The Danish Girl
เข้าฉายปี 2015
Rating: 7.0/10 จาก IMDb

อาจจะพูดไม่ได้อย่างเต็มปากว่า The Danish Girl นั้นสร้างมาจากเรื่องจริงทั้งหมดเลยซะทีเดียว เพราะความจริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้อ้างอิงจากนวนิยายเรื่อง The Danish Girl ของนักเขียนชาวอเมริกัน David Ebershoff ซึ่งเป็นเรื่องราวของ Lili Elbe หนึ่งในผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศที่สามารถระบุตัวตนได้เป็นกลุ่มแรกๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่แอบผสมจินตนาการของผู้เขียนลงไปด้วย

เนื้อหาในภาพยนตร์
จิตรกรชาวเดนมาร์ก Einar Wegener (หรือสาวน้อย Lili Elbe ในเวลาต่อมา) ได้แต่งงานกับนักเขียนภาพเหมือน Gerda Wegener ซึ่งทั้งคู่ก็มีความสุขดีจนกระทั่งเธอเกิดไอเดียให้ฝ่ายชายลองแต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อเป็นแบบให้เธอวาดภาพเหมือน (เพราะนางแบบที่นัดหมายเอาไว้ดันไม่มาซะอย่างนั้น) จุดพลิกผันอยู่ตรงที่ Einar เกิดติดใจเสื้อผ้าอาภรณ์ จริต และเสน่ห์หาของสตรีจนอยากจะเป็นผู้หญิงขึ้นมาเสียจริงๆ

ถึงแม้ว่าช่วงแรก Gerda จะรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงของสามี ท้ายสุดแล้วเธอก็เลือกที่จะปล่อย Einar ไปตามเส้นทางที่ต้องการ โดยแนะนำให้ทุกคนรู้จักในฐานะญาติของสามีในชื่อ Lili อีกทั้งยังคอยอยู่เคียงข้างระหว่างการผ่าตัดแปลงเพศจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตของเขา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
Gerda อดีตภรรยาไม่ได้อยู่เคียงข้าง Lili ในการผ่าตัดครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิตเพราะร่างกายปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่ายเข้าไป แต่เธออยู่กับสามีใหม่ที่อิตาลี นอกจากนี้ทั้งในหนังสือและภาพยนตร์ยังไม่ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับรสนิยมรักร่วมเพศของ Gerda อีกด้วย! ส่วนฉากที่ Einar โดยรุมทำร้ายเพราะถูกมองว่าเป็นเลสเบี้ยนนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรอกนะ
Soimilk says!
ถ้าใครอยากรู้เรื่องราวที่แท้จริงของ Lili Elbe เราแนะนำให้อ่านหนังสืออัตชีวประวัติเรื่อง Man into Woman: The First Sex Change ที่รวมรวมบันทึกในชีวิตประจำ จดหมาย และข้อมูลต่างๆ ของเขาไว้โดย Niels Hoyer จะดีกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราประทับใจกับการแสดงของ Alicia Vikander เป็นอย่างมาก และภาพยนตร์เรื่องนี้ภาพสวยจริงๆ สรุปว่าดูไว้ก็ไม่เสียหายเลย
The Theory of Everything
เข้าฉายปี 2014
Rating: 7.7/10 จาก IMDb

ขอสารภาพว่าเราไม่ได้รู้จัก Stephen Hawking อย่างลึกซึ้งก่อนที่จะได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything แต่หลังจากดูจบก็ต้องแอบซับน้ำตาเบาๆ ให้กับโชคชะตาที่ไม่สู้ดีนักของนักฟิสิกส์ทฤษฎีและจักรวาลวิทยาที่ได้รับสมญานามว่าเป็น “ไอน์สไตน์” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีหลุมดำ จักรวาลวิทยาเชิงกายภาพ แรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัมและรังสีฮอว์คิง

เนื้อหาในภาพยนตร์
ดุษฏีบัณฑิตไฟแรงแห่งรั้วมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด สู่นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ Stephen ได้แต่งงานกับ Jane Wilde สาวในฝันที่พบกันที่มหาวิทยาลัย เขาประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดูเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่แล้วก็ประสบอุบัติเหตุสะดุดล้มอย่างแรงและถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ที่มีแคมเปญ Ice Bucket Challenge สนับสนุนผู้ป่วยกันเมื่อ 2 ปีที่แล้วไงล่ะ)

