แสงธรรมชาติที่สาดลอดหน้าต่างทรงลาดแบบห้องใต้หลังคาเข้ามาพอรำไร พร้อมที่นั่งริมหน้าต่างที่ถูกปูด้วยเบาะทรงสี่เหลี่ยมสีเหลือง เปิดโอกาสให้เราได้ปีนขึ้นไปนั่งเล่นพร้อมกาแฟแก้วโปรดและทอดสายตามองบรรยากาศอันคราคร่ำไปด้วยผู้คนของย่านพร้อมพงษ์ที่ด้านล่างในช่วงกลางวัน บวกกับเสียงดนตรีแจ๊สคลอเบา ๆ จากมุมหนึ่งของร้าน ที่ศิลปินจะแวะเวียนมาเล่นกันสด ๆ ด้วยเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น ส่งผลให้กลิ่นอายทั้งหมดทั้งมวลของ Mutual Bar ที่เคยคึกคักในพาร์ตกลางคืน กลายมาเป็น Mutual Cafe แสนสงบในพาร์ตกลางวัน อบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ชวนให้เรารู้สึกเหมือนเปิดประตูเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ของเพื่อนฮิปสเตอร์สักคนในนิวยอร์กซิตี


เราชอบไวบ์ของการเป็นคาเฟ่ช่วงกลางวัน ที่เหมือนส่องสปอตไลต์ลง ณ ใจกลางเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่มสไตล์ติกิ การมีแสงธรรมชาติในช่วงกลางวัน ช่วยเปิดให้เห็นรายละเอียดของการตกแต่งบางอย่างที่เราอาจมองข้ามไปในช่วงกลางคืน และจากบาร์ที่เคยรายล้อมไปด้วยผู้คนนั่งเก้าอี้สูงจนแทบจะมองไม่เห็นบาร์เทนเดอร์ ตอนนี้ในช่วงกลางวัน ลูกค้าทุกคนสามารถดื่มด่ำเอ็นจอยการตกแต่งแสนเก๋ได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร แถมที่นั่งรอบ ๆ เคาน์เตอร์รวมถึงโต๊ะใหญ่ ณ ใจกลางร้าน ยังเปิดโอกาสให้เหล่าชาว WFH ทุกคนได้ขนคอมพิวเตอร์มากางทำงาน และใช้สเปซเพื่อสร้างสรรค์โปรเจกต์ส่วนตัวกันได้อย่างเต็มที่ด้วย


และไหน ๆ ก็จะใช้ชื่อเดียวกัน รวมถึงมีผู้อยู่เบื้องหลังเป็นทีมอเวนเจอร์เดียวกันกับพาร์ตกลางคืนทั้งที ดริงก์ชูโรงของร้านฝั่ง Mutual Cafe หลาย ๆ ตัว เลยถูกทวิสต์มาจากซิกเนเจอร์รุ่นพี่จากฝั่งกลางคืนที่มีอยู่ก่อนแล้ว อาทิ The Gentle Woman (145 บาท) เครื่องดื่มมาดขรึมสำหรับสุภาพสตรีที่ดัดแปลงมาจาก The Gentleman ค็อกเทลสายโอลด์แฟชั่น ซึ่งพอมาเป็นเครื่องดื่มแบบไร้แอลกอฮอล์ ก็ยังคงความเข้มขรึมไว้ด้วยการเสิร์ฟชาเอิร์ลเกรย์แบบเย็นมาในแก้วชาร้อนสไตล์ผู้ดีอังกฤษ นอกจากเซอร์ไพรส์ด้วยการเสิร์ฟในแก้วที่หลอกตาพร้อมกลิตเตอร์ประกายมุกแสนเก๋แล้ว ยังเซอร์ไพรส์ด้วยรสแฝงของมินต์และบลูเบอร์รี ที่เข้ากันดีกับบิสกิตหอมมันเนยที่เสิร์ฟมาคู่กัน
แก้วถัดมาอย่าง Aroon-Sawad (160 บาท) ก็เป็นการเล่นคำไปกับค็อกเทลของร้านที่ชื่อ Vivid Midnight ด้วยการสร้างเครื่องดื่มสีแปลกตาที่สื่อถึงช่วงกลางคืน โดยใช้ผงดาร์กช็อกโกแลตมาทำเป็นเครื่องดื่มรสหวานมัน ท็อปด้วยโฟมนุ่ม ๆ ที่ทำขึ้นจากไข่และชีสที่ด้านบน

Romeo's Kiss (125 บาท) คืออีกหนึ่งแก้วที่คู่ควรแก่การสั่งมาทำคอนเทนต์แบบสุดปัง เพราะนอกจากจะรสเปรี้ยวหวานจากน้ำว่านหางจระเข้ผสมไซรัปดอกหอมหมื่นลี้และกุหลาบแล้ว ยังให้สีสวยด้วยผงดอกอัญชันสีม่วงที่แอบผสมผงกลิตเตอร์ลงไปเรียกเสียงกรี๊ดให้สาว ๆ ทุกคน ใครที่เคยแวะเวียนมาที่นี่ยามค่ำคืนแล้วติดใจกับเมนู Juliet's Lips ควรกลับมาลองเมนูใหม่ที่แสนจะคลีนนี้สักรอบ

อีก 2 แก้วซิกเนเจอร์สุดท้ายที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ Wabi-sabi (125 บาท) เครื่องดื่มสายรีเฟรชชิ่งแก้วเล็กที่ถูกดัดแปลงมาจากค็อกเทลประจำร้านที่ชื่อ Biomimicry ซึ่งมีวัตถุดิบลับคือวาซาบิเหมือนกัน แต่เมื่อนำมาทำเป็นเครื่องดื่มแบบ non-alcohol ก็กลายเป็นอร่อยไปอีกแบบ ด้วยการผสมอะโลเวร่า น้ำมะนาวดอง น้ำผึ้ง และไซรัปใบเตยลงไป ปิดท้ายด้วย Central Perk (145 บาท) แก้วพิเศษที่ได้หยิบเอาแรงบันดาลใจจากชื่อ Big Apple ของนิวยอร์ก มาสร้างเป็นกิมมิกสนุก ๆ ด้วยการนำแอปเปิลฝานบาง ๆ มาท็อปด้านบนกาแฟโคลด์บริวสูตรพิเศษของทางร้านที่มี่ส่วนผสมของคาราเมลและอบเชย
Soimilk Says: ถึงแม้ไวบ์ตอนกลางวันจะไม่ใช่แจ๊สคลับสุดครึกครื้นที่ผู้คนยืนฟังดนตรีกันอย่างแน่นขนัดแบบที่เราคุ้นชิน แต่การได้กลับไปเยือนที่นี่อีกครั้งในช่วงกลางวัน ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ใครจะคิดว่าวันนึงเราจะได้แวะนั่งจิบกาแฟแทนจิบเหล้าในมุมสงบ ๆ เหนือถนนเส้นที่แสนจะวุ่นวายกลางกรุงแบบนี้ แล้วยังไม่นับว่าที่นี่เขาซัพพอร์ตทีมงานและศิลปินประจำร้านมาอย่างต่อเนื่องด้วยนะ คู่ควรต่อการแวะไปทักทาย-อุดหนุนจริง ๆ จ้า
Mutual Cafe ชั้น 5 ซ.สุขุมวิท 24 เวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. โทร. 02-550-6820 fb.com/MutualBar