เมื่อเราใช้ชีวิตจนถึงจุดหนึ่งเราจะเข้าใจว่าสิ่งของแต่ละชิ้นมีคุณค่าอยู่ได้เพราะประโยชน์ของมัน และหน้าที่ของเจ้าของสิ่งนั้น ๆ ก็น่าจะรวมถึงการใช้งาน การบรรจุความทรงจำ และการค่อย ๆ ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาด้วย เหมือนอย่างวัตถุไม่กี่ชิ้นที่สร้างอิมแพกต์ต่อเราเหลือเกิน ในฐานะผู้ชมของหนัง Little Women หรือ สี่ดรุณี ที่สร้างจากงานเขียนปี 1868 ที่มีการตีพิมพ์ไปทั่วโลก

เราอยากจะพูดถึงการร้อยเรียงเรื่องของเวอร์ชันหนัง รวมถึงฝีมือการแสดงของหนึ่งในทีมนักแสดงที่ปังที่สุดในฮอลลีวูดนาทีนี้เหลือเกิน แต่สิ่งที่คล้ายจะเป็นหัวใจของเรื่องและเป็นสิ่งที่เราวางไม่ลงจริง ๆ ตั้งแต่ได้ดูมา คือ วัตถุสองสามชิ้นที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก แต่กลับเป็นองค์ประกอบที่เติมเต็มเนื้อเรื่องและตัวละครได้อย่างทรงพลัง

หนึ่งในตัวละครหลักเรื่องนี้คือ เบธ เด็กสาวขี้อายจากบ้านตระกูลมาร์ช ที่เป็นคนติดบ้าน สุภาพ และมักสร้างความสุขจากสิ่งที่พี่น้องของเธอไม่สามารถได้เสมอ นั่นก็คือก็ปล่อยใจไปกับดนตรี และลงมือบรรเลงเปียโนที่ตั้งอยู่กลางบ้าน คล้ายกับว่าการปล่อยให้มันฝุ่นจับอยู่เงียบ ๆ จะเป็นการเสียมารยาทต่อเครื่องดนตรีนั่นล่ะ
เปียโนหลังหนึ่ง ๆ มีคุณค่าขึ้นมาได้ เพราะมีคนมาดีดมันเป็นท่วงทำนอง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านตระกูลมาร์ช ตัวละครหลักในเรื่อง ที่คฤหาสน์ของคุณลอเรนซ์ เพื่อนบ้านผู้มั่งคั่ง หรือแม้แต่ในความทรงจำของคนที่เคยได้ยินได้ฟัง ซึ่งต้องยอมรับว่าการบรรเลงเปียโนแต่ละครั้งเป็นความสวยงามที่สอดแทรกอยู่ในฉากสำคัญของ Little Women ตั้งแต่ต้นจนจบ และเราเชื่อว่าเสียงเปียโนที่ดังขึ้นนั้นจะสัมผัสหัวใจคนดูคนอื่น ๆ (ที่นอกเหนือจากเรา) ได้ไม่มากก็น้อย

