Dec 25 2018

tech

เราลองใช้แล้วเลยกล้าแชร์ ว่าอะไรปัง อะไรพัง ของ iPhone XR

อะไรดี บุ๋มก็ว่าดี
หนึ่งในสมาร์ตโฟนที่เพิ่งออกมาช่วงปลายปี แต่หลาย ๆ คนในบ้านเราก็ให้ความสนใจไม่น้อยแม้จะไม่ใช่รุ่นเรือธงของซีรีส์ก็ตามอย่าง iPhone XR ที่เราได้ยินเสียงร่ำ ๆ มาจากคนรอบตัวมาตลอดว่าอยากจะลองใช้เจ้าตัวนี้เหลือเกิน ยิ่งพอเจ้า iPhone XR วางจำหน่ายในบ้านเราช้ากว่ารุ่นอื่น ๆ อย่าง iPhone Xs หรือ Xs Max แล้วด้วย ความอยากของแต่ละคนก็ยิ่งเพื่มขึ้นเข้าไปอีก และพอเรามีโอกาสได้ลองใช้ iPhone XR ด้วยตัวเองมาได้สักพัก จึงทำให้เราค้นพบว่า ที่จริงแล้วเจ้าสมาร์ตโฟนตัวเก๋ราคาพอจับต้องได้ตัวนี้ มันมีอะไรบ้างนะที่เราว้าว...เจ๋งจัง และอะไรบ้างที่เราว้า...เสียดายจัง 
 
 

ปัง : ขนาดเครื่องและหน้าจอ

 
อย่างแรกเลยที่เรารู้สึกชอบคือขนาดของตัวเครื่องนี่แหละ บอกตรงนี้ก่อนว่าเราได้ลองใช้มาเกือบหมดทุกซีรีส์ของ iPhone แล้วตั้งแต่ iPhone 5 เครื่องจิ๋วหลิวน่ารัก iPhone 8 ที่ใหญ่ขึ้นมาเหมาะมือ iPhone ตระกูล Plus ที่ใหญ่คับมือ จนถึง iPhone XS Max ที่ตัวเครื่องใหญ่เท่า ๆ กับตระกูล Plus แต่จอใหญ่กว่ามาก พอได้มาเจอ iPhone XR ที่มีขนาดหน้าจออยู่ระหว่าง iPhone Xs (5.8 นิ้ว) กับ iPhone Xs Max (6.5 นิ้ว) นั่นคือที่ขนาด 6.1 นิ้ว นั้นก็ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ขึ้นมาจาก iPhone Xs แต่ไม่ถึงกับ iPhone Xs Max เราที่ใช้เครื่องใหญ่ตระกูล Plus มานานจนคุ้นมือ แต่ก็ยังลำบากสำหรับใครที่ชอบใส่สมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกง เพราะบางครั้งปลายเครื่องก็ชอบเลยขอบกระเป๋ากางเกง หรือไม่ก็ทิ่มหน้าขาเวลานั่งตลอด แต่ก็ให้กลับไปใช้หน้าจอเล็กแบบเครื่องมาตรฐานก็คงไม่ไหวแล้ว iPhone XR จึงถือเป็นความพอดีที่เรากำลังชอบเลยล่ะ
 
 
ส่วนเรื่องหน้าจอนี่ก็อาจไม่ถึงขั้นดีงามเท่ารุ่น Xs หรือ Xs Max เพราะเป็นแค่จอ LED Liquid Retina ไม่ใช่ OLED แบบ Super Retina แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ดีเลย เพราะยังคงให้สีสันที่สวยและภาพที่ชัดปิ๊งไม่ต่างกันเลย มีแค่สองจุดคือเรื่องสีดำที่อาจยังทำได้ไม่ดีเท่า OLED และเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหญ่คือความละเอียดของหน้าจอที่ยังไม่ใช่ Full HD เลย เป็นแค่ HD ที่ 720 เท่านั้น แต่เราไม่แคร์จุดนั้นเท่าไหร่เพราะนี่ไม่ใช่จอโทรทัศน์ที่มีไว้ชมภาพยนตร์ที่ต้องการคุณภาพภาพแบบดีที่สุดขนาดนั้นสักหน่อย รวมไปถึงสายตาของเราก็ยังไม่ได้แยกรายละเอียดของจอได้ชัดเจนขนาดนั้นด้วย อีกอย่างคือเราคิดว่าแม้เครื่องจะใหญ่กว่า Xs (และหนากว่าเครื่อง iPhone รุ่นก่อน ๆ) แต่เราคิดว่าน้ำหนักเบากว่านิดนึงนะ อย่างน้อยนอนเล่นบนที่นอนแล้วเผลอหล่นใส่หน้าก็ยังไม่เจ็บตัวเกินไปแหละ

