ถ้าพูดถึงทำเลแถว ๆ ซ.สุขุมวิท 13 ไม่ว่าใครก็ต้องคิดถึงแสงสีหรือความหวือหวาแบบตื่นตาตื่นใจในฉบับแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน สำหรับสายไนต์ไลฟ์โดยเฉพาะ ซึ่งเราดีใจมาก ๆ ที่ในที่สุดก็มีใครกล้าฉีกแนวมาทำอะไรที่แตกต่าง เอาใจสายชิลล์แบบเราบ้าง ด้วยพิกัดลับเปิดใหม่อย่าง Monkey Pod ที่จับเอาบ้านไม้สักหลังสุดท้ายที่เหลือรอดมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแปลงโฉมให้กลายเป็นร้านอาหารลูกผสมที่ตอบโจทย์มนุษย์สุขุมวิทรุ่นใหม่อย่างเราแบบ 100% เต็ม ไม่มีหักคะแนน!


ถึงจะบอกว่าเป็นบ้านเก่าตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แถมยังอยู่ในทำเลที่เป็นย่านชุมชนใจกลางสุขุมวิท แต่ใครที่ได้ก้าวเท้าเข้าไปเยือน Monkey Pod คงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองและหลงรักร้านชิลล์เอาต์แห่งนี้แบบถอนตัวไม่ขึ้นตั้งแต่แรกเห็น เพราะบ้านหลังนี้กินพื้นที่ขนาดใหญ่จนไม่อยากคิดว่ามูลค่าของที่ดินจะมากขนาดไหน
สวนโล่ง ๆ ด้านหลังถูกสะกดไว้ด้วยมนตร์เสน่ห์ของต้นก้ามปูขนาดยักษ์อายุเท่าตัวบ้าน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนสีเขียว ที่แทบจะหาไม่ได้อีกแล้วในย่านนี้ เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้แทบทุกคนที่มาเยือน Monkey Pod ต่างประทับใจในร่มเงาและความร่มรื่นในช่วงกลางวัน และความชิลล์ของสายลมเย็นสบายรอบ ๆ ต้นก้ามปูในช่วงเย็นย่ำค่ำคืน นี่เลยเป็นที่มาของชื่อร้านที่ตั้งขึ้นตามต้นก้ามปู ที่เปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของบ้านหลังนี้นั่นเอง

ไม่ใช่แค่ไฮไลต์บริเวณสวนต้นก้ามปูด้านหลังเท่านั้น แต่ตัวบ้านเองก็มีความเลอค่าที่เจ้าของอยากเก็บรักษาไว้ ทั้งโครงบ้านที่คงสภาพเดิมไว้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ยังคงกลิ่นอายความวินเทจไว้ได้อย่างมีรสนิยม แต่ความเก่าแก่โบราณก็ยังแฝงความร่วมสมัยเอาไว้ด้วยงานกราฟฟิตีที่ปรากฏอยู่รอบ ๆ บริเวณบ้าน เพื่อเล่นคำกับชื่อร้านอย่าง Monkey Pod นั่นเอง เราเลยจะได้เห็นเจ้าลิงยักษ์ในลายเส้นสมัยใหม่อยู่โดยรอบ เพื่อตัดเลี่ยนแล้วความวินเทจในหลาย ๆ มุม


ความดีงามต่อมานอกจากบรรยากาศสุดชิลล์แล้ว อาหารของที่นี่ยังเต็มไปด้วยความพิเศษและคอนเซปต์จัดจ้าน จากความตั้งใจของทีมเจ้าของร้านที่แตกไลน์ออกมาจากทีมงาน Blue Elephant ที่พาตัว เชฟดู่ ทวีศักดิ์ พุทธาวงศ์ เชฟอาหารร่วมสมัยเชื้อสายลาว ที่เกิดในประเทศเบลเยียม และไปเติบโตในประเทศอังกฤษ มาเติมเต็มให้คอนเซปต์อาหาร 'ไทยทาปาส' ของร้านนี้นั้นเลอค่ากว่าที่เราจินตนาการไว้หลายสิบเท่า!
เราอยากเริ่มแนะนำจากเมนูทานเล่นจานแรกอย่าง Lao Dog (179 บาท) จานลูกผสมที่นำเอาหลากหลายวัฒนธรรมมาจับคู่เข้ากัน เริ่มจากบันหมั่นโถวทอดสูตรไต้หวันหอมกลิ่นนมเนย ทานคู่กับสิ่งที่เรียกว่า 'ไส้กั๋ว' สูตรพิเศษประจำตัวเชฟ ที่เป็นลูกผสมระหว่างไส้กรอกอีสานแบบลาว และไส้อั่วแบบเหนือ ท็อปด้านบนด้วยแจ่วมะเขือเทศรสเผ็ดที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Tomato Ketchup นั่นเอง


