Skip to main content
AdSense

5 เหตุผลที่เราควรทิ้งรถไว้บ้านแล้วไปค้างคืนในย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาดูสักครั้ง

เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกันนะ

5 เหตุผลที่เราควรทิ้งรถไว้บ้านแล้วไปค้างคืนในย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาดูสักครั้ง
September 12, 2017 Bangkok time
ทุกวันนี้ย่านเก่าแก่ใจกลางกรุงที่อยู่ไม่ไกลจากริมแม่น้ำเจ้าพระยานั้น เต็มไปด้วยแหล่งแฮงค์เอาท์ที่เราไม่อยากพลาดเลยสักแห่ง แต่ปัญหารถติด ที่จอดรถหายาก ไหนจะต้องเป็นพลเมืองดียึดสโลแกน “เมาไม่ขับ” กันอีก การลัดเลาะเทีี่ยวไปในย่านในตำนานที่กำลังฮิปและฮิตจัดจึงไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร ไหนๆ จะไปให้สุดทางแล้ว หาโรงแรมดีๆ ค้างคืนแถวนั้นเลยดีกว่า
 

1. หาที่จอดรถยากมาก ค่าที่จอดก็มหาโหด

 

หนึ่งในเรื่องสยองขวัญเกี่ยวกับการจราจรในย่านเยาวราช คือ นอกจากจะเดินรถแบบวันเวย์ ชนิดที่เลี้ยวผิดชีวิตเปลื่ยนแล้ว เรื่องรถติดเป็นสิ่งที่เราคงไม่ต้องพูดถึง แต่สิ่งหนึ่งที่ทรมานใจคนอยากฮอปปิ้งไปในย่านเจริญกรุง-ไชน่าทาวน์ซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้ย้ายสำมะโนครัวมาเปิดกันเต็มไปหมด ก็คือค่าที่จอดรถที่ทำให้เราสนุกได้ไม่เต็มที่ เพราะ “มันเลยเวลาจอดรถมาหนึ่งนาทีแล้วจ้า”

 

 

ซึ่งเท่าที่เราได้ไปหาข้อมูลค่าที่จอดรถในย่านเจริญกรุง-เยาวราช ทำให้ได้ข้อมูลโดยเฉลี่ยดังนี้

- อาคารจอดรถฮั่วเซ่งฮงสาขา 2 คิดค่าจอดรถชั่วโมงละ 40 บาท จอดได้ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มเท่านั้น

- วัดชัยภูมิการาม คิดค่าจอดรถชั่วโมงแรก 40 บาท ชั่วโมงถัดไปชั่วโมงละ 30 บาท จอดได้ 24 ชั่วโมง

- อาคารเท็กซัสสุกี้ คิดค่าที่จอดรถชั่วโมงแรก 40 บาท ทุกครึ่งชั่วโมงถัดไปอีกครึ่งชั่วโมงละ 20 บาท 

- โรงหนังเฉลิมบุรีเก่า คิดค่าที่จอดรถชั่วโมงละ 30 บาท จอดได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน

แค่เราลงไปหาอะไรอร่อยๆ กินอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงคนที่จอดทั้งวัน ทางที่ดีจอดรถทิ้งไว้ที่บ้านดีกว่า ไม่ต้องเปลืองน้ำมัน ค่าที่จอดรถ แถมสุขภาพจิตดีกว่ากันเยอะ


2. ช้อปปิ้งเยอะขนาดไหนก็ยังมีที่เก็บของ      

เบื่อมากๆ กับการเป็นบ้าหอบฟางเวลาไปช้อปปิ้ง ยิ่งเวลาไปเดินช้อปตามย่านต่างๆ ที่ไม่มีแผนกฝากของเหมือนในห้างด้วยแล้ว แต่เราก็ไม่อยากให้เรื่องดังกล่าวมาเป็นอุปสรรคต่ออาการ Shopaholic ของเรา เพราะบรรดาร้านรวงย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง เช่น เอเชียทีค นั้นมีทั้งงานอาร์ต งานคราฟต์ ไปจนถึงของกระจุกกระจิกต่างๆ ที่ทำเอากระเป๋าเบาไปโดยไม่ทันตั้งตัว  

 

 