ปัง : กล้องเดี่ยวแต่เปรี้ยวเวอร์

 
 
หลายคนน่าจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าแม้เจ้า iPhone XR จะมีกล้องหลังเพียงแค่ตัวเดียว แต่ประสิทธิภาพการทำงานของมันก็ไม่ได้แย่ไปกว่าอีก 2 รุ่นอย่าง iPhone Xs และ Xs Max ที่มีกล้องคู่หลังเลย ถ้าจะให้บอกง่าย ๆ ก็คือกล้องหลังของ iPhone ทั้ง 3 รุ่นนี้ให้ความละเอียดที่ 12 ล้านพิกเซลเหมือนกัน มีโหมด HDR เหมือนกัน เซนเซอร์ส่วนใหญ่ก็ใกล้เคียงกัน จะเป็นรองแค่ iPhone XR ซูมดิจิทัลได้ 5 เท่า แต่ iPhone Xs และ Xs Max นั้นซูมดิจิทัลได้สูงสุด 10 เท่า แต่กล้องจากสมาร์ตโฟนเนี่ย ซูมเยอะ ๆ ไปคุณภาพของภาพก็แย่ลงอยู่ดีแหละ
 
 
ที่สำคัญคือพอใช้การถ่ายภาพโหมด Portrait ก็ละลายหลังเป็นโบเก้ได้ไม่ต่างจากสมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงที่มีกล้องหลัง 2 ตัว (หรือมากกว่านั้นในยุคนี้) เหมือนกัน ด้วยการนำ AI อัจฉริยะเข้ามาใช้ในการประมวบผลถึงบุคคลที่ถูกถ่ายตรงหน้ากับระยะห่างของแบ็กกราวน์ด้านหลัง โปรแกรมก็จะทำการเบลอหลังให้ในทันที ซึ่งสามารถเข้ามา Edit ในรูปว่าอยากให้เบลอมากหรือน้อยขนาดไหนได้อีกด้วย จะได้ไม่ดูหลอกจนเกินไป อีกอย่างคือถ้าใครเคยใช้โหลด Portrait ของ iPhone รุ่นที่เป็นกล้องคู่หลังแล้ว จะพบว่าภาพมันจะแคบเข้ามาจากปกติ ซึ่งบางครั้งก็อยากได้ภาพ Portrait ที่ Wide บ้าง ซึ่ง iPhone XR เป็นแบบนั้นแหละ ภาพถ่ายโหมดปกติ กับโหมด Portrait นั้นกว้างเท่ากันจ้า ปลื้มแรงงง

พัง : AI ที่ยังกั๊ก ๆ อยู่

 
 
