Aug 16 2018

round-up

รวม 9 ร้านอาหาร-คาเฟ่เปิดใหม่น่าลองประจำเดือนสิงหาคมนี้

กินกันให้พุงระเบิด !
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่วงเดือนสิงหาคม เดือนหน้าฝนที่หลาย ๆ ร้านพร้อมใจกันเปิดบ้านต้อนรับเหล่าสายกินทุกคนให้เข้าไปนั่งหลบฝน จิบกาแฟ ชิมขนมเค้ก และสั่งอาหารมาเติมเต็มกระเพาะอาหารกันให้พุงกาง จะมีร้านอะไรเปิดใหม่บ้าง ลองไปดูกัน !
 

Chir Chir Fushion Chicken Factory

 
 
ขออัญเชิญสายไก่ทอดที่ไม่กลัวโรคเก๊าท์ทุกคนมากระจุกรวมตัวกันตรงนี้เลย เพราะ Chir Chir Fushion Chicken Factory (อ่านว่า เชอร์ เชอร์) ต้นตำรับไก่ทอดและเบียร์อันโด่งดังจากเกาหลี ที่ได้ทะยานข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาแลนด์ดิ้งลงกลางห้างเซ็นทรัลเวิลด์และเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง ! ซึ่งร้านนี้ถือเป็นหนึ่งในร้านไก่ทอดที่เป็นตัวแม่ของวัฒนธรรมการกินไก่ทอดและเบียร์ในเกาหลีที่เรียกว่า 'Chimeak (ชิแม็ก)' ที่ Chi มาจาก Chicken ที่แปลว่าไก่ และ Maek มาจาก Maekju (แม็กจู) ที่แปลว่าเบียร์ อย่างที่เราจะเห็นจากในซีรี่ส์เกาหลีหลาย ๆ เรื่องนั่นเอง
 
 
ถ้าถามถึงความแตกต่างของไก่ทอดร้าน Chir Chir Fushion Chicken Factory กับแฟรนไชส์ไก่ทอดเจ้าอื่น เราคงต้องขอไฮไลท์เรื่องสูตรลับของไก่ทอดสไตล์ฟิวชั่นที่จริงจังถึงขนาดเอาไปพ่วงท้ายชื่อร้านกันเลยทีเดียว อาทิ เมนูทีเด็ดอย่าง Nest Snow (310/570 บาท) ไก่ทอดคาจันในครีมซอส เสิร์ฟมาพร้อมมันบดแล้วโปะหน้าอีกทีด้วยวิปครีมสไตล์ savory อันนี้คือเป็นที่สุดของความฟิวชั่น ใครที่สงสัยว่ากินไก่ทอดคู่กับวิปครีมแล้วจะเป็นยังไง เราขอท้าให้มาโดนด้วยตัวเอง รับรองความฟิน !
 
 
 
อีกอย่างที่เราเลิฟมากสำหรับไก่ทอดแบรนด์นี้ คือการเสิร์ฟไก่ทอดทั้งตัวชนิดที่เรียกว่าได้มาทั้งน่อง สะโพก อก คอ ปีก เอาง่าย ๆ ว่าน้องไก่จะไม่ตายแบบเปล่าประโยชน์ แถมด้วยราคาสำหรับไซซ์เล็กและใหญ่ อย่างเช่น Garlic Chicken อันโด่งดังจานนี้ที่มีทั้งแบบจานเล็ก 260 บาท และจานใหญ่สำหรับแชร์กันหลาย ๆ คน ในราคา 490 บาท ใครเลือกสั่งไซซ์ใหญ่แล้วไปกินแค่คนเดียวคือใจเด็ดมาก

 
Chir Chir Fushion Chicken Factory ชั้น 6 โซนเอเทรียม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เวลาทำการ ทุกวัน 10:30-22:00 น. โทร.02-252-2204 BTS ชิดลม www.fb.com/ChirChirThailand

Coro Field Dessert

 
 
