Jun 20 2018

tech

พิสูจน์ว่า Apple Watch Series 3 พึ่งพาได้มากขนาดไหนผ่าน 3 กิจกรรมที่เราทดลองมาแล้ว

ใช้จริง ชมจริง บ่นจริง
แม้ว่าเราจะเคยพูดถึงการใช้งาน Apple Watch Series 3 มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน (อ่านเพิ่มเติมที่นี่) แต่ครั้งนั้นเราลองใช้ประโยชน์ของเจ้านาฬิกาสุดฉลาดนี้ในหนึ่งวัน คราวนี้เรารู้สึกว่า Smart Watch น่าจะมีอะไรสมาร์ทมากกว่านั้น จึงขอใช้อย่างสมบุกสมบัน และทดลองว่าเจ้า Apple Watch Series 3 ที่อยู่บนข้อมือนี้จะพึ่งพาได้มากแค่ไหน เราจึงขอพามันออกเดินทางไปสร้างกิจกรรมกับเราด้วยกันเลย
 

สายเอะอะก็ออกเที่ยว

 
 
 
เพราะเราอยากรู้ว่า Apple Watch รุ่นนี้จะช่วยให้เราเดินทางได้อย่างสะดวกมากขึ้นขนาดไหน ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องทดลองออกเดินทางเสียเลย ! เราลองไปไต้หวันพร้อมคาดเจ้าสมาร์ทวอตช์เรือนนี้ไปด้วย และหลาย ๆ ครั้งเจ้า Apple Watch ก็ช่วยชีวิตเราได้มากจริง ๆ อย่างเมื่อครั้งที่เราไป ฟังก์ชั่นหนึ่งที่ใช้งานบ่อย (มาก) คิือผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Siri นั่นเอง เราตั้งให้ Siri ฟังภาษาไทยได้เพื่อการสื่อสารที่สะดวกขึ้น และวิธีการใช้งานก็ง่าย ๆ เพียงแค่พูดใส่ Apple Watch ว่า "สวัสดีสิริ" (หรือที่จริงจะพูดว่า 'หวัดดีสิริ' ก็ยังได้เลย) แค่นี้ก็เริ่มใช้งานได้แล้ว
 
 
จากที่เมื่อก่อนต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาเวลาต้องการเช็คสภาพอากาศทุกครั้ง คราวนี้ก็สะดวกขึ้นเพราะแค่ถามกับ Siri ผ่าน Apple Watch ถึงสภาพอากาศวันนี้ หน้าจอก็จะแสดงผลให้เรารู้ทันทีเพียงไม่กี่วิ เนี่ย ความสะดวกของการใช้งานอย่างจริงจัง

 
 
 
และด้วยความที่เราตั้งไว้ให้ทุกการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟน จะเด้งมาปรากฎอยู่บน Apple Watch ด้วย ทำให้เราไม่พลาดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ที่จำเป็นกับการเดินทาง เช่น ข้อความแจ้งเตือนจากทางสายการบิน (ที่เวิร์กสำหรับคนเที่ยวเรื่อยเปื่อยจนลืมว่าวันนี้ต้องกลับแล้วแบบเรามาก) หรือข้อความเตือนจากเอเจนซี่ที่เราทำการจองที่พักเอาไว้ แล้วก็กดผ่านหน้าจอสมาร์ทวอตช์เพื่อเข้าไปดูรายละเอียด สถานที่ตั้ง ไปจนถึงให้สิรินำทางไปยังโรงแรมที่เราจองไว้ผ่าน Apple Maps ก็ยังทำได้ เนี่ย เอามือทั้งสองข้างไว้หิ้วถุงชอปปิงกับลากกระเป๋าเดินทางก็พอ ไม่ต้องลำบากวางของเพื่อหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงอีกต่อไป
 

Soimilk Says: สำหรับสายเที่ยวแล้ว ถือว่า Apple Watch ช่วยได้มากจริง ๆ แถมไม่ต้องมาตั้งเวลาของแต่ละประเทศใหม่ด้วยตัวเองเมื่อไปถึง เพราะสมาร์ตวอตช์จะเปลี่ยนเป็นเวลาท้องถิ่นโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับไอโฟนอยู่แล้ว ถ้าไม่นับว่าการตั้งการแจ้งเตือนหลาย ๆ แอปฯ จะทำให้เปลืองแบตเตอรี่แบบสุด ๆ จากที่เคยชาร์จ 2 วันครั้ง อาจต้องเป็นชาร์จทุกวัน ซึ่งก็รู้อยู่ว่าเวลาเดินทางไปเที่ยวเนี่ย ห้องในที่พักก็ใช่ว่าจะมีเต้ารับให้เสียบกันเยอะแยะที่ไหน กล้องก็ต้องชาร์จ มือถือก็ต้องชาร์จ โน๊ตบุ๊กก็ต้องชาร์จ แล้วยังต้องมาชาร์จนาฬิกาอีก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ แอปฯ ไหนที่คิดว่าไม่จำเป็น ก็ปิดการแจ้งเตือนไปบ้างก็ดีนะ 