เรื่องกล้อง iPhone XR นี่ต้องขอมอบมงให้ในความปัง และทิ้งไมค์ให้ความพังของพี่แกด้วยเลย นั่นเพราะถึงแม้ว่าเครื่องจะมีการนำ AI อัจฉริยะเข้ามาช่วยให้เราสนุกกับการถ่ายภาพด้วยกล้องเลนส์เดี่ยว แต่ประสิทธิภาพเหมือนถ่ายด้วยกล้องเลนส์คู่แล้วก็ตาม แต่ความฉลาดนี้ก็สามารถใช้ได้กับการถ่ายภาพบุคคลเท่านั้น คือถ้าเราใช้โหมด Portrait กับอย่างอื่นที่ไม่ใช่คน เป็นสัตว์ หรือสิ่งของ ก็ไม่สามารถจะเบลอหลังได้ ระบบจะฟ้องที่เหนือจอทันทีว่า จับใบหน้าบุคคลไม่ได้จ้า เบลอหลังให้ไม่ได้นะจ๊ะ โถ่ บางทีเราก็อยากถ่ายอาหารสวย ๆ ถ่ายน้องหมาที่บ้านน่ารัก ๆ แบบเบลอหลังเหมือนกล้องตัวใหญ่บ้างอะไรบ้าง ดังนั้นใครที่ชอบใช้โหมด Portrait กับสิ่งอื่น ๆ นอกจากบุคคล (กลุ่มเป้าหมายนั้นคือเราเอง) อาจต้องหลักทางให้ AI แล้วหันไปหาสมาร์ตโฟนที่มีกล้องคู่เหมือนเดิมแหละนะ
 

พัง : ก็หน้าจออีกนั่นแหละ

 
 
ในขณะที่เราเพิ่งบอกไปว่าความละเอียดของหน้าจอที่ลดสเปกลงมาเป็นเพื่อนกับ iPhone 6 ทันทีนั้นเป็นสิ่งที่พอรับได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราสงสัยว่าพี่จะถอดออกไปทำไม นั้นคือ 3D Touch นั่นเอง เราเสียดายเหมือนกันที่ iPhone XR นั้นไม่มีฟังก์ชั่นนี้แล้ว แม้จะรู้ก็เถอะว่าหลาย ๆ คนเองก็ไม่ค่อยได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้เหมือนกันแม้จะมีให้ใช้ก็ตาม เอาล่ะ แล้วรู้กันไหมว่า 3D Touch นั้นมีอะไรดีบ้าง? เราขอยกตัวอย่างความดีงามของมันให้ได้รู้กันสักสองสามอย่างก็แล้วกันนะ อย่างแรกเลยที่เราถือว่าเป็นไฮไลต์ของ 3D Touch นั่นคือการเข้าไปดูข้อความในแชตต่าง ๆ โดยไม่ต้องกดอ่านได้! นี่แหละ แค่แตะเบา ๆ ไปทีข้อความนั้นค้างไว้ หน้าแชตห้องนั้นก็จะป๊อบอัปขึ้นมาโดยที่ยังไม่ขึ้น READ ของอีกฝั่งนั่นเอง นี่มันคือความดีงามเวลายังคิดไม่ออกว่าต้องตอบอะไรแต่อยากรู้ข้อความก่อนนั่นแหละ อีกอย่างที่ชอบก็คือเวลาพิมพ์ข้อความแล้วอยากเลื่อน Cersor ไปที่จุดอื่น ๆ ในข้อความยาวเหยียด ก็แค่กดหน้าจอลงไปบริเวณแป้นพิมพ์ให้มีน้ำหนัก แล้วเลื่อนนิ้วปรู๊ดตามใจได้เลย เนี่ย บอกแล้วว่าฟังก์ชั่นนี้เจ๋งงง เสียดายจังที่ไม่มีใน iPhone XR

 
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น iPhone XR ก็ยังเป็นสมาร์ตโฟนอีก 1 เครื่องที่ถ้าหากใครอยากได้สมาร์ตโฟนที่มีสมรรถภาพดีเยี่ยม ในราคาที่น่าพึงพอใจ วัสดุของเครื่องก็แข็งแรงได้คุณภาพ แถมยังมีด้วยชิป A12 ที่แรงเวอร์อีก เราขอแนะนำเลยว่าให้ลองเผื่อใจถึง iPhone XR ไว้สักหนึ่งรุ่นก็ไม่น่าผิดหวังน้า
 
iPhone XR ความจุ 64 GB ราคา 29,900 บาท ความจุ 128 GB ราคา 31,900 บาท ความจุ 256 GB ราคา 35,900 บาท ที่ Apple Store ไอคอนสยาม / iStudio ทุกสาขา และเว็บไซต์ Apple Online