ก็เข้าใจแหละว่าทุกค่ำคืนวันที่ 1 ของทุกเดือนหลังได้รับเงินเดือนกันแล้ว หลายคนอาจจะอยากออกไปใช้เงินสังสรรค์ปาร์ตี้บลาบลา แต่สำหรับ 3 เดือนที่กำลังจะมาถึงนี้ เราอยากให้แฟน ๆ Studio Ghibli ทุกคน เก็บค่ำคืนของวันที่ 1 ไว้ให้ดี ๆ เพราะทาง Netflix เขาประกาศมาเรียบร้อยแล้วว่าจะปล่อยแอนิเมชัน 21 เรื่องจาก Studio Ghibli ออกมาให้ชาวสตรีมมิงได้นอนดูกันตาแฉะในทุก ๆ วันที่ 1 ของแต่ละเดือน โดยแบ่งเป็นเดือนละ 7 เรื่องยาวไป

1 กุมภาพันธ์ 63

เริ่มประเดิมเดือนแรกในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ด้วย เซตแอนิเมชัน 7 เรื่องแรกของ Studio Ghibli ที่ทาง Netflix จะปล่อยออกมาให้สาวกอย่างเราได้ดูกันจนตาค้าง เริ่มที่ Castle in the Sky (ลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหา / 2529), My Neighbor Totoro (โทโทโร่เพื่อนรัก / 2531), Kiki’s Delivery Service (แม่มดน้อยกิกิ / 2532), Only Yesterday (ในความทรงจำที่ไม่มีวันจาง / 2534), Porco Rosso (พอร์โค รอสโซ สลัดอากาศประจัญบาน / 2535), Ocean Waves (สองหัวใจ รักหนึ่งเดียว / 2536), Tales from Earthsea (ศึกเทพมังกรพิภพสมุทร / 2549)
ถ้าดูจากลิสต์นี้แล้วเรื่องแรกที่ควรดูแน่ ๆ เลยคือ My Neighbor Totoro แอนิเมชันสร้างชื่อให้สตูดิโอนี้จนทำให้เกิดกระแสคลั่งโตโตโระกันทั่วบ้านทั่วเมือง กับอีกเรื่องที่น่าดูคือ Ocean Waves หรือที่รู้จักกันในนาม I Can Hear the Sea แอนิเมชันโรแมนติกที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของ Saeko Himuro
1 มีนาคม 63

เข้าสู่เซตที่สองในเดือนมี.ค.กับการปล่อยแอนิเมชันจาก Studio Ghibli ออกมาอีก 7 เรื่อง ได้แก่ Nausicaä of the Valley of the Wind (มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม / 2527), Princess Mononoke (เจ้าหญิงโมโนโนเกะ / 2540), My Neighbors the Yamadas (ยามาดะ ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา / 2542), Spirited Away (มิติวิญญาณมหัศจรรย์ / 2544), The Cat Returns (เจ้าแมวยอดนักสืบ / 2545), Arrietty (อาริเอตี้ มหัศจรรย์ความลับคนตัวจิ๋ว / 2553), The Tale of The Princess Kaguya (เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ / 2556)
ความน่าสนใจของเซตลิสต์นี้อยู่ที่ Spirited Away ที่แน่นอนว่าแฟนคลับ Studio Ghibli ทุกคนต้องเคยดู (และจะดูอีกกี่รอบก็ไม่เบื่อ) รวมถึง Princess Mononoke ที่ถึงแม้จะสร้างมา 20 กว่าปีแล้ว แต่เนื้อหาก็ยังเหมาะกับยุคสมัยนี้อยู่ดี รวมถึงอีกหนึ่งเรื่องลับที่น้อยคนนักจะเคยได้ชม และเราก็อยากแนะนำมาก ๆ นั่นคือ The Tale of The Princess Kaguya ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยการใช้เทคนิควาดภาพแบบพู่กันญี่ปุ่น รวมถึงเรื่องราวอ้างอิงตำนานเก่าแก่ของญี่ปุ่น จนถึงการปรากฏตัวแบบเซอร์ไพรส์ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ของเทพองค์ต่าง ๆ ทำให้แอนิเมชันเรื่องนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ในปี 2557 เลยทีเดียว
1 เมษายน 63

ปิดท้ายด้วย 7 เรื่องสุดท้ายในจำนวน 21 เรื่อง คือ Pom Poko (ปอมโปโกะ ทานูกิป่วนโลก / 2537), Whisper of the Heart (วันนั้น… วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู / 2538), Howl's Moving Castle (ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ / 2547), Ponyo on the Cliff by the Sea (โปเนียว ธิดาสมุทรผจญภัย / 2551), From Up on Poppy Hill (ป๊อปปี้ ฮิลล์ ร่ำร้องขอปาฏิหาริย์ / 2554), The Wind Rises (ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก / 2556), When Marnie Was There (ฝันของฉันต้องมีเธอ / 2557)
แน่นอนว่าถ้าให้แอนิเมชันชื่อดังจากลิสต์นี้มาแนะนำ ทุกคนจะต้องพูดถึง Ponyo on the Cliff by the Sea กับการผจญภัยของสาวน้อยโปเนียวที่ถ่ายทอดลายเส้นของ Hayao Miyazaki เจ้าพ่อแอนิเมชันออกมาได้อย่างสวยสดงดงาม และยังคงเลือกใช้ตัวเองเป็นตัวละครเพศหญิงเหมือนเดิม แต่อีกเรื่องที่เราอยากขีดเส้นใต้ไว้เลยว่ายังไงก็ต้องดูให้ได้ ก็คือ The Wind Rises เรื่องราวความรักโรแมนติกในช่วงยุค 1918 ที่มีทั้งความเป็นจักรวรรดินิยมแบบญี่ปุ่นและแฝงด้วยกลิ่นอายของชาติมหาอำนาจฝั่งตะวันตกด้วย เชื่อว่าใครดูเรื่องนี้จบต้องมีน้ำตาซึมกันบ้างล่ะ
นอกจากการรัวเซตลิสต์ออกมาแบบไม่ยั้งถึงเดือนละ 7 เรื่องแล้ว ข้อดีของการดูผ่าน Netflix คือการได้ฟังเสียงพากย์ในภาษาต่าง ๆ มากถึง 20 ภาษา และซับไทเทิลอีก 28 ภาษา เรียกว่างานนี้สาวก Studio Ghibli ดูกันให้จุกอกกันไปข้าง! แบบนี้ต้องเตรียมล็อกคิวเก็บค่ำคืนวันที่ 1 ของทุกเดือนต่อจากนี้ไว้ให้ดี ๆ จะได้นอนดูแอนิเมชันที่เรารักก่อนใครเพื่อนเลย!