 
สาขาใหม่ในเซ็นทรัลเวิลด์ ด้านข้างของร้านจะมีตู้แช่ที่มีผลเมล่อนที่นอนเรียงรายอยู่ ไม่บอกก็รู้แล้วว่าไฮไลต์ของร้านนี้คือเมล่อนแน่นอน แต่ก็ไม่ได้มีแค่เมล่อนอย่างเดียวเท่านั้นเพราะเมนูที่เด็ดไม่แพ้กันเลยก็คือมันม่วงนั่นเอง ! ซึ่งไอเดียทั้งหมดก็มาจากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อยากดัดแปลงผลผลิตจากไร่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองในคอนเซ็ปต์ Fresh Farm Dessert ซึ่งทั้งโทมิเมล่อนและมันมุราซากิของที่นี่ ก็เอามาจากฟาร์มตัวเองที่ปลูกเอง เลี้ยงเอง ดูแลอย่างดีทั้งรดน้ำด้วยน้ำแร่ แถมยังมีเปิดเพลงให้ฟังด้วยอีกต่างหาก 

 
 
เมนูของหวานร้านก็มีทั้งเครื่องดื่มและไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ อย่างอันแรกที่พลาดไม่ได้แต่ต้องหาเพื่อนช่วยกินสักหน่อย Tomi Malon Roti Crumble (175 บาท) ที่เป็นไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟเมล่อนผสมโยเกิร์ต ทานคู่กับโรตีกรุบกรอบ แถมได้เคี้ยวต่อกับคุกกี้ครัมเบิ้ลที่โรยหน้ามา และขาดไม่ได้เลยคือเมล่อนชิ้น ๆ เป็นอะไรที่หอมหวานกำลังดีแถมไม่เลี่ยนด้วย
 
 
ส่วนมันม่วงก็ไม่ได้น้อยหน้านะอย่าง Murasaki Potato Parfait (125 บาท) ที่อัดแน่นด้วยมันม่วงล้วน ๆ ทั้งไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟที่ทำจากมันมุราซากิมาเผาและเหนียวนุ่มยิ่งขึ้นเพราะเอาเนื้อเข้าไปปั่นด้วย ! แถมยังมีมันม่วงชื่อมอีก เพิ่มความหอมด้วยมาชแมลโลว์เผาเหนียวนุ่ม เข้ากันดีสุด ๆ หรืออย่าง Murasaki Potato Bliss (125 บาท) ก็จะเป็นเนื้อมันม่วงปั่นพร้อมกรุบ ๆ ด้วยโอรีโอ้ครัมเบิ้ล เนื้อจะหนัก ๆ แน่น ๆ หน่อย เห็นถ้วยเล็ก ๆ แบบนี้แต่ช่วยกินกันสองคนยังได้ เรารู้สึกว่าเนื้อหนักไปนิด ถ้ามีคนช่วยกินก็ดี
 
Coro Field Dessert ชั้น 3 โซน ATRIUM ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เวลาทำการ 10:00-22:00 น. โทร. 092-569-4791BTS สยาม, ชิดลม www.fb.com/corofieldTH

Cafe Leitz By Pacamara

 
 
สาขาที่ 10 ของ Pacamara ที่เล่นใหญ่เบอร์เต็มถึงขนาดฟีทเจอร์ริ่งคู่กับแบรนด์กล้องในตำนานอย่าง Leica ซึ่งจะแบ่งพาร์ทชัดเจนระหว่างช็อปโชว์รูมของ Leica และโซนบาร์เครื่องดื่มของ Pacamara โดยแชร์พื้นที่นั่งร่วมกันในอินทีเรียแบบบอย ๆ ที่เราเชื่อว่าคนเล่นกล้องต้องคลั่งไคล้มากแน่นอน

 
 
