Skip to main content
AdSense

จริงหรือเท็จ? 5 หนังบุคคลสำคัญจากเรื่องจริงและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่หาไม่ได้ในภาพยนตร์!

เราเป็นอีกคนที่ชื่นชอบการดูภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงเอามากๆ เลย นอกจากจะได้ความบันเทิงแล้ว (แถมบางทียังได้น้ำตากลับมาด้วย) ยังได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ หรือบุคคลสำคัญไปพร้อมกัน และด้วยความขี้สงสัยว่าเรื่องจริงกับหนังนี้เหมือนกันหรือเปล่า เราเลยรวบรวม 5 ภาพยนตร์เกี่ยวกับ 5 บุคคลสำคัญมาชำแหละให้อ่านกันว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนเพี้ยน ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ตามมาดูกันเลย!

จริงหรือเท็จ? 5 หนังบุคคลสำคัญจากเรื่องจริงและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่หาไม่ได้ในภาพยนตร์!
July 6, 2016 Bangkok time
The Danish Girl
เข้าฉายปี 2015

YouTube video

อาจจะพูดไม่ได้อย่างเต็มปากว่า The Danish Girl นั้นสร้างมาจากเรื่องจริงทั้งหมดเลยซะทีเดียว เพราะความจริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้อ้างอิงจากนวนิยายเรื่อง The Danish Girl ของนักเขียนชาวอเมริกัน David Ebershoff ซึ่งเป็นเรื่องราวของ Lili Elbe หนึ่งในผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศที่สามารถระบุตัวตนได้เป็นกลุ่มแรกๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่แอบผสมจินตนาการของผู้เขียนลงไปด้วย

เนื้อหาในภาพยนตร์
จิตรกรชาวเดนมาร์ก Einar Wegener (หรือสาวน้อย Lili Elbe ในเวลาต่อมา) ได้แต่งงานกับนักเขียนภาพเหมือน Gerda Wegener ซึ่งทั้งคู่ก็มีความสุขดีจนกระทั่งเธอเกิดไอเดียให้ฝ่ายชายลองแต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อเป็นแบบให้เธอวาดภาพเหมือน (เพราะนางแบบที่นัดหมายเอาไว้ดันไม่มาซะอย่างนั้น) จุดพลิกผันอยู่ตรงที่ Einar เกิดติดใจเสื้อผ้าอาภรณ์ จริต และเสน่ห์หาของสตรีจนอยากจะเป็นผู้หญิงขึ้นมาเสียจริงๆ

ถึงแม้ว่าช่วงแรก Gerda จะรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงของสามี ท้ายสุดแล้วเธอก็เลือกที่จะปล่อย Einar ไปตามเส้นทางที่ต้องการ โดยแนะนำให้ทุกคนรู้จักในฐานะญาติของสามีในชื่อ Lili อีกทั้งยังคอยอยู่เคียงข้างระหว่างการผ่าตัดแปลงเพศจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตของเขา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
Gerda อดีตภรรยาไม่ได้อยู่เคียงข้าง Lili ในการผ่าตัดครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิตเพราะร่างกายปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่ายเข้าไป แต่เธออยู่กับสามีใหม่ที่อิตาลี นอกจากนี้ทั้งในหนังสือและภาพยนตร์ยังไม่ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับรสนิยมรักร่วมเพศของ Gerda อีกด้วย! ส่วนฉากที่ Einar โดยรุมทำร้ายเพราะถูกมองว่าเป็นเลสเบี้ยนนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรอกนะ

Soimilk says!
ถ้าใครอยากรู้เรื่องราวที่แท้จริงของ Lili Elbe เราแนะนำให้อ่านหนังสืออัตชีวประวัติเรื่อง Man into Woman: The First Sex Change ที่รวมรวมบันทึกในชีวิตประจำ จดหมาย และข้อมูลต่างๆ ของเขาไว้โดย Niels Hoyer จะดีกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราประทับใจกับการแสดงของ Alicia Vikander เป็นอย่างมาก และภาพยนตร์เรื่องนี้ภาพสวยจริงๆ สรุปว่าดูไว้ก็ไม่เสียหายเลย 

