Skip to main content
AdSense

เปิดประสบการณ์อาหารไทยไร้กรอบในห้องแห่งความลับ Small Dinner Club ที่จะเปิดประตูต้อนรับเมื่อถึงเวลาเท่านั้น!

เป็นร้าน 10 - 12 Seater ที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ

เปิดประสบการณ์อาหารไทยไร้กรอบในห้องแห่งความลับ Small Dinner Club ที่จะเปิดประตูต้อนรับเมื่อถึงเวลาเท่านั้น!
March 7, 2022 Bangkok time
ต้องบอกก่อนว่าร้านที่เรากำลังจะแนะนำนี้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ จากที่แต่เดิมเราเคยติดตามร้านอาหารเก่าของเชฟที่ออสเตรเลียแบบห่าง ๆ (ก็คือไม่เคยไปชิมนั่นแหละ) พอรู้ว่าเขาจะมีร้านที่เมืองไทยก็ดีใจมาก รีบจองไปตั้งแต่เดือนแรกที่เปิดทำการเลย ทำให้ได้รู้ว่า Small Dinner Club เป็นอีกร้านคอนเซปต์จัด ที่จะกลายเป็นร้านโปรดแห่งใหม่ของฟู้ดดี้สายไฟน์ไดนิ่งได้แน่ ๆ
 
 
กิมมิกที่เราชอบมาก ๆ คือ (การบังคับให้ทุกคนมาตรงเวลาด้วย) ประตูที่เปิดต้อนรับผู้มาเยือนเมื่อถึงเวลานัดเท่านั้น แล้วจะรอให้ทุกคนมาจนครบ จึงค่อยพาไปนั่งพร้อม ๆ กัน ระหว่างรอก็ให้แต่ละคนเลือกดริงก์ที่ต้องการ จากลิสต์ไวน์ที่ถือว่าค่อนข้างตื่นตาเลยทีเดียว เพราะว่าตอบโจทย์ทุกความชอบจริง ๆ แค่ความพิถีพิถันในการเลือกเครื่องดื่มเข้าร้านนี่เราก็ให้คะแนนเต็มแล้วจ้า
 
กิมมิกถัดมาที่ยังตอกย้ำว่าร้านแห่งนี้เป็น 'ห้องแห่งความลับ' สำหรับเราก็คือการอธิบายเมนูแต่ละจานเพียงคร่าว ๆ ก่อนเสิร์ฟเท่านั้น ส่วนวัตถุดิบจริง ๆ จะมาเฉลยหลังมื้ออาหารจบลงโดยสมบูรณ์แล้ว ให้เราได้โฟกัสกับอาหารตรงหน้าแบบเพียว ๆ ไม่ต้องตัดสินอะไรไปก่อน ซึ่งเชฟ ศรีล โรจนเมธินทร์ บอกเราว่า เขาอยากให้ประสบการณ์ทางอาหารที่นี่เป็นเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา ที่คนมาร่วมสนุกได้แบบไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก่อน ขอเพียงให้เชื่อใน 'การเดินทาง' ไปด้วยกัน
 
 
ที่น่าสนใจมาก ๆ คือเดิมทีแล้วเชฟศรีลไม่ได้มาทางสายอาหารเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่ได้ลองทำเมนูซิมเพิล ๆ แล้วติดใจ จึงจุดประกายที่จะมาทางนี้แบบจริงจัง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาสามารถโลดแล่นอยู่ในวงการอาหาร ทั้งกับร้านเดิมที่ออสเตรเลีย และกับร้านใหม่นี้ที่กรุงเทพฯ ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ความคิดต่อเมนูไทย ๆ แบบนอกกรอบ และวิธีสร้างสรรค์ชิ้นงานที่สามารถ 'จุดติด' ไอเดียใหม่ ๆ ได้จากทุกอย่างรอบตัว
 
 
แน่นอนว่าการเสิร์ฟอาหาร 10 - 12 คอร์ส ให้ผู้มาเยี่ยมเยือน 10 - 12 คน แล้วต้องให้ 'ว้าว' ในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่าย (ซึ่งเราก็ยอมรับนะว่าอาหารเขาว้าวทุกจาน) แต่เชฟก็ยืนยันว่าด้วยความที่เขาทำงานด้านครีเอทีฟมา เลยไม่เคยรู้สึกหมดไอเดียกับอะไรเลย ว่ากันง่าย ๆ คือเชฟไม่เน้นถามว่า Why? แต่จะถาม Why not? แทน เพียงเท่านี้ ทุกสิ่งก็เป็นไปได้เสมอ แล้วเมื่อมาบวกกับบรรยากาศลุ่มลึกของร้าน ความน้อยนิดมหาศาลของการตกแต่งสไตล์ low material, high design ก็ยิ่งเอื้อให้ประสบการณ์อาหารไทยไร้กรอบนี้ยิ่งน่าประทับขึ้นไปอีก
 