ส่วนฝั่งริเวอร์ซิตี้ก็ใช่ย่อย เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ได้มีเฉพาะงานศิลปะไทยจ๋าไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีช็อปเครื่องหนังเท่ๆ อย่าง Kor Por Or ที่เราชอบเครื่องหนังแฮนด์เมดดีไซน์เรียบๆ เลือกใช้สีโทนอบอุ่นให้มู้ดยุค 60s เบาๆ แถมยังมีไลน์โปรดักต์ให้เลือกเพียบไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าสตางค์ ไดอารี่ หรือซองใส่ไอแพด จริงๆ แล้ว Kor Por Or ยังมีอีกสาขาใกล้ๆ กันอยู่ที่เอเชียทีคด้วยนะ แต่เราชอบคอนเซ็ปต์ Floating Cafe ของสาขาริเวอร์ ซิตี้ มากกว่า เพราะมันดูเก๋เท่ในสไตล์ลอฟต์ แถมยังเดินเลือกซื้อของได้สบายๆ โดยไม่ต้องเบียดกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก Kor Por Or

จุดละลายทรัพย์ถัดมาของเราอยู่ห่างจากริเวอร์ซิตี้ไปแค่ 500 เมตร เดินยังไม่ทันได้เหงื่อก็เจอกับ Warehouse 30 ครีเอทีฟสเปซที่แวะมากี่รอบเราก็ยังไม่เบื่อ คราวนี้เรามาเพื่อช้อปเสื้อผ้าสไตล์มินิมัลราคาสมเหตุสมผลที่ Lonely Two Legged Creature อย่างเสื้อเชิ้ตลายกราฟิกพริ้นต์ ราคา1,250-1,850 บาท กางเกงขายาวราคาราวๆ 1,450 บาท นับว่า ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับคุณภาพของเนื้อผ้าและคัตติ้งที่งานดีแบบนี้ 

 

 
 
 

3. นั่งเรือเที่ยวชิลล์กว่ากันเยอะ

 

รถไฟฟ้าก็รถไฟฟ้าเถอะ เจอเรือข้ามฟาก ไปจนถึงเรือด่วนเจ้าพระยาเข้าแล้วจะติดใจ เราเริ่มนั่งจากท่าเรือริเวอร์ซิตี้ข้ามฝั่งเจริญนครไปยัง The Jam Factory หากจะมาที่นี่ เราแนะนำว่านั่งเรือข้ามฟากแล้วชีวิตจะดีกว่ามาก ที่นี่มักมีอีเวนท์ดีๆ ดึงดูดให้เราอยากมาแทบทุกอาทิตย์ อย่างตอนนี้กำลังมีนิทรรศการของนักวาดภาพประกอบที่เรารักอย่าง Juli baker and summer จัดแสดงอยู่จนถึงวันที่ 8 ต.ค.นี้ด้วย แล้วแบบนี้จะไม่แวะมาได้ยังไงล่ะ

 

นิทรรศการ Please, make yourself at home โดย Juli baker and Summer ที่ The Jam Factory

 

 

จากท่าเรือคลองสานเราสามารถขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาไปลงท่าเตียน แล้วเดินข้ามถนนไปอีกนิดก็จะเจอกับวัดโพธิ์ แม้จะตั้งอยู่ใกล้กับแลนด์มาร์กอย่างวัดพระแก้ว แต่เรามักแวะเวียนไปวัดโพธิ์บ่อยกว่า เนื่องจากชอบบรรยากาศที่เงียบสงบ รวมถึงสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายอารยธรรมจีนเจือปน อย่างยักษ์วัดโพธิ์หน้าตาขึงขังที่ยืนเฝ้าประตูอยู่คือตัวอย่างที่ชัดเจน กระเบื้องสีสดที่ใช้ประดับประดาพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาลก็งดงามวิจิตร ส่วนใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนขี้เมื่อย อาจอยากแวะไปนวดแผนไทยโบราณที่วัดแห่งนี้ดู ลองเปลี่ยนบรรยากาศแล้วทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวสักวันก็ดูน่าสนุกไม่เบานะ  

 

 

 

ไม่ไกลจากวัดโพธิ์เรายังสามารถเดินไปแวะชมนิทรรศการดีๆ ที่มิวเซียมสยาม ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งซอยเล็กๆ กั้น เพราะนอกจากจะมีนิทรรศการถาวรที่บอกเล่าถึงรากเหง้าของเราแล้ว ยังมีนิทรรศการหมุนเวียนอยู่ตลอด วันดีคืนดีก็มีอีเวนต์เท่ๆ อย่าง Noise Market มหกรรมทางดนตรีที่ชาวอินดี้รอคอยมาให้ได้มันส์กันโดยไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์รักษ์โลกอย่าง Precycle ตามความตั้งใจของผู้จัดงาน