Jane ต้องเลี้ยงดูลูก 3 คน สะสางงานบ้านทุกอย่าง และที่สำคัญคือต้องคอยดูแลสามี ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดและความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องว่าจ้างพยาบาล Elaine Mason มาช่วยดูแล ผู้เป็นอีกสาเหตุของการหย่าร้างระหว่าง Stephen กับ Jane ในเวลาต่อมา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
Stephen ไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าป่วยเป็น ALS ตั้งแต่สะดุดล้มครั้งแรก แต่เขาสะดุดล้มอย่างรุนแรงถึง 2 ครั้ง (ที่ Trinity Hall และรถไฟในประเทศเยอรมัน) แถมยังไม่ยอมไปพบแพทย์จนกระทั่งถูกพ่อบังคับเพราะสังเกตได้ว่าเขาพูดไม่ชัดผิดปกติ นอกจากนี้เรายังไม่ได้เห็นจากภาพยนตร์ว่าทั้ง Stephen และ Jane ต่างก็แต่งงานใหม่หลังจากหย่าร้างทั้งคู่ โดย Stephen แต่งงานใหม่กับพยาบาล Elaine Mason ส่วน Jane แต่งงานใหม่กับ Jonathan Hellyer Jones หัวหน้าคณะประสานเสียงที่เจอกันตอนร้องเพลง ที่สำคัญภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างมาจากหนังสือเรื่อง Traveling to Infinity: My Life With Stephen จากมุมมองของ Jane และเป็นเล่มที่เล่าถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองในเวอร์ชั่นที่ซอฟท์ลงจากเล่มแรกเยอะ
Soimilk says!
ก่อนไปชมภาพยนตร์เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ต้องอวยนักวิทยาศาสตร์คนนี้แน่นอน แต่กลับกลายเป็นว่าเราอินสุดๆ กับความพยายามของ Jane ที่จะต่อสู้เพื่อครอบครัวของเธอ แต่เราต้องขอปรบมือให้กับทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เพราะทั้ง Stephen และ Jane ตัวจริงต่างก็ให้ความเห็นว่านักแสดงสามารถสื่ออารมณ์ได้สมจริงมาก (สมแล้วที่เป็น Eddie Redmayne!) จน Stephen ถึงกับเสียน้ำตาเมื่อได้ชมเป็นครั้งแรกในงาน Toronto Film Festival เมื่อปี พ.ศ. 2557 แต่ถ้าให้พูดถึงเรื่องราวและเนื้อหาของภาพยนตร์ Stephen ได้ให้ความเห็นไว้ว่ายังเป็นแค่ “ความจริงในแบบกว้างๆ” อยู่เท่านั้น เพราะยังนำเสนอแง่มุมเกี่ยวกับความพิการได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก
The Imitation Game
เข้าฉายปี 2014
Rating: 8.1/10 จาก IMDb

เริ่มแรกเลยเราสนใจ The Imitation Game เพราะว่า Benedict Cumberbatch รับบทนำ (ใครเป็นแฟนซีรีย์น่าจะรู้จักกันในบทบาท Sherlock Holmes จากเรื่อง Sherlock) ยิ่งพอรู้ว่าเป็นหนังที่อ้างอิงอัตชีวประวัติของ Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษผู้ไขรหัสเครื่องอินิกมา (ที่กองทัพเยอรมันมั่นใจหนักหนาว่าไม่มีใครจะถอดรหัสได้!) ได้สำเร็จเป็นคนแรกในโลก และส่งผลให้ผ่ายพันธมิตรมีชัยชนะเหนือเยอรมันได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เราก็ยิ่งอยากดูหนังเรื่องนี้เข้าไปใหญ่