สายออกกำลัง เอะอะก็เบิร์นเอาท์

 
 
สำหรับคนที่ชอบออกกำลัง หลาย ๆ คนคงได้ยินกิตติศัพท์ของเจ้า Apple Watch ซีรีส์ใหม่นี้มาดีอยู่แล้วว่าทำหน้าที่ส่วนนี้ได้ชัดเจนกว่าเดิมมาก ยิ่งถ้าใครโหลด Watch OS 5 มาใช้งานแล้วจะรู้ว่าระบบพัฒนาในด้านนี้ไปอีกหลายขุม ฟังก์ชั่นที่เราชอบคือการตรวจจับการออกกำลังกายโดยอัตโนมัติ พอเราเคลื่อนไหวร่างกายปุ๊บ ระบบก็จะตรวจจับทันที พอเราหยุดเคลื่อนไหว ระบบก็จะแจ้งคะแนนให้กับเราด้วย แถมบางครั้งก็ยังช่วยเราเตือนว่าตอนนี้เรานั่งนานไปแล้วนะ หรือหายใจไม่เป็นจังหวะแล้วนะ ควรลุกขึ้นสักนาที หรือกำหนดลมหายใจกันสักหน่อย ดูเป็นคนรักสุขภาพขึ้นกว่าเดิมเยอะ

 
 
เราสามารถตั้งเป้าหมายของแต่ละวันได้ด้วยตัวเอง อย่างเราตั้งไว้ว่าในหนึ่งวันจะต้องเผาผลาญแคลเลอรีได้อย่างน้อย 450 กิโลแคลเลอรี ซึ่งเมื่อถึงเป้าหมายเมื่อไหร่นาฬิกาของเราก็จะแจ้งผลผ่านวงแหวนกิจกรรมทันที และเมื่อหมดวัน Apple Watch ก็จะแจ้งเตือนถึงผลลัพธ์ของเราในวันนี้ว่าทำไปได้เท่าไหร่ถ้ายังไม่ถึงเป้าที่กำหนด ช่วยให้เราฮึดสู้ในวันพรุ่งนี้ขึ้นไปอีก
 
 
 
ส่วนใครที่รักการวิ่งก็ต้องบอกว่า OS 5 เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะแอปได้อัปเดตเมตริกการนับก้าวใหม่ โดยนับจำนวนก้าวต่อนาที ทั้งเดินในร่มและกลางแจ้ง อันนี้เราปลาบปลื้มเพราะเมื่อก่อนถ้าจะเดินจะวิ่งก็ต้องเปิดแอปในมือถือกันจริงจัง แต่ตอนนี้ก็ใช้งานได้เลย เดี๋ยวระบบตรวจจับอัตโนมัติให้เอง เมื่อครั้งที่เราไปไต้หวัน ก็ทำให้เรารู้ดลยว่าวันนี้เดินเที่ยวไปขนาดไหน เผาผลาญไปกี่แคลเลอรี (แต่อย่ากลับไปมองนะว่า แล้วที่กินเพิ่มเข้าไปในแต่ละวันนั้นน่ะ กี่แคลเลอรีเข้าไปแล้ว)

 
 
ส่วนใครที่ชอบดูผลลัพธ์แบบจริงจัง Apple Watch Series 3 ก็ใช้งานร่วมกับแอปฯ Nike Run Club+ ได้อย่างสะดวก ไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนติดแขนติดกระเป๋าให้วิ่งลำบากอีกต่อไป วิ่งครบกิโลเมตร Apple Watch ก็ร้องแจ้งเตือน วัด Pace หรือ Heart Rate ก็ได้ ไม่ต่างกับแอปฯ ในสมาร์ทโฟนเลย หรือจะใช้ Burnout ที่ติดมากับ OS 5 ก็ได้ แค่พอเรากำลังจะเริ่มออกกำลัง ก็เลือกประเภทของการออกกำลังกายในตอนนั้น Apple Watch จะแจ้งให้เห็นชัดเจนเลยว่าเราเบิร์นไปกี่แคลเลอรี่ทั้งหมด และกี่แคลเลอรีที่เบิร์นไปจากการเวิร์กเอาท์ในเวลานั้น ถือว่าเวิร์กดีทีเดียว
 
เช็คผลบอลโลกผ่าน Siri ก็ยังทำได้เลย
 
อีกอย่างที่ถือเป็นไฮไลต์ของ Apple Watch Series 3 คือการโทรออก-รับสายได้นี่แหละ ทำให้เราไม่ต้องพกโทรศัพท์ติดตัวเวลาออกวิ่งให้เทอะทะตลอดเวลา เวลาสายเข้าหรืออยากโทรออกก็ใช้การติดต่อผ่าน Apple Watch ได้เลย เรียกว่าเป็นความสะดวกที่แท้ทรู ติดอยู่นิดหน่อยที่เสียงค่อนข้างดีเลย์ไปนิด ใครที่ใช้การคุยโทรศัพท์ผ่าน Apple Watch ก็ควรที่จะเป็นคนที่มีความใจเย็นในระดับหนึ่ง ส่วนสายชอบโทรฟรีผ่านแอปฯ แชตต่าง ๆ เช่น ไลน์ สไกป์ หรือวอทซแอป เสียใจด้วย คุณไม่ได้ไปต่อ เรายังโทรออกผ่านแอปเหล่านั้นด้วย Apple Watch ไม่ได้นะ
 
