รีวิว 7 แอปฟังเพลงที่ดีที่สุดบนสมาร์ตโฟน

เทียบให้ดูกันชัด ๆ

Spotify

 
สามารถฟังได้ฟรี หรือสมัครแบบ Premium ค่าบริการรายเดือน 129 บาท (ทดลองใช้ฟรี 30 วัน)
 
 
เปิดตัวในเมืองไทยมาเกือบ 2 ปีแล้วกับ Spotify แอปสตรีมมิ่งระดับโลกที่มีเพลงทุกแนวให้เลือกฟังกันกว่า 40 ล้านเพลง 3 พันล้านเพลย์ลิสต์ และล่าสุดก็มีการปรับฟีเจอร์การใช้งานสำหรับ Free user  นั่นคือการกดค้นหาศิลปินและกดเปลี่ยนเพลงแบบไม่ต้อง Shuffle ให้วุ่นวายใจกันอีกต่อไป ไหนจะสามารถกด Like กด Hide เพลงหรือศิลปินได้ตามชอบ อีกทั้งยังสร้าง Playlists ของตัวเองได้แล้วด้วย นอกจากนี้ยังมีโหมดประหยัด Data เน็ต 3G/4G จากการใช้งานแอป เรียกได้ว่าเป็นการอัพเกรดสิทธิ์การใช้งานเอาใจ free user กันแบบสุด ๆ และยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะทำให้กลุ่มผู้ใช้รายใหม่มาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกด้วย อ่านรีวิว Spotify เต็ม ๆ ได้ที่บทความนี
 
ข้อดี: นอกจากจะมีเพลย์ลิสต์ให้เลือกเยอะแยะแบบฟังได้ไม่ซ้ำ Spotify ยังสร้างเพลย์ลิสต์สำหรับผู้ใช้แต่ละคนโดยเฉพาะ ที่อิงจาก Genre เพลงหรือศิลปินที่เราฟังบ่อย ๆ แถมยังมีศิลปินแนวเพลงใกล้เคียงปนมาให้ฟังอยู่เสมอ อีกทั้งยังสามารถโหลดไว้ฟังแบบออฟไลน์ได้ทุกอุปกรณ์เลย และล่าสุดยังมีการปรับฟีเจอร์ใหม่เอาใจ free user ที่สามารถเลือกฟังเพลงได้เอง ไม่มีการจำกัดการ skip เพลงอีกต่อไป 
 
ข้อเสีย: หลังจากปรับฟีเจอร์ใหม่การใช้งานต่าง ๆ ก็ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นผู้ใช้ฟรีคงต้องฟังสปอตโฆษณากันบ้าง

Tidal

 
ค่าบริการรายเดือน 179 บาท (ทดลองใช้ฟรี 30 วันแรก)
 
 
Tidal แอปนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณภาพเสียงอันสูงส่งดั่งตึก Burj Khalifa ที่ดูไบ ใครที่ชอบฟังเพลงที่มีคุณภาพเสียงระดับ Hi res แล้วละก็ Tidal คงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะคลังเพลงกว่า 25 ล้านเพลงเป็นไฟล์ Loseless ที่ไม่ผ่านการบีบอัดใด ๆ เหมือนฟังผ่าน CD ยังไงยังงั้น ซึ่งศิลปินหลาย ๆ คนก็เลือกที่จะปล่อยเพลงใน Tidal ก่อนที่อื่นก็เพราะเหตุผลนี้นี่เอง
 
ข้อดี: แน่นอนว่าเราจะได้ฟังเพลงในทุกรายละเอียดเพราะเป็นไฟล์ Loseless และสำหรับสาย Geek อย่างเราก็มีความสุขมากกับคอนเทนต์เกี่ยวกับศิลปินเจ๋ง ๆ ที่ทีมบรรณาธิการของ Tidal ได้เลือกสรรและลงมือทำด้วยตนเองเพื่อให้ผู้ใช้ได้อ่านในแอปโดยตรง เพลย์ลิสต์ก็มีให้เลือกหลากหลายไม่แพ้เจ้าอื่นเลย
 
ข้อเสีย: ค่าบริการรายเดือนสูงที่สุด ถ้าเทียบกับแอปอื่น ๆ แต่ก็คุ้มค่ากับคุณภาพเสียงที่จะได้ฟังนะ

Apple Music

 
ค่าบริการรายเดือน 129 บาท (ทดลองใช้ฟรี 3 เดือนแรก)
 