เริ่มจากเมนูอาหารที่สุดแสนจะฟิวชั่น ซึ่งถูกครีเอทโดย เชฟชาญ-วิชาญ ศรีโคตร เชฟประจำร้านที่อยากให้ไลน์อาหารของ Cafe Leitz By Pacamara แตกต่างจากทุกร้านในเครือ Pacamara และที่สำคัญคือแตกต่างจากทุกร้านบนเอ็มควอเทียร์ อาทิ จานหนักท้องอย่าง Crispy Skin Chicken (650 บาท) ที่คัดมาเฉพาะไก่บ้านจากฟาร์มที่เชียงใหม่ ซึ่งถูกเลี้ยงด้วยข้าวโพดเท่านั้น ทำให้เนื้อสัมผัสต่างจากไก่ตามตลาดบ้าน ๆ ทั่วไป และเมนูทานเล่นอย่าง Miang Kham Foie Gras (850บาท) เมี่ยงคำไฮโซที่โหดขนาดเอาตับห่านมาเสิร์ฟพร้อมด้วยเครื่องเคียงเมี่ยงคำแนวใหม่ทั้ง มะม่วงสุก พริกหยวกปั่น และเม็ดมะม่วงหิมพานต์
 
 
 
ในพาร์ทของเครื่องดื่มที่ทีมบาร์เทนเดอร์ของ Pacamra ได้ยกเครื่องครีเอทสูตรใหม่ทั้งเซ็ต มีไฮไลท์เป็นเมล็ดกาแฟเฮ้าส์เบลนด์สูตรพิเศษในชื่อ Leica Blend ซึ่งประกอบด้วยเมล็ดคั่วกลางค่อนเข้มจากไทย เอธิโอเปีย บราซิล และอินโดนีเซีย ให้กลิ่นและรสชาติออกไปทางดาร์กช็อคโกแลต คาแรกเตอร์แบบฟูลบอดี้ ขนาดเอาไปทำเมนูพื้นฐานอย่าง Iced Caramel Macchiato (140 บาท) ก็ยังได้รสชาติที่มีลูกเล่นกว่าร้านทั่วไป บวกกับท็อปปิ้งด้วยซอฟต์ครีมละมุน ๆ และกลิ่นจากโป๊ยกั้กที่ช่วยทำให้แก้วนี้คุ้มค่าคุ้มราคาเข้าไปอีก

 
นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่ของบาร์อีกครึ่งหนึ่งให้คนรักกาแฟสโลว์บาร์แบบเต็ม ๆ ซึ่งถ้าไปในช่วงนี้ก็มีโอกาสได้ชิมกาแฟดริปจากหนุ่มบาริสต้างานดี (มาก) อย่าง Gabriel Carroll ที่เพิ่งคว้าแชมป์ Romania World Brewers Cup 2018 ไปหมาด ๆ จุด ๆ นี้ก็เลือกไม่ถูกเลยว่าอยากชิมอะไรมากกว่ากัน โอ๊ย !
 
Cafe Leitz By Pacamara ชั้น M โซน Helix ศูนย์การค้า The EmQuartier เวลาทำการ ทุกวัน 10:00-22:00 น. BTS พร้อมพงษ์ www.fb.com/pacamaracoffee

Pollen Baked Goods

 
 
ถ้าใครเคยได้ยินชื่อร้านอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรนียนสุดอินดี้อย่าง 7 Spoons รวมไปถึงร้านไอศกรีมสายโหดอย่าง Hazel's Icecream Parlor and Fine Drinks ก็น่าจะเดาทางถูกตั้งแต่เห็นสไตล์การตกแต่งหน้าร้านแล้ว เพราะ Pollen Baked Goods คือร้านใหม่จากฝีมือเจ้าของคนเดียวกันคือพี่โจ็ก-สมเกียรติ ไพโรจน์มหกิจ พี่ใหญ่ผู้คร่ำหวอดในวงการ F&B เมืองไทย ที่วันดีคืนดีก็นึกอยากจะมาเปิดร้านเบเกอรี่ในย่านเมืองเก่าก็ทำเลยจริงจังแบบไม่เว้นที่ว่างให้เราทันตั้งตัว ! 
 
