ถัดจากยุคที่ชาว Millennials ได้พบประสบการณ์การเป็น First Jobbers กันหมดแล้วก็ถึงคราวที่ Generation Z หรือใครที่เกิดช่วงปี 1995-2009 ได้เวลาก้าวเข้าสู่โลกทำงานซักที วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้คนเริ่มทำงานรุ่นใหม่ได้ลุยกับชีวิตการทำงานได้ราบรื่นและพร้อมกว่าใครๆ
1. หา Work-Life Balance

ด้วยความที่คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ไม่ค่อยยึดติดกับชั่วโมงทำงานปกติอยู่แล้ว มันจึงง่ายมากที่เราจะปล่อยให้ตัวเองหักโหมและทำงานนอกเวลางานเพื่อให้ได้งานตามที่ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อเราอินกับโปรเจกต์อะไรเป็นพิเศษ แต่การทำงานหักโหมเป็นกิจวัตรกลับจะไปลดประสิทธิภาพการทำงานของเราลงในระยะยาว เพราะสมองได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ แถมยังทำให้เรามีเวลาอยู่กับครอบครัวหรือทำกิจกรรมส่วนตัวน้อยลงด้วย
2. รู้จักสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

สมัยนี้เราเชื่อมต่อบนโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลา จนหลายครั้งเราอาจลืมหันหน้ามาสื่อสารกับคนรอบข้างจริงๆ ซึ่งรวมถึงในโลกของการทำงานด้วย เพราะทักษะการสื่อสารนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากในการทำงาน เราจะได้มีโอกาสเรียนรู้และประเมินการทำงานของตัวเองจาก Feedback เพื่อนร่วมงานและหัวหน้า
ที่สำคัญ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยังช่วยลดความเครียดและข้อผิดพลาดในการทำงานอีกด้วย อย่าลืมว่าการทำงานอย่างมีอิสระไม่ได้แปลว่าต้องทำงานคนเดียวนะ ดังนั้นอย่าเอาแต่ทำงานจนลืมพูดคุยหรือแบ่งปันไอเดียกับเพื่อนร่วมงานล่ะ แต่ถ้าคุยงานกันหนักจนปวดหัว ก็อย่าลืมพักดื่ม Peptein ที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก Original Soy Peptide ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้อย่างรวดเร็ว จะได้บำรุงสมองแล้วค่อยกลับไปจับมือลุยงานกันต่อแบบไอเดียแล่นสุดๆ
3. มองหางานที่มีความหมาย

หลายคนไม่รู้ตัวว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนยุคนี้นั้นอยู่กับงานและทำงานได้ดีก็คือเมื่อพวกเราได้ทำงานที่มีความหมายต่อตัวเอง ความหมายในที่นี้ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องทำงาน NGO ไปเดินสายออกงานการกุศล หรือก่อตั้งธุรกิจแนว Social Enterprise กันซะหมด แต่อาจจะเป็นอะไรที่ตอบสนองอุดมการณ์หรือความชอบของตัวเองก็ได้เหมือนกัน ถ้าสิ่งที่ทำไม่มีความหมายต่อเรา ถึงแม้จะได้เงินเดือนดี มันก็ยากที่เราจะทำมันได้ดีและอยู่กับมันได้นาน จริงไหม?
4. หาเมนเทอร์

ขนาดเดอะเฟสยังมีเมนเทอร์ เจเนอเรชันเราๆ ก็ควรได้รับคำแนะนำและความรู้มากกว่าคนรุ่นไหนที่ผ่านมา และถึงแม้โดยธรรมชาติของ First Jobbers ในรุ่นนี้จะไม่ชอบถูกจู้จี้หรือทำงานโดยถูกจับตามองตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วเราสามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากคำแนะนำของผู้มีประสบการณ์มากกว่าได้ไม่น้อยเลยนะ
5. สิ่งแวดล้อมก็สำคัญ

