลังจากนี้เป็นต้นไป เชฟแพมเขาจัดมาสำหรับนักกินเนื้อสายเน้นคาร์บหนัก ๆ โดยเฉพาะ ทั้งข้าวอบเห็ดทรัฟเฟิลดำพร้อมเนื้อซี่โครงรมควันไม้ลิ้นจี่และไม้มะขาม ต่อด้วยฮอตดอกเนื้อสันในสั่งตรงจากฟาร์มในสหรัฐอเมริกา ซึ่งวัวทุกตัวที่นั่นถูกเลี้ยงด้วยหญ้าเท่านั้น เพื่อให้เนื้อติดมันน้อยและไม่เลี่ยนเท่าการเลี้ยงด้วยธัญพืชหลาย ๆ ชนิดแบบที่นิยมกันทั่วไป จานนี้เสิร์ฟพร้อมซอสพริกขี้หนูสวนรสเผ็ดรุนแรง ตัดความนุ่มฉ่ำของเนื้อได้ดี
 
 
 
ยัง! ยังไม่หมดและอย่าเพิ่งอิ่ม! (เชฟสั่ง!) เพราะยังมีพาร์ตหายากอย่างเนื้อแก้มวัวที่ถูกนำไปรมควันจนนุ่ม วางมาบนแผ่นแป้งตอติญ่าและซัลซ่ามะเขือเทศคล้ายการกินทาโก้ และปิดท้ายความอิ่มจุกด้วยหมั่นโถวทอดเนื้อฟู ผ่าตรงกลางมาเพื่อสอดไส้เนื้อส่วน Ribcap อิมพอร์ตจากฮอกไกโด ตัดเลี่ยนด้วยพริกฮาลาพิโนให้ฟีลเหมือนกำลังกินเบอร์เกอร์แต่ฟินกว่าเยอะ!
 

ซอร์เบต์ผลไม้รสเปรี้ยว และของหวานปิดท้าย

 
 
 
เราชอบที่ทุก ๆ 3 คอร์สของ Beef Omakase จะถูกคั่นด้วยซอร์เบต์ผลไม้รสเปรี้ยวคำเล็ก ๆ ที่เชฟแพมตั้งใจเสิร์ฟมาเพื่อตัดเลี่ยน ทั้งซอร์เบต์ส้ม มะม่วง และมะกรูด ก่อนจะส่งท้ายเราด้วยของหวานแบบจริงจังอย่างเลมอนเคิร์ดสอดไส้เจลมะนาวดองที่เคียงมากับเมอแรงก์พริกเกลือไว้ทานคู่กัน เป็นคู่ของหวานรสเปรี้ยว-เผ็ด-เค็ม กับจานสุดท้ายอย่างช็อกโกแลตทาร์ตเข้มข้นและชาอุ่น ๆ ไว้ปิดจ็อบค่ำคืนแห่งนิพพานสายเนื้อวันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
 
 
Soimilk Says: เป็นอีกหนึ่งเชฟส์เทเบิลที่ควรค่าแก่การมาลองสักครั้งหนึ่งในชีวิต คงไม่ต้องพูดว่ามันคุ้มค่าคุ้มราคาขนาดไหน เพราะไม่ใช่แค่การดีไซน์ 'เนื้อ' ออกมาได้อย่างไม่น่าเบื่อเลยทั้ง 12 จาน แต่เชฟแพมยังงัดทุกเทคนิค รวมถึงหยิบกลิ่นอายจากอาหารหลากหลายสัญชาติมาทำให้คอร์สนิพพานเนื้อของเราฟินนาเล่แบบนอนตายตาหลับแล้วชาตินี้!
 
ปกติก็ว่าจองยากจองเย็นพอตัวอยู่แล้ว แต่หลังจากช่วงเดือน ส.ค. เป็นต้นไป เชฟแพมเขาจะพักจับตะหลิวไปเลี้ยงเบบี๋ยาว ๆ อีก 3 เดือน คิวตอนนี้ของทั้ง Beef Omakase และ Seasonal Course ที่จะเปลี่ยนไปทุก ๆ 3-4 เดือน (ช่วงพักเลี้ยงลูก เชฟแพมพูดขำ ๆ ว่าเดี๋ยวคิดเมนูคอร์สใหม่ล่วงหน้าเตรียมไว้ระหว่างให้นมเลย) ก็ยาวไปถึงเดือน พ.ย. โน่นแล้ว! ใครที่จองคอร์สเชฟส์เทเบิลไม่ทัน แล้วอยากชิมฝีมือเชฟแพมแบบรอต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เราแนะนำว่าให้พุ่งตัวไปสั่งคัพเค้กรสพิเศษจาก Sweet Nothings ขนมหวานเดลิเวอรี่แบรนด์ใหม่ของเจ้าตัวมาชิมที่บ้านกันได้ก่อนเลย!
 
The Table By Chef Pam ซ.สุขุมวิท 33/6 (จองล่วงหน้าเท่านั้น) โทร. 081-854-5544 BTS พร้อมพงษ์ www.bychefpam.com
AdSense
AdSense
AdSense