 
 
ทีนี้ก็มาดูเมนูกันเลยว่าความ 'ไร้กรอบ' ที่ว่าจะไร้กรอบไปได้ถึงเบอร์ไหน จานแรกเขาให้ชื่อว่า What Goes Up Must Come Down เมนูดอกไม้เรียกน้ำย่อยที่ให้กลิ้นและรสโทนฟลอรัลแบบพอดี ๆ แล้วซ้อนมาด้วย 'ติ่มซำ' พอดีคำ ในรูปแบบที่ไม่คาดคิด ต่อด้วยจานถัดมาอย่าง Crying Tiger ที่ไม่ใช่ 'เสือร้องไห้' แบบที่รู้จักกัน แต่เป็นเมนูเสมือนพิซซ่าที่โรยหน้ามาด้วยเนื้อสัตว์และสมุนไพร เป็นรสชาติที่คลุกกันในปากแล้วลงตัวมากจริง ๆ
 
 
จานที่ 3 เรายกให้เป็นไฮไลต์เพราะความซับซ้อนทางรสชาติของมันเลยล่ะ กับเมนู ต้มยำ! แต่ไม่ใช่ต้มยำธรรมดานะ เป็นต้มยำ Re-imagined ที่ชื่อว่า Looking at Tomyum Prawn from Far Away Part I มองเผิน ๆ เหมือนจะวางมาแต่กั้ง แต่บอกเลยว่าถ้าได้ชิมสักคำจะรู้เลยว่ากว่าจะมาเป็นกั้งเดี่ยว ๆ ตรงหน้าทุกคน มัน 'ผ่านมาเยอะ' มากจริง ๆ
 
 
จานถัดมาคือ She Put de Lime in de Coconut เมนูมะนาวมะพร้าวแสนเก๋ ที่เหมือนไม่มีอะไรแต่มีอะไร โดยเขาซ่อนอาหารทะเลมาด้วย ให้ความรู้สึกที่อธิบายมากกว่าคำว่า 'สดชื่น' ไม่ได้ ต้องมาลองเอง ต่อกันด้วย Too Many Italians, Only One Asian ที่ชื่อเมนูเหมือนมาระบายอารมณ์ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการคารวะรากฐานเดิมของเชฟ โดยที่ร้านเก่าสมัยอยู่ออสเตรเลียเป็นร้านเอเชียนที่อยู่ในย่านร้านอาหารอิตาเลียนนั่นเอง ทานแล้วใจฟูดีมาก ๆ
 
 
Daft Punk is Playing in My Mouth เป็นจานที่รูปลักษณ์ภายนอกงงที่สุด (เพราะเหมือนเขาเสิร์ฟเกลือมาให้ทาน) แต่เก๋ที่สุดเพราะมีเปิด (เพลง) Daft Punk คลอให้ด้วย โดยถ้าเปิด (อาหาร) ดูดี ๆ เราจะพบว่ามี 'บางอย่าง' ซ่อนอยู่ในนั้น ซึ่งถ้าถึงจานนี้แล้วยังไม่เริ่มรู้สึกอิ่ม ก็ต้องเริ่มอิ่มที่จานต่อไป Duck and Hide เมนูเล่นคำที่เหมือนจะบอกให้เราวิ่งไปซ่อน แต่เปล่าเลย มันคือเป็ดจริง ๆ เป็ดเน้น ๆ ที่หมักบ่มมาอย่างดี คนรักเป็ดต้องรักจานนี้มาก ๆ แน่ เรากล้าการันตี
 
Aromatic Rice, Best Part of the Duck เป็นเมนูข้าวเสิร์ฟมาในถ้วยไซซ์น่ารัก ที่ไม่บอกรายละเอียดอะไรเรามาก แต่เราบอกต่อได้แค่ว่าหอม เป็นเมนูโทนฟลอรัลที่เหมือนจะไม่เข้ากัน แต่ดันเข้ากันเฉย ไม่รู้ล่ะ อธิบายได้ประมาณนี้ อยากรู้ต้องมาลองเอง อีกจานก็ยังอยู่กับเรื่องข้าว ๆ Life of Rice เมนูสวย ๆ ถ่ายรูปขึ้น ที่ประกอบด้วยข้าวที่ผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ มารวมอยู่ในจานเดียว มองเผิน ๆ เหมือนประติมากรรมขนาดย่อมมากกว่าอาหารนะเนี่ย
 
