เคบินโทนสีอุ่น ลูกผสมความเป็นญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวีย

แรงบันดาลใจจาก Black Hills หนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาที่รายล้อมไปด้วยผืนป่าและบรรดาเคบิน (Cabin) กระท่อมไม้ที่ปลูกอยู่ทั่วไปท่ามกลางเนินเขาของ Black Hills ถูกหยิบยกมาเล่าเรื่องราวภาคต่อของบาร์กาแฟเปิดใหม่ล่าสุดในย่านลาดพร้าวแห่งนี้ในชื่อ Blackhills Bkk
พื้นที่กว่าครึ่งร้านถูกอุทิศให้เคาน์เตอร์บาร์ท็อปไม้สีอ่อน ดูเรียบแต่โก้ โมเดิร์นแต่ยังมินิมอล ส่วนผนังฝั่งตรงข้ามเองก็ถูกแต่งเติมแบบเรียบง่ายแต่ได้ใจความ ด้วยชั้นวางของในสีโทนเดียวกับเคาน์เตอร์ บาลานซ์ความรู้สึกของบาร์กาแฟแห่งนี้ให้ค่อนไปในทิศทางลูกครึ่งผสมระหว่างการตกแต่งแบบสแกนดิเนเวียน แต่ก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแบบสโลว์บาร์เท่ ๆ สักแห่งในโอโมเตะซานโดะ
สไตลิสต์อาหารสู่บาริสต้าสายคราฟต์
หลังจากความประทับใจในความเนิบช้าของบาร์กาแฟเรียบ ๆ แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น พี่ปู-ปรางรัตน์ ฤกษ์สง่า และ พี่ปืน-นุชา ใจทิพย์ คู่รักเจ้าของร้านนี้เลยนำเอาแรงบันดาลใจนี้มาผสมรวมกับความถนัดด้านงานดีไซน์ สู่ความจริงจังที่เพิ่มเลเวลขึ้นตั้งแต่กลับมาไทย และสานฝันต่อจนได้เปิดร้านกาแฟแห่งแรกเป็นของตัวเอง

หากใครตามไอจีถ่ายภาพด้านแฟชั่นและอาหารอยู่บ้าง ชื่อของทั้งพี่ปืนและพี่ปูคงเป็นหนึ่งในชื่อคุ้นหูจากการคร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมสไตลิสต์และช่างภาพด้านอาหารและแฟชั่นของทั้งคู่ ซึ่งนี่น่าจะเป็นความน่าสนใจและความได้เปรียบอย่างหนึ่งที่ทำให้ Blackhills Bkk โดดเด้งออกมาจากร้านกาแฟที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จักจบจักสิ้นในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรื่องของการดีไซน์ร้าน การคุมอุณหภูมิแสงและโทนสี ยันความคราฟต์ที่ถ้าไม่ใช่สไตลิสต์กับช่างภาพบ้าพลังแบบสองคนนี้ ก็คงไม่มีใครกล้าทำแล้วล่ะ!
กลับสู่จุดเริ่มต้น


อีกอย่างที่ดึงดูดใจเราพอ ๆ กับอินทีเรียแบบลูกครึ่งญี่ปุ่น-สแกนดิเนเวีย คงต้องยกให้กับทีมบาริสต้าหนุ่มที่บ้างก็ไว้หนวดไว้เครา บ้างก็สักเต็มแขน หรือบ้างก็มีคาแรกเตอร์ที่ถ้าบอกว่าหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นเรโทรสักเล่มก็คงไม่ผิด ทั้งหมดคุมโทนอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาว และยืนง่วนทำกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์เรียบแต่โก้ด้วยท่าทางกึ่ง ๆ นักทดลอง กึ่ง ๆ ช่างประจำบ้านที่มาพร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือหน้าตาแปลกประหลาดในมือที่ทำให้เรายังตัดสินใจไม่ได้ในตอนแรกว่านี่เป็นร้านกาแฟจริง ๆ รึเปล่า

