"พี่เชื่อเธอนะ แต่เขาบอกเขาไม่ได้ทำ และเราก็ไม่มีหลักฐาน ปล่อยเรื่องนี้ไปเถอะ"
ประโยคข้างต้นไม่ใช่ประโยคจากหนังหรอกนะ แต่เป็นคำพูดของอดีตเจ้านายของเราเอง ถึงกรณีที่เพื่อนร่วมงานเราปล่อยมุกลามกใส่ ว่าง่าย ๆ ก็เป็นการล่วงละเมิดทางคำพูดนั่นแหละ แต่คนจำนวนมากมักไม่คิดว่านั่นคือการละเมิด แถมหาว่าผู้หญิงเดี๋ยวนี้อะไรนิดอะไรหน่อยก็ว่าผิด สังคมสมัยนี้เน้น PC (Political Correctness - ความถูกต้องทางการเมือง/สังคม) กันเกินไป ซึ่งเราพยายามจะบอกว่าเรื่องเหล่านี้มันใกล้ตัวมาก และในหลายกรณีมันหนักกว่าที่เราเจอด้วย
อย่างในหนัง Bombshell แฉกระฉ่อนโลก ที่อิงจากเรื่องจริงของสำนักข่าวดังที่ผู้บริหารและพนักงานชายใช้อิทธิพลที่มีข่มเหงทางเพศพนักงานหญิงด้วยคำพูดและการกระทำ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือการเพิกเฉยของคนรอบข้าง คล้ายกับว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อาหารทางสังคมของมนุษย์เรา


ปมหลัก ๆ ของหนังคือการที่พิธีกรข่าวแถวหน้าของช่องลุกขึ้นมาแฉหัวหน้าตัวเองจนเป็นข่าวใหญ่ ถือเป็นระลอกเดียวกับที่ฮอลลีวูดเกิดกระแสต่อต้านการคุกคามและกดขี่ทางเพศ (และแฮชแท็ก #MeToo) ซึ่งเผยให้เราเห็นขั้นตอนการแฉและอุปสรรคขวากหนามที่ผู้ถูกกระทำต้องเจอ ที่ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยได้รับรู้
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่คาแรกแตอร์ เคย์ลา คนข่าวหน้าใหม่ที่ยังอ่อนหัดทั้งในนิวส์รูมและโลกแห่งความเป็นจริง เป็นตัวละครที่ผู้เขียนบทสร้างขึ้นมา ท่ามกลางตัวละครทั้งหลายที่อิงจากบุคคลจริง คล้ายจะบอกว่าเราทุกคนคือเคย์ลา นี่คือคนที่ไม่เห็นปัญหา เผชิญปัญหา และสุดท้ายก็ตกอยู่ในจุดที่ต้องเลือกว่าจะจัดการหรือไม่จัดการกับปัญหา (เราจะไม่สปอยล์)


"มันเหมือนเราบอกให้ผู้หญิงในตึกนี้ลุกขึ้นร้องเรียนเจ้านาย โดยที่รู้ว่าพนักงานที่เหลือจะเลือกอยู่ข้างนาย ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก เขาจะบอกว่าคุณโกหก ส่วนเรื่องอาชีพน่ะเหรอ คุณอยากได้หมายข่าวดี ๆ อยากออกหน้าจอ เอาเลยสิ ร้องเรียนไปเลยว่าคนที่จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเป็นพวกวิปริต ผ่านทางฮอตไลน์ร้องทุกข์ที่เขาควบคุม ด้วยโทรศัพท์ภายในที่เขามีสิทธิตามสัญญาว่าจ้างในการดักฟังและบันทึก ให้ตายเถอะ คิดว่าผู้หญิงโง่กันนักหรือไง?" เป็นโมโนล็อกแบบจัดเต็มของตัวละครหลักที่แทบจะอธิบายสถานการณ์ในเรื่อง (และในสังคมจริง) ที่มันน่าสิ้นหวังซะเหลือเกินได้หมดจดครบถ้วน เพราะในการล่วงละเมิดทางเพศหลายกรณีไม่ได้มีปัญหาแค่การล่วงละเมิดเท่านั้น แต่ยังมีการกดทับของอำนาจและอิทธิพลที่เหยื่อทั้งหลายไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงด้วย เท่ากับว่าผู้หญิงจำนวนมากต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม เพื่อให้ชีวิตการงานยังดำเนินไปอย่างปกติสุข (ขณะที่ในใจก็ทุกข์ไปด้วยน่ะนะ)

แม้ Bombshell จะไม่ได้บอกเล่าอย่างกลมกล่อมนัก แต่ตัวละครต่าง ๆ กลับมีเลเยอร์ที่น่าสนใจ ทุกการกระทำที่ดี ชั่ว และเฉย ๆ ล้วนมีที่มาที่ไปที่เข้าใจได้ ทำให้มันเป็นหนังที่เป็นมนุษย์เอามาก ๆ และจุดเด่นนี้เองที่น่าจะทำให้มันตกกระทบกับใจคนดูหลากหลายกลุ่มได้ในหลากหลายรูปแบบ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ "จำเป็น" อย่างยิ่งในสังคมยุคนี้ - ยุคที่อำนาจและอิทธิพลยังคงปิดปากคนได้เสมอ ยุคที่ไม่มีใครอยากปกป้องใคร ยุคที่เหยื่อเพศหญิงถูกตั้งคำถามมากกว่าผู้ลงมือเพศชายแบบนี้
เราหวังว่าคนดูทุกเพศทุกวัยที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะได้อะไรบางอย่างจากมัน และหวังว่าผู้คนจะมองข้ามความเคยชินต่าง ๆ แล้วช่วยกัน "มองหา" พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคนรอบข้างกันมากขึ้น เพราะว่าสุดท้ายแล้ว -เชื่อเราเถอะ- ว่าการช่วยกันทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ มันเกิดประโยชน์จริง ๆ นะ
จากใจคนเขียน... ที่อาจารย์สมัยมหาวิทยาลัยชอบจัดสอบนิสิตแบบตัวต่อตัว แถมถ่ายวิดีโอนิสิตหน้าตาดี ๆ ไว้ด้วย
จากใจคนเขียน... ที่อดีตเพื่อนร่วมงานชายชอบคอมเมนต์เรื่องหน้าอกหน้าใจผู้หญิง แถมปล่อยมุกใต้สะดือใส่อยู่เรื่อย ๆ
จากใจคนเขียน... ที่อยากให้ทุกคนมีมโนสำนึกว่าอะไรควรทำไม่ควรทำมากกว่านี้ เพื่อให้อย่างน้อย ๆ โลกมันจะได้น่าอยู่ขึ้น สำหรับคนที่เคยเป็นเหยื่อหรือเสี่ยงจะกลายเป็นเหยื่อทุกคน
Bombshell ฉาย 6 ก.พ.