The Theory of Everything
เข้าฉายปี 2014

YouTube video

ขอสารภาพว่าเราไม่ได้รู้จัก Stephen Hawking อย่างลึกซึ้งก่อนที่จะได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything แต่หลังจากดูจบก็ต้องแอบซับน้ำตาเบาๆ ให้กับโชคชะตาที่ไม่สู้ดีนักของนักฟิสิกส์ทฤษฎีและจักรวาลวิทยาที่ได้รับสมญานามว่าเป็น “ไอน์สไตน์” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีหลุมดำ จักรวาลวิทยาเชิงกายภาพ แรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัมและรังสีฮอว์คิง

เนื้อหาในภาพยนตร์
ดุษฏีบัณฑิตไฟแรงแห่งรั้วมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด สู่นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ Stephen ได้แต่งงานกับ Jane Wilde สาวในฝันที่พบกันที่มหาวิทยาลัย เขาประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดูเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่แล้วก็ประสบอุบัติเหตุสะดุดล้มอย่างแรงและถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ที่มีแคมเปญ Ice Bucket Challenge สนับสนุนผู้ป่วยกันเมื่อ 2 ปีที่แล้วไงล่ะ)

Jane ต้องเลี้ยงดูลูก 3 คน สะสางงานบ้านทุกอย่าง และที่สำคัญคือต้องคอยดูแลสามี ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดและความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องว่าจ้างพยาบาล Elaine Mason มาช่วยดูแล ผู้เป็นอีกสาเหตุของการหย่าร้างระหว่าง Stephen กับ Jane ในเวลาต่อมา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
Stephen ไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าป่วยเป็น ALS ตั้งแต่สะดุดล้มครั้งแรก แต่เขาสะดุดล้มอย่างรุนแรงถึง 2 ครั้ง (ที่ Trinity Hall และรถไฟในประเทศเยอรมัน) แถมยังไม่ยอมไปพบแพทย์จนกระทั่งถูกพ่อบังคับเพราะสังเกตได้ว่าเขาพูดไม่ชัดผิดปกติ นอกจากนี้เรายังไม่ได้เห็นจากภาพยนตร์ว่าทั้ง Stephen และ Jane ต่างก็แต่งงานใหม่หลังจากหย่าร้างทั้งคู่ โดย Stephen แต่งงานใหม่กับพยาบาล Elaine Mason ส่วน Jane แต่งงานใหม่กับ Jonathan Hellyer Jones หัวหน้าคณะประสานเสียงที่เจอกันตอนร้องเพลง ที่สำคัญภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างมาจากหนังสือเรื่อง Traveling to Infinity: My Life With Stephen จากมุมมองของ Jane และเป็นเล่มที่เล่าถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองในเวอร์ชั่นที่ซอฟท์ลงจากเล่มแรกเยอะ

Soimilk says!
ก่อนไปชมภาพยนตร์เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ต้องอวยนักวิทยาศาสตร์คนนี้แน่นอน แต่กลับกลายเป็นว่าเราอินสุดๆ กับความพยายามของ Jane ที่จะต่อสู้เพื่อครอบครัวของเธอ แต่เราต้องขอปรบมือให้กับทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เพราะทั้ง Stephen และ Jane ตัวจริงต่างก็ให้ความเห็นว่านักแสดงสามารถสื่ออารมณ์ได้สมจริงมาก (สมแล้วที่เป็น Eddie Redmayne!) จน Stephen ถึงกับเสียน้ำตาเมื่อได้ชมเป็นครั้งแรกในงาน Toronto Film Festival เมื่อปี พ.ศ. 2557 แต่ถ้าให้พูดถึงเรื่องราวและเนื้อหาของภาพยนตร์ Stephen ได้ให้ความเห็นไว้ว่ายังเป็นแค่ “ความจริงในแบบกว้างๆ” อยู่เท่านั้น เพราะยังนำเสนอแง่มุมเกี่ยวกับความพิการได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก 