 
เจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง Apple ก็มีแอปพลิเคชันฟังเพลงเป็นของตัวเอง (ใจคอจะไม่เปิดโอกาสให้ใครเลยสินะ) โดย Apple Music จะลิงค์กับเพลงทั้งหมดใน iTunes Store ที่ถือว่าเป็นแหล่งซื้อขายดนตรีรายใหญ่ที่สุดในโลก และล่าสุดเขาก็มากับฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อม ios12 กับการปรับการค้นหาเพลงได้โดยการพิมพ์เนื้อเพลงลงไป เหมาะมาก ๆ กับใครที่จำแต่เนื้อไม่รู้ชื่อเพลงแบบบังเอิญผ่านไปได้ยินเพลงเพราะ ๆ มาจากที่ไหนสักที่แต่มีแค่ทำนองกับท่อนฮุคอยู่ในหัว Apple Music ก็สามารถจัดการได้หายห่วง

 
ข้อดี: นอกจากจะสบายใจเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว ยังได้เพลย์ลิสต์ที่อิงมาจากความชอบส่วนตัวของผู้ใช้ที่จะทำให้รู้จักนักร้องใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย แถมยังสามารถโหลดไว้ฟังออฟไลน์แบบไม่เปลืองเน็ต นอกจากนี้ยังค้นหาเพลงได้จากเนื้อเพลงบางส่วนที่ถือเป็นฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดของ Apple Music
 
ข้อเสีย: ถึงแม้ว่าจะมีเพลงมากมาย แต่ถ้าเพลงอินดี้จัด ๆ ที่ไม่ได้อยู่บน iTunes ก็อาจจะหาฟังไม่ได้เหมือนกันนะ เหมาะกับการฟังคนเดียวมากกว่าที่จะแชร์ให้เพื่อน ๆ และปัญหาเพลงหายบ่อย ๆ ก็ยังเป็นเรื่องกวนใจที่ใครเลือกใช้ Apple Music จะต้องทำใจ แต่ถึงยังไงก็มีช่วง Trial ให้ทดลองฟังถึง 3 เดือนนะ ลองก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีก็ได้ 

Deezer

 
สามารถฟังได้ฟรี หรือสมัครแบบ Premium+ ค่าบริการรายเดือน 155 บาท (ทดลองใช้ฟรี 30 วัน)
 
 
เรียกว่าเป็นมิวสิคสตรีมมิ่งเจ้าแรก ๆ ที่เข้ามาในไทย แถม Deezer ยังเป็นพาร์ตเนอร์กับ Dtac เพราะฉะนั้นลูกค้าที่ใช้เครือข่าย Dtac เลยไม่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนและไม่เสียเน็ตในโปรโมชั่นของตัวเอง
 
ข้อดี: เราสามารถสมัครแบบไม่เสียเงินได้ และมีหน้าโปรไฟล์เป็นของตัวเอง ดังนั้นฟีดที่ขึ้นมาก็จะเป็นแนวเพลงที่เราชอบตามที่เราเคยฟัง แถมถ้าศิลปินที่เรากดเลิฟไว้ออกเพลงใหม่เมื่อไหร่ ก็จะเด้งมาบนฟีดเราทันที! นอกจากนี้เรายังสามารถแชร์เพลงขึ้นบนหน้าโปรไฟล์ของเราให้เพื่อน ๆ ฟังได้ด้วย หรือจะเลือกแชร์เพลงให้เฉพาะคนพิเศษก็ทำได้ หลาย ๆ เพลงจะมีเนื้อเพลงประกอบ ให้เราได้ฟังไปพร้อมกับอินในความหมายไปด้วย
 
ข้อเสีย: ถ้าไม่อยากเสียตังค์สมัครสมาชิกก็ต้องทนฟังโฆษณากันบ่อยหน่อย และถ้าชอบกด Skip เพลงบ่อย ๆ คงจะเซง เพราะกด Skip ได้แค่เดือนละ 6 เพลงเท่านั้นจ้า

JOOX

 
สามารถฟังได้ฟรี หรือสมัครแบบ VIP ค่าบริการ 129 บาท/ต่อเดือน 
 
 
JOOX  โปรดักต์จากเครือ Sanook.com เราเชื่อว่าหลายคนส่วนใหญ่คงจะรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี แอปพลิเคชั่นฟังเพลงยอดนิยมที่นอกจากในแอพจะมีทั้งเนื้อเพลง ทั้ง MV และคาราโอเกะต่าง ๆ แล้ว เมื่อไม่นานมานี้ joox เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Karaoke Duet คาราโอเกะที่จะทำให้เสียงร้องของคุณได้อยู่กับเสียงของศิลปินในเพลงเดียวกัน แถมร้องเสร็จแล้วยังสามารถกดแชร์ให้เพื่อน ๆ ดูได้อีกด้วย 
 
