หนึ่งในร้านอาหารอิตาเลียนที่คอพาสต้ารู้จักกันดีอย่าง La Dotta ทองหล่อมีน้องสาวแล้ว ! เราเชื่อว่าหลายคนคงรู้ว่า La Dotta จริงจังเรื่องพาสต้าเส้นสดขนาดไหน (หากยังไม่รู้ ลองกลับไปอ่านเรื่องราวเมื่อคราวที่เราแวะเวียนไปร้านที่สาขาทองหล่อกันอีกครั้งได้ที่นี่) และผ่านไปเพียงปีกว่า ๆ เขาก็ได้คลอดสาขาที่ 2 ออกมาแล้วกับ La Dotta La Grassa ที่เพิ่งเปิดสด ๆ ร้อน ๆ ได้ไม่กี่สัปดาห์ คราวนี้มาตั้งอยู่ย่านอโศก แถมยังมีอะไรมากกว่าพาสต้าอีกด้วย


หากใครยังไม่รู้ La Dotta เป็นร้านในเครือเดียวกับ Vesper ค็อกเทลบาร์เท่ ๆ บนถนนสีลม และ Il Fumo ร้านอาหารอิตาเลียนไฟน์ไดนิ่งแถวถนนพระราม 4 บ่อนไก่ ซึ่งนำโดยคุณโชติพงษ์ และคุณเด็บบี้ ลีนุตพงษ์ นั่นเอง สำหรับ La Dotta ทั้งคุณโชติพงษ์และคุณเด็บบี้คิดกันไว้แล้วว่านี่น่าจะเป็นแบรนด์ที่สามารรถขยายสาขาออกไปได้มากกว่าที่มีอยู่ จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงได้เห็น La Dotta La Grassa แห่งนี้ ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าร้านนี้จะเกิดขึ้นมาง่าย ๆ แบบคิดอยากมีสาขาสองก็เปิดได้เลย เพราะคุณเด็บบี้เองก็ตระเวนไปทั่วกรุงเทพฯ อยู่หลายเดือนเหมือนกันกว่าจะเจอพื้นที่ตรงนี้ และเราต้องบอกว่านี่คือชัยภูมิที่แท้ทรู เพราะเดินทางะสดวกโยธิน แค่ลงบีทีเอสอโศก แล้วเดินเข้ามาในซ. สุขุมวิท 19 นิดเดียว ก็จะเจอร้านอาหารอิตาเลียนสีน้ำเงินสดที่อยู่ข้าง ๆ โรงแรม Sacha's Hotel Uno แล้ว ซึ่งเจ้าของโรงแรมแห่างนี้ก็เป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ของ La Dotta La Grassa ด้วยเช่นกัน

คำว่า La Grassa คือชื่อเล่นของเมืองโบโลญญ่า ประเทศอิตาลี เมืองที่โดดเด่นเรื่องอาหาร (โดยเฉพาะพาสต้า) นั่นเอง ร้านสาขานี้มีดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยสีสันเจ็บจี๊ดเหมือนเดิม เพิ่มเติมด้วยความสมมาตรของทางร้านสไตล์เวส แอนเดอร์สัน การเลือกใช้โทนสีน้ำเงิน-ชมพูพาสเทลคู่กันเป็นอะไรที่ขัดกันแต่ลงตัวมาก ๆ ยิ่งมีกราฟิกโมเดิร์น ๆ ที่เป็นไอคอนเส้นพาสต้า conchiglie และวลีเก๋ ๆ ในสไตล์นีออนดัด ก็ยิ่งช่วยเพิ่มสีสันให้กับร้านได้เยอะเลยทีเดียว แอบรู้มาว่าการตกแต่งของร้านนี่มาจากไอเดียของคุณโชติพงษ์เองด้วยนะ


สำหรับสาขานี้เขาบอกว่าตัวเองเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแบบครบครัน แม้จะยังมีเมนูพาสต้าเป็นตัวน้ำอยู่ แต่ก็มีเมนูอิตาเลียนอื่น ๆ พร้อมเสิร์ฟเช่นกัน ทั้งเมนูเนื้อ ซีฟู้ด หรือกระทั่งของหวานและค็อกเทลให้ดื่มกันก็มี ที่นี่เขาได้เฮดเชฟอย่าง Luca Capitanio และเชฟพาร์ตเนอร์ Francesso Deiana มาช่วยกันครีเอทเมนูใหม่ ๆ สำหรับที่นี่ให้เราได้ลองกัน เริ่มจากจานพาสต้าเมนูคลาสสิคอย่าง Cabonara in Original Roman Style (390 บาท) ที่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาตั้งแต่เส้นพาสต้าแล้ว เพราะที่สาขานี้เขาอิมพอร์ตเครื่องทำพาสต้าเส้นสดราคาแรงมาใช้ที่ร้าน แต่รับรองว่าเส้นที่ได้นั้นเยี่ยมยอดมาก ๆ เส้นพาสต้าทุกแบบเป็นเส้นสดทั้งหมด (ยกเว้นลิงกวินี) เส้นที่ได้จึงนุ่ม เหนียว และอร่อย คาโบนาราจานนี้เราเลือกเส้น Bucatini ผัดกับเนื้อแก้มหมูรมควัน, Pecorino Romano และไข่แดงข้น ๆ ใครชอบเค้ม ๆ มัน ๆ ต้องจานนี้เลย รับรองว่าไม่เสียใจแน่