The Imitation Game
เข้าฉายปี 2014

YouTube video

เริ่มแรกเลยเราสนใจ The Imitation Game เพราะว่า Benedict Cumberbatch รับบทนำ (ใครเป็นแฟนซีรีย์น่าจะรู้จักกันในบทบาท Sherlock Holmes จากเรื่อง Sherlock) ยิ่งพอรู้ว่าเป็นหนังที่อ้างอิงอัตชีวประวัติของ Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษผู้ไขรหัสเครื่องอินิกมา (ที่กองทัพเยอรมันมั่นใจหนักหนาว่าไม่มีใครจะถอดรหัสได้!) ได้สำเร็จเป็นคนแรกในโลก และส่งผลให้ผ่ายพันธมิตรมีชัยชนะเหนือเยอรมันได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เราก็ยิ่งอยากดูหนังเรื่องนี้เข้าไปใหญ่

เนื้อหาในภาพยนตร์
เรื่องราวชีวิตของ Alan ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่ชีวิตประจำวันของเขา จนกระทั่งเข้าไปทำงานใน Bletchley Park โดยมีจุดมุ่งหมายคือการถอดรหัสเครื่องอินิกมาของกองทัพเยอรมันให้ได้ สลับไปกับการเล่าเรื่องราวในวัยเด็กที่ Alan ค่อนข้างเก็บตัว พูดน้อย และมีเพื่อนเพียงคนเดียวคือ Christopher Morcom ซึ่งจากไปอย่างกระทันหันเพราะวัณโรคและส่งผลต่อจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก
เมื่อ Alan ได้รับภารกิจให้ถอดรหัสอินิกมา เขาจึงสร้างเครื่องจักรขึ้นมาและตั้งชื่อว่า Christopher ตามชื่อเพื่อนวัยเด็กและสามารถไขรหัสได้ในที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว Alan ถูกจับในข้อหามีเพศสัมพันธ์กับเด็กชาย (สมัยนั้นยังไม่ยอมรับเรื่องรักร่วมเพศนะเออ) เขาไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกลงโทษโดยการฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อลดความต้องการทางเพศ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เรายอมรับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องจริงออกมาได้เกือบครบถ้วนสมบูรณ์ มีเพียงบางรายละเอียดเล็กๆ ที่ถูกดัดแปลงเพื่อทำใหคนดูเข้าถึงอารมณ์ได้มากขึ้น อย่างตัวเครื่องจักรถอดรหัสจริงๆ แล้วไม่ได้ชื่อ Christopher ตามชื่อเพื่อนสมัยเด็ก (ที่หนังตั้งใจสื่อว่าเป็นรักแรก) แต่ชื่อ Bombe ตามเครื่องต้นแบบของโปแลนด์ แถมตอนที่ Alan รับรู้ว่า Christopher เสียชีวิตก็ไม่ได้เย็นชาแบบในหนังนะ (ไหนใครเสียน้ำตาบ้างยกมือขึ้น!) ความจริงแล้ว Ben Davis ผู้ดูแลบ้านได้ส่งจดหมายบอกเขาก่อนหน้านั้นและบอกให้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วด้วย นอกจากนี้ Alan ยังไม่ใช่คนคิดค้นเครื่องจักรถอดรหัสเพียงลำพัง แต่เขาช่วยกันกับ Gordon Welchman นักคณิตศาสตร์อีกคนที่ไม่ถูกกล่าวถึงในภาพยนตร์ต่างหากล่ะ