 
เบเกอรี่แฮนด์คราฟต์ที่พี่โจ็กให้นิยามว่าเป็นสูตรสไตล์รัสติค จริง ๆ แล้วเป็นเบเกอรี่หาทานยากที่ได้สูตรมาจากคนอบขนมที่แคนาดา (แต่นางบอกว่าไม่อยากออกตัวแรง) เราเลยจะได้เห็นขนมปังหน้าตาอินเตอร์ ๆ ดูมีชาติตระกูล วางอัดแน่นอยู่บนชั้นหน้าร้าน อาทิ Classic Pollen Bread (120 บาท) Canadian Style Cinnamon Buns (65 บาท) Classic Madeleiness (18 บาท) และ Open Face (45 บาท) เป็นต้น
 
 
 
และก็ยังจะใจดีมีเอสเพรสโซ่บาร์เล็ก ๆ ไว้ให้สั่งด้วยเหมือนกัน โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 45-75 บาท บวกกับเมนูสายรีเฟรชชิ่งหนึ่งเดียวของร้านอย่าง Fresh Lemonade (50 บาท) ที่เราลองสั่งมาดูดเล่น ๆ แต่ดันพบว่ามันเข้ากันดีมาก ๆ กับเมนูพิเศษประจำวันของร้านนี้อย่าง Tropical Pavlova with Passion Fruit Jug (180 บาท)

 
เราชอบไอเดียที่พี่โจ็กบอก ว่าถึงร้านจะฮิปขนาดไหนแต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยู่กับคนโลคัล ด้วยเหตุนี้พี่โจ็กเลยตั้งใจทำให้ร้านนี้เป็นร้านคราฟต์เบเกอรี่ราคาถูก เป็นมิตรกับคนโลคัล ไม่เอากำไรเกินตัว ไม่พยายามทำตัวเท่ (แต่พี่แกเท่ด้วยตัวเอง) แล้วทุกอย่างคืออร่อยมากจนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงขายหมดเร็วตั้งแต่ก่อนบ่ายด้วยซ้ำ ใครอยากมาลองให้ครบทุกเมนู กรุณามารอหน้าร้านแต่เช้าตรู่ !
 
Pollen Baked Goods 6/7 ถ.จักรพรรดิพงษ์ เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ 09:00-17:00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร.065-217-7043 www.fb.com/Pollen-Baked-Goods

Cher Cheeva

 
 
ใครจะรู้ว่าในละแวกราชเทวีจะมีคาเฟ่ขนมไทยสุดชิคที่เพิ่งเปิดใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ซ่อนตัวอยู่ด้วย ซึ่ง Cher Cheeva (อ่านว่า เฌอ ชีวา) คือร้านขนมไทยสูตรดั้งเดิมแต่อัปเกรดรูปแบบให้ดูโมเดิร์นขึ้นเพื่อความทันสมัยและตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงอย่างเรา ๆ
 
 
ขนมอย่างแรกที่ถ้าอยากลองกินให้ครบก็ต้องสั่งอย่างเซ็ตรวม นิมมานรดี (790 บาท) ที่ตั้งชื่อตามชั้นของสวรรค์ที่เหมือนเป็นการลำดับขั้นของความฟิน โดยมีอีก 2 เซ็ตคือ ดุสิตา (590 บาท) และยามา (490 บาท) โดยในเซ็ตก็จะมีขนมไทยสารพัดอย่าง มีข้าวเหนียวมะม่วง สาคูกะทิ และเครื่องดื่มเย็น 2 แก้วคือ น้ำพิงค์เก๊กฮวย และน้ำเก๊กฮวย (หรือจะเลือกเป็นชาร้อนก็ได้) หรือถ้าใครอยากกลืนคล่องคอแบบไม่เลี่ยนเราว่าชาร้อนก็เวิร์กอย่าง ชากุหลาบอัญชัญ (250 บาท) เสิร์ฟมาในกาแก้วที่มีเทียนให้ความร้อนตลอด กลิ่นชาก็จะหอมกลิ่นดอกไม้ กินขนมต่อได้สบาย