เราอาจจะเลือกทำงานในออฟฟิศสวยๆ ไม่ได้กันทุกคน แต่ความน่าอยู่ของออฟฟิศก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตกแต่งที่ดูดีมีสไตล์เสมอไป การปรับแต่งมุมเล็กๆ บนโต๊ะทำงานก็มีส่วนช่วยลดความเครียดและทำให้เราอยากทำงานมากขึ้น
ลองหากระบองเพชรจากจตุจักร ของแต่งบ้านดีไซน์เก๋ๆ หรืออุปกรณ์สำนักงานเท่ๆ มาวางบนโต๊ะทำงาน นอกจากจะช่วยเปลี่ยนมู้ดแล้ว อาจจะยังดูเป็นมืออาชีพขึ้นด้วยนะ
6. ก้าวออกจาก Comfort Zone บ้าง

อย่าปล่อยให้งานของเรา ซึ่งหลายครั้งมักเป็นอะไรที่กิจวัตรและน่าเบื่อ จำกัดทักษะและการเรียนรู้ของเรา ลองก้าวออกจาก Comfort Zone ไปทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง (แต่ในที่นี้ไม่ได้ต้องถึงขั้นเอ็กซ์ตรีมแบบไปกระโดดร่มหรือว่ายน้ำกับฝูงฉลามนะ) แค่ลองหาเวลาไปศึกษาหาความรู้อื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ การเขียนโค้ด เรียนภาษาที่สาม หรือทำอะไรครีเอทีฟอย่างเวิร์กช็อปงานคราฟต์ หรือไปเที่ยวไกลๆ คนเดียว แพ็คกระเป๋าแล้วอย่าลืมพก Peptein ไปด้วยเผื่อเบื่อๆ คิดอะไรไม่ออกระหว่างทริปจะได้หยิบขึ้นมาดื่มเพิ่มไอเดียใหม่ๆ
การออกไปทำอะไรที่ไม่คุ้นเคยนอกจากจะเป็นการเพิ่มความสามารถพิเศษและเอื้อกับการเปลี่ยนสายงานหากจำเป็นแล้ว ยังทำให้เรามีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นและเป็นการฝึกทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย นอกจากนี้ การทำงานในปัจจุบันอาจทำให้เราต้องร่วมงานกับคนในอาชีพอื่น การมีความรู้ที่กว้างขวางจะทำให้เราเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็วด้วยนะ
7. รู้จักอดทน

เราอาจจะเคยชินกับการที่ความต้องการของตนเองได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้การทำงานร่วมกับเจเนอเรชันอื่นๆ อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งทางความคิดและวิธีการได้ การอดทนและมีวินัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการประสบความสำเร็จในเรื่องอะไรสักอย่างนึง และจะทำให้เราต่างจากคนรุ่นเดียวกันส่วนมากด้วย
ยิ่งกว่านั้น หากเรามัวแต่มานั่งหัวเสียบ่อยๆ เวลามีอะไรไม่ได้ดั่งใจจะส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและจิตในระยะยาว แถมทำให้คนรอบข้างอารมณ์หม่นหมองไปด้วยนะ
8. ออกไปกินข้าวเที่ยงนอกออฟฟิศ

อย่ามัวแต่ขลุกอยู่ในออฟฟิศนะ รู้รึเปล่าว่าการกินอาหารบนโต๊ะทำงานนั้นทำให้คนเรามีแนวโน้มจะกินเยอะขึ้น เพราะเมื่อเราทำงานไปด้วยกินไปด้วยพร้อมกัน เราอาจจะเผลอกินอาหารในปริมาณมากกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ฉะนั้น ถึงเวลาพักก็ควรพัก การออกไปรับประทานอาหารข้างนอกจะทำให้เราแบ่งเวลาการทำงานเป็นสัดส่วน และไม่ทำงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนเกินไป
ลองออกไปเดินรับแสงแดดข้างนอกบ้าง (ถึงช่วงเที่ยงจะร้อนไปหน่อยก็เถอะ) หรือถ้าใครงานยุ่งจนไม่มีเวลา อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเปลี่ยนที่ไปเป็นในครัวหรือที่ที่ออฟฟิศจัดไว้ให้ จะได้ถือโอกาสพูดคุยสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานไปด้วย กินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วอย่าลืมหาเครื่องดื่มบำรุงสมองอย่าง Peptein ที่รสชาติดื่มง่าย มาเป็นอาวุธในยามบ่ายด้วย รับรองสมองแล่นฉิวแน่นอน