ขณะที่ ตัวเดินเรื่องอย่าง โจ พี่สาวคนรอง ก็รักในงานวรรณกรรม ทั้งการเขียนและการอ่าน อย่างลึกซึ้ง จนความชอบที่ว่าเป็นมากกว่างานอดิเรกและมากกว่าอาชีพ เพราะที่สุดแล้วมันกลายเป็นสิ่งที่ชี้นำเธอเมื่อต้องเลือกเส้นทางชีวิต รวมถึงเป็นสิ่งที่ยึดโยงเธอเข้ากับผู้คนรอบตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ฉันชอบเวลาพี่อ่านหนังสือให้ฟัง” เป็นประโยคง่าย ๆ ที่น้องสาวบอกกับพี่สาวของเธอ ซึ่งมากกว่าความพึงใจชั่วครั้งชั่วคราวนั้น มันแสดงให้เห็นว่าการอ่านหนังสือเป็นเสมือนประวัติศาสตร์ระหว่างทั้งคู่ ที่ต่อให้เป็นหนังสือเล่มนี้ แต่คนอ่านเป็นคนอื่น หรืออยู่ในห้วงเวลาอื่น ก็จะพิเศษต่อใจอีกฝ่ายไม่มากเท่านี้
“พี่ไม่ได้เขียนเรื่องของตัวเองแล้ว” อีกประโยคหนึ่งจากบทสนทนาเดียวกับประโยคข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการสร้างสรรค์งานหนึ่ง ๆ เป็นสิ่งที่นักเขียนต้องใส่ต้นทุนลงไปมากเหลือเกิน กว่าที่จะประกอบแต่ละตัวอักษรขึ้นเป็นประโยค จากประโยคเป็นย่อหน้า เป็นหน้า เป็นบท และเป็นเล่ม เล่ม... ที่อาจจะสร้างความพึงใจให้กับน้องสาวของเธอได้ยิ่งกว่านี้ เมื่อมันถูกเขียนขึ้นโดยเธอ

Little Women เวอร์ชันนี้ เลือกที่จะปิดเรื่องด้วยหนังสือเล่มสวยเล่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละย่อหน้า แต่ละวรรคตอน ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน และการจะเกิดเป็นหนังสือเล่มที่ว่านี้ได้ ก็ต้องผ่านความล้มเหลวและไม่พอดีของงานเขียนชิ้นก่อน ๆ มาแล้ว เท่ากับว่าหนังสือเล่มที่ว่านี้เป็นเสมือนแก่นของเรื่อง หรือก็คือสิ่งที่บรรจุความทรงจำของตัวละครทั้งหมดไว้ ทั้งในและระหว่างบรรทัด และใช่แล้ว หนังสือเล่มนี้เขียนโดยโจ
ปากกาที่โจบรรจงหยิบขึ้นมาจุ่มหมึกและตวัดมันอย่างแข็งขัน ประโยคแล้ว ประโยคเล่า คืนแล้ว คืนเล่า ในช่วงท้ายของหนัง กลายเป็นวัตถุที่ทรงพลังเหลือเกินในสายตาคนดู และถ้าเธอเลือกที่จะไม่ใช้งานมันเลย ความนึกคิดของเธอก็คงจะเปล่าประโยชน์ ความทรงจำของเธอต่อวรรณกรรมใด ๆ ก็คงจะเปล่าประโยชน์ หรือแม้แต่เสียงเปียโนที่น้องสาวเธอเล่น ก็คงจะเปล่าประโยชน์เช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้ว Little Women ที่ว่า มันก็คือเรื่องราวของตัวเธอและพี่น้อง และการจรดปากกาลงเขียนแต่ละบรรทัด ก็เท่ากับเป็นการจดจำเรื่องราวในแต่ละห้วงเวลาในชีวิตของกลุ่มคนที่เธอรักที่สุดด้วยนั่นเอง
คุณค่าของเปียโนหลังหนึ่ง หนังสือเล่มหนึ่ง หรือปากกาด้ามหนึ่งในหนังเรื่อง Little Women เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถไม่กล่าวถึงได้เลย เพราะเป็นเสมือนตัวแทนของชีวิตและความทรงจำที่ไม่อาจวางทิ้งไว้เฉย ๆ หรืออาจจะต้องได้รับการทำซ้ำหรือจดจำไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ทรงคุณค่าที่สุดด้วยซ้ำ

เราอยากชวนให้ชาวซอยมิลค์อ่านบทความนี้ แล้วไปตามหาวัตถุที่ช่วยชุบชูใจตัวเองกับ Little Women ในโรงภาพยนตร์ ซึ่งวางกำหนดเข้าโปรแกรมวันที่ 9 ม.ค. แล้วกลับมาอ่านบทความนี้อีกรอบ ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่า เปียโน หนังสือ และปากกา อาจไม่ได้มีความหมายเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วก็ได้