 
 
 
เจอแดดข้างนอกร้อน ๆ เมนูไอศกรีมน่าจะตอบโจทย์อย่าง ไอศกรีมกะทิ-ข้าวเหนียวมะม่วง (180 บาท) ที่เสิร์ฟมาในกระจาดสานดูคลาสสิกมาก ๆ มะม่วงหอมหวาน หรือถ้าอยากสดชื่นก็ต้องลอง น้ำปรุง (150 บาท) เป็นเครื่องดื่มโซดาผลไม้และมีผลไม้มาในแก้วทั้งมะม่วง บลูเบอร์รี่ และทับทิม รีเฟรชได้ดีสุด ๆ
 
Cher Cheeva โรงแรมสยามนิทรา ถ.พญาไท เวลาทำการ พุธ-อาทิตย์ 12:00-17:00 น. (ปิดจันทร์-อังคาร) โทร. 062-445-5565 BTS ราชเทวี, สนามกีฬาแห่งชาติ https://www.fb.com/chercheeva

Craftsman x บ้านอาจารย์ฝรั่ง

 
 
จิบกาแฟกลางบ้านเก่าของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งเป็นบ้านเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 และถูกนำมาตกแต่งแบบยังคงสภาพเดิมของตัวบ้านไว้แทบทั้งหมด แต่ใส่ความเป็นปัจจุบันเข้าไปด้วยการตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้สมัยใหม่แทน ซึ่งที่นี่เป็นการฟีทเจอร์ริ่งกันของร้านกาแฟแถบเย็นอากาศที่เรารักอย่าง Craftsman x Yarden รวมกับศิษย์เก่าชาวศิลปากร

 
 
 
สำหรับสายสโลว์ก็สามารถไปนั่งที่ Slow Bar ด้านหลังเคาน์เตอร์ สั่งกาแฟ Single Origin ที่มีทั้งแบบ Pureover และ Aeropress (150 บาท) ส่วนคอกาแฟนมเราอยากให้ลองแก้วง่าย ๆ อย่าง Latte ร้อน (110 บาท) นี่แหละ เพราะลาเต้ที่นี่เขาใช้ Craftsman Blend เป็นหลัก รสเลยหอม นุ่ม จากการเลือกเมล็ดกาแฟมาเบลนด์ไว้อย่างดีสมกับเป็นงานคราฟต์
 
 
ส่วนเมนูอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กาแฟก็มีให้เลือกเช่นกัน ทั้ง Valrohna Choc Drink (140 บาท) สำหรับคอโกโก้ หรือ Shizuoka Matcha Latte (120 บาท) สำหรับคอชาเขียว แต่เมนูที่มีให้สั่งแค่เฉพาะสาขานี้เท่านั้นอย่าง Sparking Tamarind for Baan Ajarn Farang (135 บาท) คืออีกแก้วที่เราอยากให้ไปโดน เมนูนี้เกิดจากการศึกษาของทางร้านจนไปพบเจอว่า ท่านศาสตรจารย์ศิลป์เป็นคนชอบดื่มน้ำมะขาม จึงครีเอทเมนูเก๋ ๆ ที่มีส่วนประกอบของมะขามขึ้นมา โดยใช้ Puree มะขามผสมกับน้ำผึ้งป่า ใส่ลงใน Sparkling Water แบรนด์ San Pellegrino คนให้เข้ากันก่อนดื่ม จะได้รสซ่า ๆ เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ชื่นใจแบบอยากกินอีกแก้วแต่ไม่กล้าบอกบาริสต้าไปเลย

 
Craftsman x บ้านอาจารย์ฝรั่ง ถ.ราชวิถี เชิงสะพานซังฮี้ เวลาทำการ ทุกวัน 7:00 - 19:00 น. โทร. 086-688-5442 www.fb.com/craftsmanroastery 

Mrs.Wu

 
 