นอกจากนี้ที่สาขานี้ยังมีเมนูหมวด Chef's Twist ซึ่งเป็นส่วนเมนูที่จับเอาเชฟทั้ง 3 คนที่ช่วยคิดเมนูของร้าน (เชฟลูก้า เชฟฟรานเซสโก และเชฟลีซาน จาก Il Fumo ก็มาร่วมด้วย) ใหม่ ๆ มาให้เราได้ลองชิมกัน ซึ่งแต่ละเมนูก็น่าลองเอามาก ๆ เช่น เมนูตับห่านกับเห็ดป่า หรือจะเป็นสปาเกตตี้ไข่หอยเม่น แต่ที่เราเลือกลองชิมคือ Wagyu Mac & Cheese (540 บาท) แมคแอนด์ชีสที่เลือกใช้เส้น Conchiglie ไอคอนของทางร้านมาเจอกับเนื้อออสเตรเลียนวากิว, มอสซาเรลลานมวัว นำไปอบและกริลล์อีกรอบ จานนี้แน่น ๆ เราว่าเหมาะกับแบ่งกินกัน 2 มากกว่า แต่รสชาติดีมาก ไม่เลี่ยนเลย กินได้เรื่อย ๆ เพลิน ๆ


ฝั่งเมนูเนื้อและซีฟู้ดก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เราลองสั่ง Slow Cooked Crispy Skin Sucking Pig (690 บาท) ในสไตล์ Sadinian แท้ ๆ (เพราะเชฟก็มาจากที่เมืองนี้แหละ) ขาลูกหมูมาในขนาดกำลังดี เนื้อเปื่อยแบบใช้ส้อมจิ้มปุ๊บเนื้อยุ่ยปั๊บ ตรงนี้แหละที่ชอบ แต่ที่ชอบกว่าคือหนังหมูที่กรอบจริงอะไรจริง จิ้มกับซอสเกรวี่เช้ากันมาก ๆ แต่ส่วนตัวเราว่าถ้าซอสรสเข้มกว่านี้หน่อยน่าจะช่วยชูโรงได้ดี นอกจากนี้ยังมีของหวานที่เป็นซิกเนเจอร์ของ La Dotta อย่าง Bomboloni (240 บาท / 2 ชิ้น) ก็มีให้ลองชิมที่นี่เช่นกัน เลือกได้ทั้งไส้นูเทลลา ริคอตตากับน้ำผึ้ง บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก ทิรามิตสุ และสตรอเบอร์รี่กับแชมเปญ แม้จะรอนานหน่อยเพราะเขาทอดทีละชิ้นตามออเดอร์ แต่ก็คุ้มที่รอ เพราะอร่อยแบบร้อน ๆ นี่แหละที่เราต้องการ


ฝั่งเครื่องดื่มเองก็ได้มิกซ์โซโลจิสอย่าง Palm Muttarattana จาก Vesper มาออกแบบเมนูค็อกเทลทั้งคลาสสิคและสูตรพิเศษให้ได้ลองชิมกัน เราลองสั่งทั้งค็อกเทลชื่อเก๋อย่าง Rome with a View (360 บาท) ที่ผสมระหว่าง Campari, Mancino Secco ใส่มะนาว น้ำเชื่อม และโซดา ดื่มแล้วชื่นใจลื่นคอ ส่วนสายไม่ใฝ่แอลกอฮอล์ขอให้ลอง Red Blush (180 บาท) ที่ยกผลไม้สีแดงทั้งสตรอเบอร์รี่และราสเบอร์รี่ มาผสมกับโทนิค มินต์ และมะนาว หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ ซ่า ๆ ช่วยตัดความครีมมี่ของอาหารอย่างพาสต้าซอสครีมได้ดีเลยแหละ
Soimilk Says : เราว้าวตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้านของ La Dotta La Grassa แล้วเพราะดีไซน์ของร้านที่นี่สวยมากจริง ๆ ส่วนพาสต้ายังคงไว้ใจได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเมนูอื่น ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย แถมไม่ว่าจะมาช่วงไหนของร้าน ก็มีคอร์สเมนูต่าง ๆ รองรับ ทั้งมื้อเช้า (ใช่แล้ว ที่สาขานี้มีอาหารเช้าขายด้วย) มื้อกลางวันที่มี Smart Lunch เช่นเดียวกับ La Dotta สาขาแรก มื้อเย็นที่เลือกเครื่องดื่มได้หมดทั้งค็อกเทลหรือไวน์ นั่งกันยาว ๆ ไปจน 5 ทุ่ม ดีงามที่สุดคือร้านนี้ไม่มี Service Charge เลยด้วย
ชั้น G โรงแรม Sacha's Hotel UNO 28/19 ซ.สุขุมวิท 19 โทร. 02-254-9599 BTS อโศก แล้วเดินเข้าซอยประมาณ 200 เมตร www.fb.com/ladottalagrassa