ต่อด้วยจานหลักที่ควรค่าแก่การสั่งมาแชร์กับเพื่อน ๆ อย่าง Klong Pai Chilli Chicken (389 บาท) ไก่ Free-range (ไก่เลี้ยงแบบฟาร์มเปิด) ที่เชฟไปสรรหาวัตถุดิบสุดพรีเมียมนี้มาจากฟาร์มคลองไผ่ที่โคราช อบด้วยพริกเหลืองจนนุ่ม พร้อมด้วยเทคนิคลับที่ถึงแม้เนื้อจะนุ่มฉ่ำแต่หนังนั้นกรอบฉ่า เราชอบที่เชฟเสิร์ฟมาคู่กับซอส Chimichurri สูตรใหม่ ที่ผสมสมุนไพรฝั่งอีสานอย่างผักชีลาวและสะระแหน่ลงไปด้วย
ส่วนถ้าใครอยากอิ่มจุก ๆ ปิดท้ายมื้อพิเศษแสนชิลล์นี้ เราขอแนะนำให้สั่งเมนูเอาใจสายคาร์บของเชฟอย่าง ข้าวผัดแจ่วบอง (169/279 บาท) ที่มีให้เลือกทั้งหน้าหมูปลาร้า และเนื้อแบล็กอังกัส ซึ่งทีเด็ดอยู่ที่ข้าวผัดแจ่วบองแบบลาวที่ละมุนสุดในสามโลก เสิร์ฟคู่กับไข่แดงดองซีอิ๊วที่ให้กินจานนี้อีก 10 รอบก็ยอม!

นอกจากอาหารสไตล์ไทยทาปาสสุดล้ำแล้ว ขนมหวานของเชฟดู่ยังเทพสุดในสามโลกไม่แพ้กัน อย่าง Oops.. We Copied A 3-Star Chef (119 บาท) เมนูของหวานชื่อตลกร้าย ที่บอกตรง ๆ เลยว่าได้แรงบันดาลใจมาจากขนมหวานของเชฟมิชลิน 3 ดาว ซึ่งจับเอาทาร์ตมะนาวมาแปลงโฉมใหม่ ด้วยการเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมนมสด ครีมส้มซ่า และซอสโหระพา เป็นขนมหวานที่เรายกให้เป็นอันดับ 1 ในปีนี้ เท่าที่ลองชิมมา ใครที่แวะไปร้านนี้ก็อย่าลืมเผื่อท้องไว้ตบของหวานปิดท้ายด้วยล่ะ!
Soimilk Says: ถึงจะรู้มาอยู่แล้วว่านี่เป็นโปรเจกต์น้องใหม่จากฝีมือเครืออาหารยักษ์ใหญ่อย่าง Blue Elephant ที่เราเชื่อในฝีมือเสมอมา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะบอกว่ามันเกินความคาดหมายไปมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งตัวบ้านและพื้นที่สวนสีเขียวสุดอลังการที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีหลงเหลือในย่านนี้ รวมถึงความไปสุดทางในด้านอาหารที่เปิดโอกาสให้เชฟได้โชว์ของอย่างเต็มที่ไม่มีกั๊ก บอกเลยว่าถ้าเปิดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เมื่อไหร่ เราเชื่อว่านี่คงเป็นอีกหนึ่งพิกัดชิลล์เอาต์ที่จองโต๊ะยากที่สุดในย่านนี้อย่างแน่นอน!
Monkey Pod ซ.สุขุมวิท 13 เวลาทำการ ทุกวัน 11:00 - 21:00 น. โทร. 02-115-9830 BTS นานา fb.com/Monkeypodbkk