 

 

จากนั้นเราเดินกลับไปยังท่าเตียนเพื่อข้ามฝั่งแม่น้ำไปยังวัดอรุณราชวราราม แม้ภาพพระปรางค์วัดอรุณฯ อันเปี่ยมด้วยมนต์ขลังอย่างที่เราคุ้นตา จะกลายเป็นแค่ภาพในความทรงจำไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรตัวสถาปัตยกรรมที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยานี้ ก็ยังควรค่าแก่การไปสักการะเยี่ยมชมด้วยตนเองอยู่ดีนะ แถมบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตกก็ยังคงโรแมนติกอยู่เหมือนเดิม

 


4. ตระเวนกินรอบดึกแล้วต่อด้วย Bar Hopping 

 

แผนที่ของกินรอบค่ำยันดึกย่านเยาวราชนั้น คือ ลายแทงขุมทรัพย์ที่ฟู้ดดี้ตัวจริงต้องตามเก็บให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น ขาหมูสิริรามา หนังนุ่มยุ่นน้ำราดไม่หวานบาดลิ้น ซึ่งมีไฮไลท์อยู่ที่เต้าหู้ทอดชุ่มน้ำซุปขาหมู ส่วน ก๋วยจั๊บนายเล็ก (อ้วน) นั้นถึงจะมีกี่สาขาก็คงสู้ร้านดั้งเดิมไม่ได้ เพราะหนังหมูกรอบที่เจอกับน้ำซุปสูตรพริกไทยร้อนวาบแล้วยังปราบความกรอบไม่ได้นั้นคงต้องมาลองที่นี่ที่เดียว  

 

ก๋วยจั๊บนายเล็ก (อ้วน) 

ร้านน้องแอมขนมปังปิ้ง นั้นเสิร์ฟขนมปังปิ้งที่ตัวขนมปังแบบกลมนั้นกรอบนอกนุ่มใน เลือกสั่งได้ทั้งหน้าสังขยาชุ่มๆ ช็อกโกแลต แยมสตรอว์เบอร์รี่ ฯลฯ รสเนยเค็มๆ บอกเลยว่าฟินสุดๆ ถ้ามีเวลาอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมงเพื่อต่อคิวยาวเหยียด อาจเป็นอีกร้านที่ควรแวะไปลอง จากนั้นไปต่อด้วย บัวลอยกลมเกลียว by แม่แกว บัวลอยครบเครื่องที่หน้าตาสวยพอๆ กับรสชาติ เราชอบมากับแก๊งเพื่อนแล้วสั่งแบบหม้อไฟที่เสิร์ฟมาในกระทะทองเหลืองที่จุดไนโตรเจนเหลวไว้ด้านล่างให้อุ่นกำลังดีตลอดการกิน

 

ร้านน้องแอมขนมปังปิ้ง

 

บัวลอยกลมเกลียว by แม่แกว

 

อิ่มแล้วก็ตะลุย Bar Hopping กันแบบยิงยาว เริ่มต้นกันที่ซอยนานาที่มากี่หนก็มีบาร์ใหม่ๆ หรืออย่างน้อยก็เมนูใหม่มาให้ลิ้มลองอยู่ตลอด เริ่มประเดิมจากโรงเตี๊ยมหมายเลข 8 นามว่า Ba hao ที่นอกจากเราจะเทใจให้เมนูเนโกรนี่สัญชาติจีนอย่าง Opium แล้ว เมนูของหวานอย่างพุดดิ้งโกจิเบอร์รี่เนื้อเนียนก็กลายเป็นเมนูที่ต้องเบิ้ลไปเสียทุกครั้ง

 

Ba Hao

สำหรับคอคราฟต์เบียร์น่าจะตกหลุมรัก Pijiu Bar ที่ดูจากภายนอกนึกว่าเป็นคลินิกทำฟันยุคอาม่ายังสาว แต่เข้ามาแล้วจะได้เจอกับคราฟต์เบียร์ On Tap รวมถึงเบียร์แบบบรรจุขวดในตู้แช่ แถมด้วยไม้ตายอย่างเมนูโคลด์คัตที่หยิบของโอท็อปย่านไชน่าทาวน์มาประยุกต์ได้ลงตัวสุดๆ  