เครื่องมือทำกาแฟสายสโลว์บาร์แทบจะทุกชิ้นในโลกที่นักชิมกาแฟส่วนใหญ่รู้จัก (แต่อาจยังไม่เคยใช้) ถูกเลือกมาเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของร้านนี้ เริ่มตั้งแต่ Moka Pot, Syphon, AeroPress, Flair Espresso ไปจนถึงเครื่องมือดริปอย่าง V60 และเครื่องสตีมนมสดรูปร่างหน้าตาคล้ายกาต้มน้ำฉบับต้มบนเตาแก๊ส
เมื่อคุยกับพี่ปืนและพี่ปูถึงได้รู้ว่าร้านนี้เขาเน้นการทำกาแฟแบบ Back To Basic เป็นการเดินสวนทางกับยุคปัจจุบันที่เครื่องมือทำกาแฟพัฒนาไปถึงขั้นที่บาริสต้ามีหน้าที่แค่กดปุ่มเดียวก็สามารถสร้างเพอร์เฟกต์ช็อตออกมาได้ง่าย ๆ แต่สำหรับคนสายคราฟต์เยี่ยงเจ้าของร้านและทีมงานแก๊งนี้ การเลือกส่งตัวเองไปศึกษาและเข้าเรียนคอร์สเวิร์กชอปตั้งมากมายเพื่อเข้าใจถึงรากเหง้าการทำกาแฟด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด กลับไม่ใช่เรื่องเสียเวลาแต่อย่างใด ดันเป็นแพชชันที่มีค่าพอหรืออาจจะมากกว่าการเรียนทำกาแฟจากเครื่องเอสเพรสโซแมชชีนซะอีก
"อย่างการบดกาแฟเนี่ย ถ้าเราใช้เครื่องมือไฟฟ้าบด ความร้อนจะทำให้เมล็ดกาแฟเสียกลิ่นอะโรมาที่ควรมีไป" พี่ปืนบอกเราเงียบ ๆ ระหว่างง่วนจัดแจงของที่หลังบาร์ ซึ่งการหวงกลิ่นเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิดของพี่ปืนอาจฟังเป็นเรื่องโอเวอร์เกินไปถ้าเราไม่ได้เห็นราคาของเมล็ดแต่ละตัวที่ร้านนี้ โอเค... พี่หวงแหละดีแล้ว!

อย่างแรกที่เราต้องทำเมื่อมาก้าวเข้าร้านนี้ไม่ใช่การถ่ายรูป (ถ่ายเยอะระวังโดนบ่น) แต่คือการเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเลือกชนิดเมล็ดกาแฟสเปเชียลตี้ที่ถูกคัดสรรมาจากทุกมุมโลก อาทิ Brazil Senhora De Fatima (140 บาท) Costarica SHB Dragon Red Honey (250 บาท) Jamaica Blue Mountain No.1 (520 บาท) ไล่สเกลไปจนถึงเมล็ดหายากงานไฮโซอย่าง Panama La Esmeralde Geisha Natural Private (700 บาท) เลยก็มี
ต่อจากนั้นก็เลือกว่าจะเอาไปชงด้วยอุปกรณ์ชนิดไหน อย่างที่เราเลือกก็เป็นการใช้เครื่องมือดริปธรรมดาไม่เสียตังค์เพิ่ม แต่ถ้าใครเลือกเป็นเครื่องยาก ๆ แบบไซฟอนหรือโมกาพอตก็จะมีราคาบวกเพิ่มมาอีก 30-50 บาท

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตอนเขาใช้เครื่อง Flair Espresso เวลาสกัดช็อตเอสเพรสโซแบบแมนนวล ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า เราเลยลองสั่งอีกแก้วเป็น Iced Americano (110 บาท) เพื่อนั่งจ้องบาริสต้าลายสักเอาเมล็ดกาแฟโคลัมเบียไปบดด้วยมือแบบพิถีพิถัน ก่อนจะอัดลง Flair Espresso เพื่อกลั่นช็อตคุณภาพออกมาเสิร์ฟเป็นอเมริกาโนเย็น


ด้วยความวู่วามที่ดันเผลอตัวไปสั่ง Stickydate Cake (65 บาท) เค้กอินทผลัมโฮมเมดมาพร้อมกับ Carrot Cake (65 บาท) จุด ๆ นี้เลยอยากหาอะไรมาดื่มคู่ด้วย พอดีกับที่เหลือบไปเห็น Matcha Latte (120 บาท) ซึ่งพี่บาริสต้าบอกว่าที่นี่เขาเลือกใช้ผงมัทฉะจากฟาร์มชาเขียวออร์แกนิกของคนไทยในจังหวัดชิซูโอกะมาทำ เราเลยไม่รอช้าสั่งมารัว ๆ จะได้นั่งดูตอนเขาสตีมนมด้วยเตาแก๊สด้วยซะเลย
Soimilk Says: บรรยากาศคลีน ๆ เหมือนตัวเองหลุดไปนั่งในหน้าหนึ่งของนิตยสาร Kinfolk เพลงแจ๊ซคลอเอื่อย ๆ จากแผ่นเสียง และกลิ่มหอมของกาแฟแต่ละแก้วที่เขาพิถีพิถันชง ล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้เราอินกับความคราฟต์และความคูลของบาร์กาแฟแห่งนี้ ขอบวกคะแนนเพิ่มให้กับลุคเท่ ๆ ของแก๊งบาริสต้าที่ทำให้บาร์กาแฟลูกผู้ชายแห่งนี้ดูแมนเหมือนหลุดออกมาจากโลกจินตนาการที่แท้
Blackhills Bkk ซ.ลาดพร้าว 1 แยก 2 เวลาทำการ พุธ-จันทร์ 8:00-17:00 น. (หยุดวันอังคาร) fb.com/blackhillsbkk MRT พหลโยธิน