เนื้อหาในภาพยนตร์
เรื่องราวชีวิตของ Alan ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่ชีวิตประจำวันของเขา จนกระทั่งเข้าไปทำงานใน Bletchley Park โดยมีจุดมุ่งหมายคือการถอดรหัสเครื่องอินิกมาของกองทัพเยอรมันให้ได้ สลับไปกับการเล่าเรื่องราวในวัยเด็กที่ Alan ค่อนข้างเก็บตัว พูดน้อย และมีเพื่อนเพียงคนเดียวคือ Christopher Morcom ซึ่งจากไปอย่างกระทันหันเพราะวัณโรคและส่งผลต่อจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก
เมื่อ Alan ได้รับภารกิจให้ถอดรหัสอินิกมา เขาจึงสร้างเครื่องจักรขึ้นมาและตั้งชื่อว่า Christopher ตามชื่อเพื่อนวัยเด็กและสามารถไขรหัสได้ในที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว Alan ถูกจับในข้อหามีเพศสัมพันธ์กับเด็กชาย (สมัยนั้นยังไม่ยอมรับเรื่องรักร่วมเพศนะเออ) เขาไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกลงโทษโดยการฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อลดความต้องการทางเพศ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เรายอมรับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องจริงออกมาได้เกือบครบถ้วนสมบูรณ์ มีเพียงบางรายละเอียดเล็กๆ ที่ถูกดัดแปลงเพื่อทำใหคนดูเข้าถึงอารมณ์ได้มากขึ้น อย่างตัวเครื่องจักรถอดรหัสจริงๆ แล้วไม่ได้ชื่อ Christopher ตามชื่อเพื่อนสมัยเด็ก (ที่หนังตั้งใจสื่อว่าเป็นรักแรก) แต่ชื่อ Bombe ตามเครื่องต้นแบบของโปแลนด์ แถมตอนที่ Alan รับรู้ว่า Christopher เสียชีวิตก็ไม่ได้เย็นชาแบบในหนังนะ (ไหนใครเสียน้ำตาบ้างยกมือขึ้น!) ความจริงแล้ว Ben Davis ผู้ดูแลบ้านได้ส่งจดหมายบอกเขาก่อนหน้านั้นและบอกให้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วด้วย นอกจากนี้ Alan ยังไม่ใช่คนคิดค้นเครื่องจักรถอดรหัสเพียงลำพัง แต่เขาช่วยกันกับ Gordon Welchman นักคณิตศาสตร์อีกคนที่ไม่ถูกกล่าวถึงในภาพยนตร์ต่างหากล่ะ
Soimilk says!
นอกจากการแสดงอันดีเยี่ยมของ Benedict Cumberbatch แล้ว เรายังชอบเรื่องนี้ตรงที่จี้จุดความรู้สึกมากเรื่องความเท่าเที่ยมกันทางสังคมในสมัยก่อน คิดดูดีๆ เค้าคือคนที่ช่วยทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง แต่กลับโดนบทลงโทษเพียงเพราะรสนิยมทางเพศ ให้ข้อคิดดีๆ อยู่เหมือนกันนะ
อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือ ถึงแม้ภาพยนตร์จะโฟกัสแค่ช่วงถอดรหัสอินิกมา แต่รู้ไหมว่า Alan นี่แหละคือ “บิดาของวิทยาการคอมพิวเตอร์” เชียวนะ ขอบคุณที่ออกแบบโมเดลคอมพิวเตอร์ที๋โปรแกรมได้จริงเมื่อหลายสิบปีก่อนจนทำให้เรามีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานกันในทุกวันนี้นะฮะ! เราว่าเป็นอีกเรื่องที่ควรแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง!
Milk
เข้าฉายปี 2008
Rating: 7.6/10 จาก IMDb

เราอินกับ LGBT Pride ใน San Francisco มากขึ้นอีกหลายเท่าหลังดู Milk จบ เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Harvey Milk ผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับชาวรักร่วมเพศ แถมยังเป็นนักการเมืองคนแรกที่เปิดเผยรสนิยมทางเพศอย่างอิสระโดยไม่เกรงกลัวต่อการต่อต้านของสังคม ถือว่า Milk เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มรักร่วมเพศมาตั้งแต่สมัยยุค 70 เลยก็ว่าได้

เนื้อหาในภาพยนตร์
Harvey Milk ย้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ที่ San Francisco กับคนรัก Scott Smith ทั้ง 2 คนเปิดธุรกิจร้านกล้องเล็กๆ ชื่อ Castro Camera ใจกลางชุมชนของชนชั้นลูกจ้างในเมือง Castro (ที่ในปัจจุบันนี้กลายเป็นจุดหมายของชาว LGBT ทั่วโลกไปแล้วจ้า) Milk ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับชาวรักร่วมเพศและลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งสมาชิกบอร์ดผู้บริหารของ San Francisco ในเวลาต่อมา ด้วยการปราศัยที่คมคายแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ขันและการลงมือทำจริงมากกว่าดีแต่พูด