Soimilk Says: เราว่าบางครั้งตัววัดของเครื่องก็ยังเพี้ยน ๆ อยู่บ้าง อาจขึ้นอยู่กับการแกว่งแขนที่มากไปหรือจับ Heart Rate ที่เต้นเร็วแล้วนำไปประเมินผลให้เป็นระยะทาง เพราะทุกครั้งจะพบว่าค่าที่ได้จาก Apple Watch จะสูงกว่าค่าจริงเสมอ (เช่น ลู่วิ่งแสดงตัวเลขว่าวิ่งไปทั้งสิ้น 2 กิโลเมตร Apple Watch จะบอกว่าเราวิ่งไปแล้ว 2.2 กิโลเมตร เป็นต้น)

สายโซเชียล เซิร์ฟเน็ตจนลุกเป็นไฟ

 
 
ส่วนเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราคิดมาตลอดว่ามันจะเวิร์กได้ไง กับการเซิร์ฟโลกโซเชียลผ่านสมาร์ทวอตช์ เพราะจอก็เล็กแล้วก็ลำบากเหลือเกินกับการใช้งาน แต่จุดนี้เราอยากแนะนำว่าบางที Apple Watch ก็ช่วยชีวิตเราไว้ได้เหมือนกัน และเอาจริงมันก็ไม่ได้มช้ลำบากเลย ถ้าเราใช้ควบคู่กับ Siri หรือระบบพิมพ์ข้อความผ่าน Voice Message

 
 
ทุกข้อความที่ถูกส่งมาผ่านโลกโซเชียล ทั้งข้อความในเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม ทวิตเตอร์ รวมไปถึงแอปพลิเคชันพูดคุยอย่าง ไลน์ สไกป์ วอทซแอป คาเคาทอล์ก แม้กระทั่งทินเดอร์ (แหนะ ๆ) หากเราตั้งไว้ให้แจ้งเตือนปรากฎขึ้นบน Apple Watch ด้วย เราก็สามารถเปิดอ่านและตอบข้อความกลับได้ทันทีเช่นกัน โดยการตอบกลับข้อความนั้นทำได้ทั้งเลือกชุดข้อความอัตโนมัติที่ทาง Apple Watch เลือกมาให้ก็ได้ หรือถ้าอยากจะตอบข้อความด่วน ๆ แต่มือไม่พร้อมหยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ ก็แค่พูดผ่าน Voice Message กับ Apple Watch ระบบก็จะแปลงคำพูดให้เป็นข้อความ (ซึ่งมีความแม่นยำสูงขึ้นมาก พูดไปแล้วมีเพียงสองสามครั้งเท่านั้นที่ขึ้นคำผิดจากที่พูด) แล้วกดส่งได้เลย นี่แหละคือความสะดวกของสายแชตอย่างเรา วันไหนโหน BTS แน่น ๆ ไม่มีมือหยิบมือถือออกมาตอบก็ไม่ง้อแล้ว
 
Soimilk Says: สำหรับเราถือว่านี่คือความสะดวกมากเลยนะ ในยุคประเทศไทย 4.0 แบบนี้การตอบแชตได้ทุกที่คือความสะดวกอย่างหนึ่ง แต่การพูดใส่ Apple Watch ก็ยังต้องพึ่งพาการยกแขนขึ้นมาแล้วพูดจ่อใกล้ ๆ อยู่ดี เพื่อให้ได้ยินคำพูดชัดเจนและถูกต้องที่สุด อารมณ์ตอนยกแขนขึ้นมาก็จะเหมือนโคนันกำลังจะยิงเข็มยาสลบหน่อย ๆ แต่ก็เอาเถอะ พอให้อภัยได้
 
ต้องบอกว่าจากที่ไม่เคยใช้สมาร์ทวอตช์ยี่ห้อไหนมาก่อน และตัดสินใจเลือก Apple Watch เพราะเราใช้ไอโฟนอยู่แล้ว ก็พบว่าแม้จะมีจุดให้รู้สึกว่าน่าจะไปได้ไกลกว่านี้บ้าง แต่มันก็เป็นแค่จุดเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่มอบให้ นอกจากฟังก์ชั่นที่เราใช้อยู่บ่อย ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ที่จริงยังมีอีกหลายความสามารถบน Apple Watch ที่น่าลองใช้ ไว้ถ้าเราเจออะไรเด็ด ๆ บน Apple Watch อีกแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