 
ข้อดี: มีเพลงแทบจะทุกแนว ตั้งแต่เพลงฮิต เพลงสากล เพลงลูกทุ่ง และเพลย์ลิสต์เจ๋ง ๆ เช่น เพลงสำหรับวิ่งที่ควรมีติดมือถือ, เพลงฮิตติด BTS, เพลงฮิตติด MRT, เพลงฮิตติดรถทัวร์ หรือแม้แต่บทสวดมนต์ ที่สำคัญคือมีวิทยุให้ฟังด้วย แถมฟีเจอร์ใหม่ก็ตอบโจทย์คนชอบร้องคาราโอเกะได้อย่างดี
 
ข้อเสีย: เพลงสากลส่วนใหญ่จะเป็น VIP และถ้าอยากลองใช้บริการแบบ VIP ต้องกดแชร์เพลงขึ้น Facebook (แชร์ 1 เพลงได้สิทธิ์ 1 วัน) หรือไม่ก็ล็อคอินเข้า JOOX บน desktop (ได้สิทธิ์ 3 วันเฉพาะครั้งแรก) ถ้าขี้เกียจก็สมัคร VIP ไปเลย เริ่มต้นแค่ 20 บาท ใช้ได้ตั้ง 5 วันนะ

Fungjai

 
สามารถฟังได้ฟรี 100%
 
 
แอปพลิเคชันฟังเพลงเชื้อสายไทยแท้นี้เป็นของ Fungjai มิวสิคออแกไนเซอร์ที่สนับสนุนเพลงไทยอินดี้ทั้งหลาย เราว่าแอปนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบศิลปินที่ค่อนข้างนอกกระแสสักหน่อยตามสไตล์เด็กแคท เรดิโอ และเค้ายังเพิ่มภาษาอังกฤษกับภาษาอินโดนีเซียไว้เป็นตัวเลือกให้ผู้ใช้ด้วย

 
ข้อดี: ฟรี! คือเหตุผลแรก แต่สิ่งที่คูลกว่านั้นคือเพลย์ลิสต์เป็นธีมต่าง ๆ ที่ค่อนข้างครีเอทีฟ เช่น หมดแก้ว, เอาที่สบายใจ หรือแม้แต่ แจ่มใสอีกแบ้ว แถมอาร์ตเวิร์กหน้าปกเพลย์ลิสต์ยังน่ารักมาก ๆ อีกด้วย
 
ข้อเสีย: ใครชอบเพลงสากล เชิญแอปอื่นจ้า

Soundcloud

 
สามารถฟังได้ฟรี 100%
 
 
Soundcloud เป็นทางเลือกของคนชอบฟังเพลงสากลอินดี้ เหมาะสำหรับคนพร้อมเปิดใจ ลองฟังอะไรแปลกใหม่ ไม่จำเจ เหมือนที่ได้ฟังกันในวิทยุ เพราะจะมีศิลปินอินดี้จากหลากหลายประเทศปล่อยเพลงเจ๋ง ๆ ให้ฟังกันแบบฟรี ๆ หรือบางทีเราก็อาจจะได้ฟัง Hidden Track จากศิลปินดัง ๆ อีกด้วย และเราก็ยังสามารถแชร์เพลงที่กำลังฟังอยู่ไปที่ไอจีสตอรี่ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องแคปหน้าจอไปแชร์อีกต่อไป
 
ข้อดี: เราสามารถเป็นทั้งผู้เสพและผู้ขายได้ใน Soundcloud เพราะนอกจากจะได้ฟังเพลงใหม่ ๆ จากศิลปินโนเนมเจ๋ง ๆ แล้ว เราก็ยังสามารถอัพเพลงของเราขึ้นให้คนอื่นฟังได้ด้วย เพราะ Soundcloud มีลักษณะเหมือน sharing platform นั่นเอง
 
ข้อเสีย: บ่อยครั้งที่เรามักจะเจอเพลงเวอร์ชัน Remix หรือเวอร์ชัน Cover เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากหาเพลงแมส ๆ ฟังแบบออริจินัลก็คงไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นะ