ในที่สุด Milk จึงได้รับเลือกให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาประจำเขตการปกครองที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นนักการเมืองที่เปิดเผยรสนิยมรักร่วมเพศคนแรกใน California แต่ในสมัยปลายยุค 70 สังคมยังไม่ยอมรับและเปิดกว้างให้กับเพศที่สามเท่าไหร่นัก เขาจึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเขาก็ทำสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้ว Milk ก็ถูกสังหารโดย Dan White อดีตเพื่อนร่วมงานที่ความเห็นไม่ลงรอยกันและจบชีวิตลงในที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ต้องบอกว่าเราประทับใจทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะ Dustin Lance Black นักเขียนบทที่ต้องออกไปเก็บข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องกับ Harvey Milk แบบถึงตัวเพื่อมาเขียนบทเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นเนื้อหาจึงไม่ผิดเพี้ยนจากเรื่องจริงเลย แถมหนังทั้งเรื่องยังถ่ายทำที่ San Francisco อีกด้วย สถานที่สำคัญอย่างร้าน Castro Camera ก็ใช้สถานที่จริงที่รีโนเวทขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากชาวเมืองเป็นอย่างดี เหมือนเป็นการชุบชีวิตช่วงเวลาเก่าๆ กลับมาสู่ Castro อีกครั้ง
Soimilk says!
ขอยกความดีความชอบให้ Sean Penn ที่ถ่ายทอดตัวตนของ Harvey Milk ได้ถึงอารมณ์สุดๆ เราว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการมารับบทเกย์และตีบทแตกจนได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม อย่างฉากที่จูบกับ James Franco ก็ทำเอาเราเชื่อสนิทใจเลยแหละ รวมถึงมีประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจ ดูไว้เป็นความรู้ก็ไม่เสียหายนะ
ส่วนใครที่สงสัยว่า Dan White ได้รับบทลงโทษอย่างไรหลังจากสังหาร Milk และ George Moscone เป็นเหมือนเรื่องตลกร้ายที่ศาลตัดสินว่า Dan ควบคุมตัวเองไม่ได้จากอาการซึมเศร้าเพราะกินอาหารขยะและน้ำตาลมากเกินไป ถึงกับมีชื่อเรียกเคสนี้ว่า “Twinkie Defense” กันเลยทีเดียว Dan ติดคุก 5 ปีและได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา แต่เขาไม่สามารถทนอาการซึมเศร้าได้ จึงจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายในปีถัดมา
A Beautiful Mind
เข้าฉายปี 2001
Rating: 8.2/10 จาก IMDb

สำหรับเรื่องสุดท้ายที่เราหยิบยกมาฝากกันคือ A Beautiful Mind เป็นหนังที่ดัดแปลงจากชีวิตจริงของ John Nash นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1994 จากผลงานทฤษฎีเกม (Game Theory) แต่ก่อนจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ Nash เคยประสบอาการ Paranoid Schizophrenia หรือโรคจิตเภทชนิดหวาดระแวงที่ทำให้ได้ยินเสียงและเห็นภาพหลอนมาก่อนด้วย

เนื้อหาในภาพยนตร์
นำเสนอ Nash ได้อย่างฉลาดปราดเปรื่องและบ้าดีเดือดเอามากๆ เสียด้วย เขาคิดค้นทฤษฎีได้ด้วยตัวเองตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นจึงถูกทาบทามไปทำงานที่ MIT (Massachusetts Institute of Technology) หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีทางกระทรวงกลาโหมแห่งสหรัฐอเมริกา (Pentagon) ก็เชิญไปไขรหัสโทรคมนาคมของศัตรู และจึงได้แต่งงานกับ Alicia Larde ในเวลาต่อมา

Nash เริ่มเห็นภาพหลอน เห็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง ระแวงว่าจะถูกทำร้าย จนในที่สุดไม่สามารถแยกระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกสมมติซึ่งสร้างความลำบากให้กับภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก เหตุผลเป็นเพราะว่าถลำลึกกับงานตัวเลขมากเกินไปนั่นเอง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
แน่นอนว่า Nash คืออัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์และจองหองเอามากๆ แบบในภาพยนตร์นี่แหละ แต่เขาไม่ได้เห็นภาพหลอนหรือเห็นคนที่ไม่ได้มีตัวตนจริง อาการประสาทหลอนของ Nash คือได้ยินแค่เสียงเท่านั้นเอง (หนังก็แอบเวอร์ไปนิดนึงเนาะ) แถมหนังยังไม่กล่าวถึงการต่อต้านชาวยิวของเขาเลยสักนิด ซึ่งเจ้าตัวบอกเองเลยว่าเป็นผลข้างเคียงจากอาการจิตเภทนี้ นอกจากนี้ Nash ยังหยุดการรักษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ไม่ได้รักษาต่อด้วยยาตัวใหม่แบบในหนังหรอกนะ
Soimilk says!
ถึงหนังจะผ่านมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว (ตั้งแต่สมัย Russell Crowe ยังหนุ่มอยู่เลย) แต่เราเชื่อว่านี่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการศึกษาและความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภทและการเยียวยาอย่างถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะยุคไหนก็มีผู้ป่วยที่ต้องการการยอมรับจากสังคมด้วยกันทั้งนั้น ส่วน John Nash และภรรยา Alicia Larde ตัวจริงเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเสียชีวิตทั้งคู่เมื่อปีที่แล้วนี่เอง :’( ถ้าใครอยากรู้ชีวประวัติของอัจฉริยะท่านนี้ให้มากขึ้น ลองหาหนังสือเรื่อง A Beautiful Mind มาอ่านคู่กับ The Essential John Nash ก็ได้นะ
ครั้งหน้าเราจะมาแนะนำภาพยนตร์เรื่องไหน อย่าลืมติดตามนะ : )