 

Pijiu Bar

เที่ยวเมืองจีนกันมาแล้วขอเปลี่ยนมู้ดมาบาร์อนุรักษ์ไทยอย่าง Tep Bar ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้เราได้นั่งจิบยาดอง และค็อกเทลไทยสไตล์เคล้าเสียงระนาด อีกหนึ่งบาร์ที่ติดลิสต์ของเราตลอดกาลย่อมหนีไม่พ้น Teens of Thailand จินบาร์ที่จริงจังเรื่องค็อกเทลจินเบสรสสดชื่น ในบรรยากาศดิบเท่แต่ยังความชิลไว้

 

Tep Bar

 

Teens of Thailand

 

ขยับออกมานอกซอยนานากันบ้าง เราไปต่อกันที่ย่านเจริญกรุงนี้มีบาร์หลากสไตล์ให้เลือกฮ็อปได้อย่างเพลิดเพลิน เริ่มจาก Let the Girl Kill ภาคต่อของคราฟต์เบียร์บาร์ในตำนาน ที่เราไม่กังขาใน selection ของคราฟต์เบียร์แม้แต่นิดเดียว แถมยังชอบใจในบรรยากาศแบบหนังมาเฟียที่ชวนก๊วนเพื่อนผู้ชายมานั่งแฮงค์เอ้าท์กันได้อย่างไม่ขัดเขิน

 

Let the girl kill

จากนั้น ลองแวะไปต่อที่ Foo John Building ตรงปากซอยเจริญกรุง 31 บาร์กระทำหว่องที่ติดท็อปชาร์ตของเราได้ทุกทีไป ด้วยมู้ดแอนด์โทนที่จำลองแบบมาจากหนังของคนเหงาเรื่อง In the Mood for Love ได้อย่างแนบเนียน บวกกับคุณภาพและความหลากหลายของเมนูอาหารและเครื่องดื่มของทั้งสามชั้น ทำให้เราใช้เวลาหมดไปกับตึกแถวหน้าตาสวยและ Sophisticated หลังนี้นานกว่าที่อื่น 

 

Foo John Building

5. ไม่พลาดทุกคาเฟ่และบรันช์ในย่านสุดฮิป

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เช้ายันสายไปจนถึงบ่ายวันอาทิตย์ของเราไม่เคยเพอร์เฟ็กต์ เป็นเพราะ “ฉันไม่เคยตื่นไปทาน Brunch แบบสวยๆ กับเพื่อนทันเลยสักวีค!” ได้แต่สไลด์ดูภาพในอินสตาแกรมของเพื่อนแล้วก็กดไลค์แต่ใจจริงแอบอิจฉาหนักมาก เมื่อเราตัดสินใจเลือกค้างคืนในโรงแรมใจกลางย่านเก่าแก่ที่กำลังคึกคักไปด้วยคาเฟ่แสนเก๋ทั้งหลาย คราวนี้ยังไงก็ตื่นมาบรันช์ทันแน่นอน

 

 

เริ่มด้วยเบอร์เกอร์สำหรับมื้อสายใน Little Market ตึกแถวสีขาวในซอยเจริญกรุง 28 ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีสด ข้าวของวินเทจ และงานศิลปะบนผนังร้านที่มีดีเทลชวนให้แวะชม ตลาดน้อยๆ ในห้องแถวหนึ่งคูหาหลังนี้พร้อมเสิร์ฟอาหารเช้าสไตล์ตะวันตกอย่างมูสลี่ แพนเค้ก รวมถึงเมนูหนักท้องอย่างเบอร์เกอร์ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์เลยก็ว่าได้ เพราะทางร้านเลือกใช้เนื้อออสเตรเลียน Grain-Fed และขนมปังจากร้านเก่าแก่ประจำย่านอย่างร้านปั้นลี่ เบเกอรี่  

 

เมนูไฮไลท์ของ Little Market

 