Soimilk says!
นอกจากการแสดงอันดีเยี่ยมของ Benedict Cumberbatch แล้ว เรายังชอบเรื่องนี้ตรงที่จี้จุดความรู้สึกมากเรื่องความเท่าเที่ยมกันทางสังคมในสมัยก่อน คิดดูดีๆ เค้าคือคนที่ช่วยทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง แต่กลับโดนบทลงโทษเพียงเพราะรสนิยมทางเพศ ให้ข้อคิดดีๆ อยู่เหมือนกันนะ 
อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือ ถึงแม้ภาพยนตร์จะโฟกัสแค่ช่วงถอดรหัสอินิกมา แต่รู้ไหมว่า Alan นี่แหละคือ “บิดาของวิทยาการคอมพิวเตอร์” เชียวนะ ขอบคุณที่ออกแบบโมเดลคอมพิวเตอร์ที๋โปรแกรมได้จริงเมื่อหลายสิบปีก่อนจนทำให้เรามีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานกันในทุกวันนี้นะฮะ! เราว่าเป็นอีกเรื่องที่ควรแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง!

Milk
เข้าฉายปี 2008

YouTube video

เราอินกับ LGBT Pride ใน San Francisco มากขึ้นอีกหลายเท่าหลังดู Milk จบ เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Harvey Milk ผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับชาวรักร่วมเพศ แถมยังเป็นนักการเมืองคนแรกที่เปิดเผยรสนิยมทางเพศอย่างอิสระโดยไม่เกรงกลัวต่อการต่อต้านของสังคม ถือว่า Milk เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มรักร่วมเพศมาตั้งแต่สมัยยุค 70 เลยก็ว่าได้

เนื้อหาในภาพยนตร์
Harvey Milk ย้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ที่ San Francisco กับคนรัก Scott Smith ทั้ง 2 คนเปิดธุรกิจร้านกล้องเล็กๆ ชื่อ Castro Camera ใจกลางชุมชนของชนชั้นลูกจ้างในเมือง Castro (ที่ในปัจจุบันนี้กลายเป็นจุดหมายของชาว LGBT ทั่วโลกไปแล้วจ้า) Milk ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับชาวรักร่วมเพศและลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งสมาชิกบอร์ดผู้บริหารของ San Francisco ในเวลาต่อมา ด้วยการปราศัยที่คมคายแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ขันและการลงมือทำจริงมากกว่าดีแต่พูด

ในที่สุด Milk จึงได้รับเลือกให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาประจำเขตการปกครองที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นนักการเมืองที่เปิดเผยรสนิยมรักร่วมเพศคนแรกใน California แต่ในสมัยปลายยุค 70 สังคมยังไม่ยอมรับและเปิดกว้างให้กับเพศที่สามเท่าไหร่นัก เขาจึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเขาก็ทำสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้ว Milk ก็ถูกสังหารโดย Dan White อดีตเพื่อนร่วมงานที่ความเห็นไม่ลงรอยกันและจบชีวิตลงในที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ต้องบอกว่าเราประทับใจทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะ Dustin Lance Black นักเขียนบทที่ต้องออกไปเก็บข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องกับ Harvey Milk แบบถึงตัวเพื่อมาเขียนบทเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นเนื้อหาจึงไม่ผิดเพี้ยนจากเรื่องจริงเลย แถมหนังทั้งเรื่องยังถ่ายทำที่ San Francisco อีกด้วย สถานที่สำคัญอย่างร้าน Castro Camera ก็ใช้สถานที่จริงที่รีโนเวทขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากชาวเมืองเป็นอย่างดี เหมือนเป็นการชุบชีวิตช่วงเวลาเก่าๆ กลับมาสู่ Castro อีกครั้ง

Soimilk says!
ขอยกความดีความชอบให้ Sean Penn ที่ถ่ายทอดตัวตนของ Harvey Milk ได้ถึงอารมณ์สุดๆ เราว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการมารับบทเกย์และตีบทแตกจนได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม อย่างฉากที่จูบกับ James Franco ก็ทำเอาเราเชื่อสนิทใจเลยแหละ รวมถึงมีประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจ ดูไว้เป็นความรู้ก็ไม่เสียหายนะ
ส่วนใครที่สงสัยว่า Dan White ได้รับบทลงโทษอย่างไรหลังจากสังหาร Milk และ George Moscone เป็นเหมือนเรื่องตลกร้ายที่ศาลตัดสินว่า Dan ควบคุมตัวเองไม่ได้จากอาการซึมเศร้าเพราะกินอาหารขยะและน้ำตาลมากเกินไป ถึงกับมีชื่อเรียกเคสนี้ว่า “Twinkie Defense” กันเลยทีเดียว Dan ติดคุก 5 ปีและได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา แต่เขาไม่สามารถทนอาการซึมเศร้าได้ จึงจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายในปีถัดมา

A Beautiful Mind
เข้าฉายปี 2001

YouTube video

สำหรับเรื่องสุดท้ายที่เราหยิบยกมาฝากกันคือ A Beautiful Mind เป็นหนังที่ดัดแปลงจากชีวิตจริงของ John Nash นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1994 จากผลงานทฤษฎีเกม (Game Theory) แต่ก่อนจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ Nash เคยประสบอาการ Paranoid Schizophrenia หรือโรคจิตเภทชนิดหวาดระแวงที่ทำให้ได้ยินเสียงและเห็นภาพหลอนมาก่อนด้วย

เนื้อหาในภาพยนตร์
นำเสนอ Nash ได้อย่างฉลาดปราดเปรื่องและบ้าดีเดือดเอามากๆ เสียด้วย เขาคิดค้นทฤษฎีได้ด้วยตัวเองตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นจึงถูกทาบทามไปทำงานที่ MIT (Massachusetts Institute of Technology) หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีทางกระทรวงกลาโหมแห่งสหรัฐอเมริกา (Pentagon) ก็เชิญไปไขรหัสโทรคมนาคมของศัตรู และจึงได้แต่งงานกับ Alicia Larde ในเวลาต่อมา

Nash เริ่มเห็นภาพหลอน เห็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง ระแวงว่าจะถูกทำร้าย จนในที่สุดไม่สามารถแยกระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกสมมติซึ่งสร้างความลำบากให้กับภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก เหตุผลเป็นเพราะว่าถลำลึกกับงานตัวเลขมากเกินไปนั่นเอง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
แน่นอนว่า Nash คืออัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์และจองหองเอามากๆ แบบในภาพยนตร์นี่แหละ แต่เขาไม่ได้เห็นภาพหลอนหรือเห็นคนที่ไม่ได้มีตัวตนจริง อาการประสาทหลอนของ Nash คือได้ยินแค่เสียงเท่านั้นเอง (หนังก็แอบเวอร์ไปนิดนึงเนาะ) แถมหนังยังไม่กล่าวถึงการต่อต้านชาวยิวของเขาเลยสักนิด ซึ่งเจ้าตัวบอกเองเลยว่าเป็นผลข้างเคียงจากอาการจิตเภทนี้ นอกจากนี้ Nash ยังหยุดการรักษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ไม่ได้รักษาต่อด้วยยาตัวใหม่แบบในหนังหรอกนะ

Soimilk says!
ถึงหนังจะผ่านมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว (ตั้งแต่สมัย Russell Crowe ยังหนุ่มอยู่เลย) แต่เราเชื่อว่านี่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการศึกษาและความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภทและการเยียวยาอย่างถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะยุคไหนก็มีผู้ป่วยที่ต้องการการยอมรับจากสังคมด้วยกันทั้งนั้น ส่วน John Nash และภรรยา Alicia Larde ตัวจริงเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเสียชีวิตทั้งคู่เมื่อปีที่แล้วนี่เอง :’( ถ้าใครอยากรู้ชีวประวัติของอัจฉริยะท่านนี้ให้มากขึ้น ลองหาหนังสือเรื่อง A Beautiful Mind มาอ่านคู่กับ The Essential John Nash ก็ได้นะ

ครั้งหน้าเราจะมาแนะนำภาพยนตร์เรื่องไหน อย่าลืมติดตามนะ : )

 

AdSense
AdSense
AdSense