ยู กตัญญู คือใคร?
สวัสดีครับ ชื่อ ยู-กตัญญู สว่างศรี ส่วนแม่มีหลายชื่อ แม่เปลี่ยนมา 3 ชื่อแล้ว ชื่อแรกชื่อสุนทรีย์ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสิริกร ล่าสุดชื่อธาริณี ทุกวันนี้สับสนชื่อแม่มากครับ ไม่รู้คนไหนแม่ตัวเอง
ทำไมชอบพูดถึงแม่?
เราคิดว่าเวลาเล่าเรื่องอะไร เราจะเล่าอยู่แค่ 2 เรื่องแหละ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เรารักมากๆ ก็คือเรื่องที่เราไม่ชอบมากๆ เรื่องทั่วไปมันไม่ค่อยอยู่ในความคิดของเรา ถ้าไม่บ่นนู่นนี่ ก็คงพูดถึงคนใกล้ตัวนี่แหละครับ และมันอาจจะเป็นสไตล์ของเราไปแล้วด้วยที่ชอบพูดเรื่องแม่ เพราะเราสนิทกับแม่มาก

ทำไมเป็น A Katanyu (อะ กตัญญู)?
มันก็ตลกเนาะที่เราทำโชว์ชื่อ A Katanyu (อะ กตัญญู) แล้วเล่าเรื่องแม่ เอาแม่มาขาย จริงๆ แล้วมันมาจากการเล่น stand-up comedy มันคือการเล่นคนเดียว A (อะ) เป็นกตัญญูคนเดียว เป็นการเล่นคำนั่นแหละ แต่พอเป็นภาษาไทยแล้วมันดูเลวๆ นิดนึง (ขำ)
“เสียงของเรามันก็จะอยู่ในเจเนอเรชั่นเดียวกับเรา
เรามีความเป็นคนเมือง กินกาแฟอยู่ในร้าน ทำงานครีเอทีฟ”
เล่าเรื่องโชว์ The Man Who Stand Up ให้ฟังหน่อย
ต้องเท้าความก่อนว่าบ้านเรามี stand-up comedy ที่เป็นมืออาชีพคนเดียวคือพี่โน้ส (อุดม แต้พานิช) แต่ว่าในต่างประเทศ อย่างในอเมริกานี่มีเป็นร้อยเป็นพันนะ ตั้งแต่เล่นในผับ โชว์เล็กๆ ไปจนถึงโชว์ใหญ่ในระดับที่คนดูมากกว่า 5-6 หมื่นคน ใหญ่กว่า Coldplay อีกอ่ะพูดง่ายๆ
เราคิดว่า stand-up comedy มันเป็นแพลตฟอร์มแบบหนึ่งในการเล่นอะไรแบบนี้ โชว์แบบนี้ ถ้าพูดถึงโชว์ The Man Who Stand Up ของเรา มันก็คืออีกทางเลือกที่เป็นคนที่ลุกขึ้นมาพูด แต่เสียงของเรามันก็จะอยู่ในเจเนอเรชั่นเดียวกับเรา เรามีความเป็นคนเมือง กินกาแฟอยู่ในร้าน ทำงานครีเอทีฟ เรื่องเล่ากับมุกตลกมันจะแตกต่างออกไป เป็นเรื่องใกล้ตัว เรื่องง่ายมากๆ ไปเลย

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำโชว์ stand-up comedy
จริงๆ มันยากทุกขั้นตอนเลยครับ ตั้งแต่ปีที่แล้วที่เล่นก็รู้สึกว่าเราจะทำได้จริงๆ หรอ คือการที่คนคนหนึ่งจะไปพูดให้บรรยากาศมันขำอ่ะ มันดูเหมือนกลายเป็นเรื่อง amazing มากๆ คือต้องโคตรมีพรสวรรค์อ่ะ นั่นคือเรื่องหนึ่งในการโชว์ให้ดีที่สุด ให้คนสนุกไปกับโชว์ อีกอย่างคือการทำโชว์ให้เป็น business ทำให้ขายตั๋วได้ ทำให้มีสปอนเซอร์เข้า มันก็เป็นเรื่องที่ยาก แต่เราผ่านเฟสนั้นมาแล้ว เราสามารถทำได้
สุดท้ายแล้วมันคือตัวเราในฐานะศิลปิน จะทำโชว์ยังไงให้ดีที่สุด ตัวเราในฐานะโปรโมเตอร์ตัวเอง จัดเอง ขายเอง ทำเอง ทำยังไงให้มันสำเร็จในแง่ของการ management โชว์ และส่วนที่ต้องทำในระยะยาวคือการสร้างคัลเจอร์ด้วยการ educate และมีกลุ่มคนใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมา

ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงแค่ไหน?
มันเหมือนขึ้นเวทีไปเสี่ยงตายอยู่ตลอดเวลาครับ ต้องมีไหวพริบว่าเราจะเอาอะไรมาเล่น อย่างเราเคยโชว์แล้วมันมีจังหวะต้องกินน้ำ มันเงียบมาก แล้วมีเสียงแอร์ดังกึกๆๆ เราก็มองขึ้นไปแล้วคิดว่ามันเงียบเกินไปว่ะ ลองฟังเสียงแอร์ แล้วปล่อยให้แอร์ดัง ปรากฏว่าคนดันขำ เราก็เลยยิงมุกแอร์ York ยี่ห้อ York ใครอยากได้แอร์ดังซื้อเลย มันก็แซวได้ เหมือนต้องทิ้งอะไรไว้ให้ตัวเองเล่น เป็นการบริหารบรรยากาศนั่นแหละ
“มันไม่มีคัลเจอร์ให้คนเข้าใจว่าข้างบนมันคือเกมของการละเล่นทางความคิด”
พูดถึงวงการ stand-up comedy ในเมืองไทย
มีเรื่องข้อจำกัดนะครับ อย่างต่างประเทศเขาเล่นกันได้สุดๆ มุกมันไปไกลมาก เล่นได้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องเพศ อำนาจรัฐ หรือกฎหมาย บ้านเรามันมีปัจจัยหลายอย่างที่ยังไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ข้อแรกคือมันไม่มีคัลเจอร์ของการเล่น stand-up comedy มันมีแค่ number one คนเดียว [หมายถึงคุณโน้ส-อุดม] มันไม่มี number two ด้วยซ้ำ
มันไม่มีคัลเจอร์ให้คนเข้าใจว่า ข้างบนมันคือเกมของการละเล่นทางความคิด ที่เราบอกว่าเรื่องนี้ตลก แต่เราไม่ได้คิดแบบนี้ทั้งหมด อันนี้เป็กฎเกณฑ์ที่ต้องค่อยๆ ทำให้คนเข้าใจว่า เวทีแบบนี้มันก็คล้ายกับวีดีโอของ RAP IS NOW ที่เขาด่ากันแรงๆ หยาบๆ แต่เขาไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ มันเป็นการเล่นคำชนิดหนึ่ง

ศิลปินตลกหน้าใหม่
มันแอบเหมือนขึ้นไปเสี่ยงตายบนเวทีอยู่ตลอดเวลา ข้อแรกคือคนดูไม่ได้เชื่อถือเรา ไม่ได้รักเราอ่ะ แต่เมื่อไหร่ที่เป็นที่รักแล้ว ถ้าเล่นน้อยไป คนก็จะเพิ่มให้ ถ้าเล่นมากไป คนก็จะลดทอนให้ แต่หน้าใหม่คือต้องพิสูจน์จากสิ่งที่พูดจริงๆ ถ้าคนดูเงียบ ถ้ามุกมันไม่ฮา ก็ถือว่าอยู่ในวาระแห่งความสงบร่วมกันนะครับ (ขำ)
“ความเหมือนของมันก็คือเรายังเป็นคนเล่าเรื่องเหมือนเดิม”
ความเหมือนและแตกต่างของนักเขียน พิธีกร ครีเอทีฟ และเดี่ยวไมโครโฟน
จริงๆ มันแตกต่างกันหมดเลยครับ แต่ความเหมือนของมันก็คือเรายังเป็นคนเล่าเรื่องเหมือนเดิม ยังเป็นคนที่เรียบเรียงเรื่องราว แต่ว่าเป้าหมายและระหว่างทาง มันมีอรรถรสและ message คนละแบบ
ผมว่าการอ่านหนังสือมันเป็นการปะทะกับนอ่าน คนอ่านเป็นคนดำเนินสถานการณ์ อยู่กับตัวเอง อยู่กับความคิดที่มันโต้ตอบกันไปมาตรงนั้น แต่ในขณะที่การทำโชว์มันคือการปะทะกับคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน แล้วมันมีฟี้แบ็คทันที บรรยากาศก็จะสะใจกว่า สดชื่นกว่า
ผลงานในอนาคต
นอกจากโชว์ The Man Who Stand Up แล้ว ก็กำลังจะมีหนังสือออกครับ เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คชื่อ 30 ปีชีวิตห่วยสัส เป็นเรื่องราวจากโชว์ปีที่แล้ว เรื่องราวของคนที่ต้องเดินมาจุดเข้าสู่ชีวิตวัย 30 ครับ ก็ต้องพบเจอความเปลี่ยนแปลง ความเจ็บปวด เคล้าๆ กันไป เหมือนพูดคุยกับคนรุ่นเดียวกันนี่แหละครับ

โชว์เดี่ยวไมโครโฟน The Man Who Stand Up จะจัดขึ้นทั้งหมด 3 รอบ คือ 22 ก.ย. เวลา 20:00 น. และ 23 ก.ย. เวลา 14:00 และ 20:00 น. ที๋โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เปิดจองบัตรแล้ววันนี้ที่ thaiticketmajor.com