ต่อจากนั้นถ้าอยากจิบกาแฟดีๆ ในบรรยากาศรัสติกแฝงกลิ่นอายไทยนิดๆ เราเพิ่งค้นพบว่า CHATA Specialty Coffee 98 บนถนนพาดสายที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในย่านเยาวราช น่าจะเป็นอีกคาเฟ่ที่เข้ามาแล้วรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่วิวที่มองผ่านเรือนกระจกออกไปแล้วได้ชื่นชมกำแพงปูนแตกร่อนที่ทางร้านแชร์กันกับกำแพงวัดสัมพันธวงศ์ได้อย่างลงตัว ไม่เพียงแต่การออกแบบสเปซของร้านที่ดูเหมาะเจาะ เมนูกาแฟของที่นี่ก็เข้าขั้นน่าจะถูกใจสายคาเฟ่ฮ็อปเปอร์ตัวจริงแน่นอน เพราะมีเมล็ดกาแฟหลากให้เลือก รวมถึงยังใช้กรรมวิธีการชงแบบสโลว์บาร์ที่ทำให้เราได้สัมผัสกับรสชาติของกาแฟในรูปแบบที่ควรจะเป็นจริงๆ ลองสั่งเค้กมะพร้าวซึ่งเป็นของหวานเมนูเดียวของทางร้านมาลองด้วย บอกเลยว่าเข้าคู่กับรสขมของกาแฟมาก

 

 

CHATA Speciality Coffee

 

Wanderlust Coffee and Eatery คาเฟ่ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของโฮสเทล 2W Bangkok ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับซอยนานา เป็นอีกหนึ่งบรันช์สป็อตที่อาหารดี กาแฟเด่น แถมยังตกแต่งได้เท่จัดด้วยสไตล์อินดัสเทรียล ลอฟต์ ที่เน้นใช้ปูนเปลือยและสีขาวดูสะอาดตา เมนูบรันช์ที่นี่เป็นสไตล์เมลเบิร์นที่เรายกให้เป็นเมืองหลวงแห่งอาหารเช้า เพราะฉะนั้น จะมีความซับซ้อนในกรรมวิธีการทำมากกว่าอเมริกันเบรกฟาสต์ที่เราคุ้นเคย อย่าง Pulled Beef Burger ที่ใช้เวลาตุ๋นเนื้อกว่า 8 ชั่วโมง ส่วนกาแฟนั้นเลือกใช้เมล็ดกาแฟจากเชียงใหม่นำมาครีเอทเมนูสูตรเฉพาะของร้านอย่าง The Metro ที่นำเอสเพรสโซ่ช็อตมาท็อปด้วยโทนิกและน้ำส้ม ดื่มแล้วสดชื่นจริงจัง

 

 

Wanderlust Coffee and Eatery


Tips! ถ้าใครมองหาบรรยากาศโรแมนติกขึ้นอีกหน่อย เราแนะนำให้ลงรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีสะพานตากสิน แล้วนั่งเรือรับส่งจากท่าเรือสาทรมายัง AVANI Riverside ในย่านเจริญนคร เพราะที่นี่มีรูปท็อพบาร์ชื่อ Attitude ที่ดีงามในแพ้ในเมือง ไม่ว่าจะเลือกนั่งชมวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบ 180 องศาตรงห้องกระจกด้านใน หาอะไรดื่มชิลๆ ตรงบาร์ตรงโซนกึ่งเอาท์ดอร์ หรือนั่งรับลมริมระเบียงด้านนอกจนบาร์ปิด ก็ทำได้ตามใจชอบ

 
 

เอาเป็นว่าถ้าใครอยากเปลี่ยนอารมณ์จากการสเตเคชันตามโฮสเทลย่านเมืองเก่า จะต่อเรือมาเช็คอินที่นี่สักคืนก็เป็นไอเดียที่ไม่เลว ยิ่งถ้าเป็นคนชอบชิล จะตื่นสายหน่อยมากินเบรคฟาสต์วันอาทิตย์ที่โรงแรมก็ยังได้

 

 

สุดท้ายนี้ เราแนะนำให้ไปเช็คเอาท์แคมเปญ #24HRSWITHME ที่อาจจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับสเตเคชันครั้งหน้า ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารสตรีทฟู้ดที่ควรค่าแก่การไปเช็คอินยามดึก บาร์ที่ฮิปที่สุด หรืออาร์ตสเปซเท่ๆ ลองวางมือจากงาน แล้วไปเดินปะปนกับนักท่องเที่ยว ก็เป็นอีกวิธีการคลายเครียดที่มีสีสันไม่แพ้ทริปไปเชียงใหม่หรือฮ่องกงเลยล่ะ

 

YouTube video

 

AdSense
AdSense
AdSense