 
ต่อกันด้วยคัพเค้กที่ไม่คัพเค้ก เหมือนคาร์โบไฮเดรตโคฟเป็นหินมากกว่า กับ Thai Cupcake Wanting to be Western ที่เลือกปรุงด้วยมันฝรั่ง แต่ท้าทายความเข้าใจเดิม ๆ เกี่ยวกับมันฝรั่งด้วยการเปลี่ยนรูปมันให้เป็นอย่างอื่น แล้วอร่อยด้วยนะ! จากนั้นเขาก็ไม่แผ่ว จัดเมนูต้มยำภาคต่อมาให้เราลองทันที กับเจ้า Looking at Tomyum Prawn from Far Away Part II ที่มองยังไงมันก็เป็นส้ม! และ ๆ ๆ มันมาแค่เปลือก! แต่เปลือกนั้นมันทานได้หมดจ้า เวอร์มาก โดยเชฟเอาเปลือกส้มไปเชื่อมจนหมดรสขม และได้เทกซเจอร์ที่ 'ใช่' หยิบพลิกดูด้านล่างจะพบว่ามันสอดไส้ไอศกรีมรสชาติสุดล้ำ เวอร์วังอลังการไปอีก
 
 
 
ไม่จบกับมหากาพย์นี้สักที เพราะเขามี Looking at Tomyum Prawn from Far Away Part III มาจ่อกันเลย (The Godfather หรืออะไรแน่เนี่ย?) กับงานมะกรูดปรุงรส ที่เราบอกมากกว่านี้ไม่ได้ เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์ คือไม่รู้เขาคิดมาได้ยังไง แต่เริ่ดอะ ทานหมดแล้วยังไม่ทันหายงงกับความ sophisticate ทั้งหมดดี เขาก็อาศัยช่วงชุลมุน เสิร์ฟ Study of Perspective เมนูปิดท้ายที่หลอกเราว่าเป็นพริก แต่จริง ๆ มันคือ 'ของหวานในร่างพริก' ซับซ้อนไปอีกแน่ะ เฮ้อ ทานไปเดาไปจนเหนื่อย (แต่อร่อยเหนือจริงสุด ๆ เลยนะ) ต้องจิบดริงก์ส่งท้ายล้างปากกันสักหน่อย
 
 
 

"ผมต้องการสร้างบรรยากาศและประสบการณ์แปลกใหม่ให้ลูกค้า ผมอยากเชื้อเชิญให้ทุกคนได้ลองตั้งคำถามและตีความคำว่า 'อาหาร' ดูใหม่"

 
จริงอย่างที่เชฟศรีลพูด เราลองทั้งคอร์สแล้วพบความเป็นไปได้อีกมากมายในสิ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็น 'ปัจจัย 4' และเราทุกคนต่างก็คุ้นเคยดี  บอกเลยว่ามื้อนี้เปลี่ยนความคิดเราเกี่ยวกับอาหารไทยไปเยอะทีเดียว เป็นร้านที่ทั้งเก๋ ทั้งอร่อย และ 'คอมพลีต' เอามาก ๆ ฟู้ดดี้สายไฟน์ไดนิ่งพลาดไม่ได้จริง ๆ รู้แล้วว่าทำไมเปิดจองกี่ครั้งก็เต็มเร็ว (เขารับแค่ลูกค้าจองล่วงหน้าเท่านั้น!)
 
Soimilk Says: เป็นไฟน์ไดนิ่งที่ไม่ได้ขาย 'อาหาร' ซะทีเดียว แต่ขาย 'ประสบการณ์' การรับรู้รสชาติในแบบที่ไม่เหมือนใคร ลงตัวทั้งอินทีเรียร์ ทั้งอาหาร และทั้งไวน์ซีเลกชัน หากจะตีราคาเป็นมื้ออาหารหนึ่ง ๆ ก็พูดอย่างตรงไปตรงมาได้ว่าราคาเกือบครึ่งหมื่น (ยังไม่รวมไวน์) ถือว่าแรงพอตัว แต่ถ้านับรวมกระบวนการในการครีเอตทุกเมนูแล้ว เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อ สมราคาและค่า 'ออกแบบอาหาร' ของเชฟแล้ว (ป.ล. เมนูจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามวัตถุดิบนะจ๊ะ ใครอยากลองแบบที่เราเพิ่งลองไป รีบมา!)
 
Small Dinner Club อยู่ในโครงการ Charoen43 Art & Eatery ถ.เจริญกรุง เยื้องทางเข้า Warehouse 30 เวลาทำการ พฤหัส - อาทิตย์ 18:00 - 23:00 น. ติดตามข่าวสารได้ทาง IG @sdc.bkk และจองที่นั่งได้ทาง smalldinnerclub.com
 

เครดิตข้อมูลและรูปภาพ SDC, นรณฏฐ ไชยคำ
AdSense
AdSense
AdSense