เหตุเกิดจากการอยากไปเที่ยวอิตาลี แต่คงยังไปไม่ได้อีกนานแน่ ๆ (เพราะติดโควิดหรอ? ป่าว ไม่มีเงินเด้อ!) เราเลยตัดสินใจลิ้มรสชาติความเป็นอิตาลีแท้ ๆ ด้วยตัวเองอยู่ที่บ้านแบบไม่ต้องออกไปไหน โดยการยกโทรศัพท์ขึ้นมาสั่ง Peppina Delivery สำหรับมื้อเที่ยงวันนี้ซะเลย!

เชื่อว่าหากคิดถึงอาหารอิตาลีสักชนิดที่สื่อถึงรากเหง้าวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของประเทศนี้ได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นพิซซาแน่ ๆ หากแต่ความพิเศษที่ทำให้ Peppina ยืนหนึ่งท่ามกลางดงร้านพิซซามากมายก่ายกองในไทย ก็คงจะเป็นการดึงเอาจุดเด่นของพิซซาสไตล์แคว้นนาโปลีแท้ ๆ ออกมาชูโรงในเรื่องความเฉพาะตัวของเนื้อแป้งที่ไม่เหมือนใครนั่นเอง

อย่างรอบนี้ที่เราสั่ง Margherita Pizza (405 บาท) มาลอง ก็ไม่ผิดหวังแม้แต่น้อยกับรสชาติแห่งความออริจินัลที่การันตีด้วยประกาศนียบัตรรับรองความเป็นพิซซ่านาโปลีแท้ ๆ อย่าง Associazzione Verace Pizza Napoletana ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ร้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นที่ได้ครอบครองประกาศนียบัตรระดับนี้ ตัวเนื้อแป้งมีความหอมกลิ่นฟืน เทกซเจอร์กรอบและเหนียวนุ่ม
บวกรวมกับความหอมสมุนไพรจากใบโหระพาที่เข้ากันดีกับชีสอย่างพาร์เมซานและมอสซาเรลลา ตัดด้วยรสเปรี้ยวชื่นใจของเบสซอสพิซซาที่ทำจากมะเขือเทศ San Marzano อิมพอร์ตตรงจากอิตาลี ใครที่ไม่รู้จะเริ่มสั่ง Peppina Delivery ที่เมนูไหน เราอยากให้เริ่มสั่งที่ตัวคลาสสิกอย่างเมนูนี้นี่แหละ!

หรือใครจะลองสั่งพิซซาในตระกูล Dedicate ที่เน้นความแฟนซีของเครื่องแน่น ๆ แต่ยังคงเนื้อแป้งทำมือแบบนาโปลีอยู่มาลองก็ได้เหมือนกัน อาทิ The Duke (445 บาท) ถาดนี้ ที่จัดเต็มมาทั้งชีส Robiola จากภูมิภาค Langhe ในอิตาลี ตัดรสเปรี้ยวด้วยมะเขือเทศราชินีและโรยหน้ามาด้วยไส้กรอกอิตาลีติดกลิ่นหมักแรง ๆ


นอกจากพิซซ่าแล้ว ถ้าไม่อยากให้การไปเที่ยวอิตาลีอยู่บ้านในครั้งนี้สิ้นสุดลงง่าย ๆ เราแนะนำว่าต้องมีอีกเมนูที่คลาสสิกไม่แพ้กันอย่าง Penne Alla Norma (365 บาท) ต้นตำรับจากซิซิลี และอย่าลืมปิดท้ายแบบจุก ๆ ด้วย Spicy Baby Chicken (485 บาท) ไก่บ้านตัวเล็กกริลล์มาแบบแห้ง ๆ พร้อมกลิ่นหอมของพริกปาปริกาจาง ๆ ถือเป็นการจบมื้อที่สมบูรณ์แบบ
เมนูทั้งหมดนี้สามารถกดสั่งได้เลยง่าย ๆ ที่ ig.com/peppinaatcentral เห็นว่าตอนนี้ที่สาขา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี มีเปิดให้ไดรฟ์ทรูด้วยนะ ใครอยากดริฟต์ไปรับพิซซาก็ตามไปตำโลด!