มากกว่าการยกระดับอาหารญี่ปุ่น อาหารไทย หรืออาหารอีสาน (ที่ใคร ๆ ก็ทำกันจนเกร่อ) แต่นี่คือการอัพเลเวลเมนูหม้อไฟบ้าน ๆ อย่างร้านชาบูให้ไฮโซขึ้นอีกหลายสิบเลเวล ภายใต้ฝีมือที่เราเชื่อถือได้อย่างสุดใจของ เชฟแรนดี้-ชัยชัช นพประภา เซเลบริตี้ที่สายฟู้ดดี้คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากร้านซูชิโอมากาเสะอย่าง Fillets และร้านเอาใจสายเนื้ออย่าง 100 Mahaseth
 
 
ทีเด็ดพิเศษเลเวล 99 ตามสไตล์เชฟแรนดี้ถูกปล่อยออกมาแบบจัดเต็มที่ร้าน Mrs.Wu เริ่มตั้งแต่น้ำซุปสูตรลับเฉพาะที่มีให้เลือกมากถึง 5 แบบ คือ Wine Nabe น้ำซุปปลาโอผสมไวน์ญี่ปุ่นจากโรงงานอาซาฮี Cantonese Pork ซุปกระดูกหมูพริกไทยสไตล์กวางตุ้งที่ว่ากันว่าใช้กระดูกหมูมากถึง 5 ส่วนและเคี่ยวนานหลายชั่วโมง Southern Tumeric Chicken สต็อกไก่ขมิ้นสไตล์ปักษ์ใต้ที่ให้น่องไก่ไซซ์ยักษ์มาจนล้นหม้อ Issarn Fondue หรือ A.K.A ว่าซุปแจ่วฮ้อนนั่นแหละ กับตัวสุดท้ายคือ Golden Dashi น้ำซุปปลาแห้งสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ซึ่งเราสามารถเลือกได้สูงสุดถึง 3 ซุปต่อหนึ่งหม้อ (800 บาท)
 
 
 
อย่างที่เห็นว่าซุปแต่ละตัวจะมีคาแรคเตอร์ที่ต่างกัน ทำให้การจับคู่กินกับเนื้อสัตว์แต่ละชนิดก็จะให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างกันไปด้วย เช่นในครั้งนี้เราได้ลองสั่งเนื้อวากิวริบอายระดับ A5 จากฮอกไกโด (850 บาท) และเนื้อเทพของไทยสายพันธุ์ Himawari (520 บาท) ที่ทั้งชีวิตกินแต่กากทานตะวัน กากสาเกและกากมอลต์เท่านั้น สำหรับเรา เนื้อตัวนี้คือที่สุดแล้วของแจ้ (เสือร้องไห้คือดีมากจนอยากจะร้องไห้เอง) ซึ่งเชฟแรนดี้แนะนำให้เอาลงไปจุ่มในหม้อซุป Wine Nabe ที่คิดค้นรสชาติมาแล้วว่าจะเข้ากันดีสุด ๆ กับเนื้อวัวและเนื้อหมู  นี่ยังไม่รวมน้ำจิ้มที่มีให้เลือกมาถึง 7 ตัว คือน้ำจิ้มสุกี้โบราณแบบไทย ๆ น้ำจิ้มพอนสึสไตล์ญี่ปุ่น น้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มชาช่าสไตล์ไต้หวัน น้ำจิ้มงาขาวกับเนยถั่ว (เราชอบตัวนี้) และน้ำจิ้มกะปิที่เชฟแนะนำว่าให้ผสมน้ำสต็อกไก่ขมิ้นลงไปด้วยจะฟินมาก ๆ

 
Mrs.Wu ชั้น 3 โครงการ The Portico ซ.หลังสวน เวลาทำการ ทุกวัน 11:00-23:00 น. โทร. 02-052-2214 BTS ชิดลม www.fb.com/Mrs.WuShabu

Sundays

 
 
ตึกหน้าตาน่ารักสีสันสดใสที่เด่นสุดในซอยทองหล่อของ Sundays ที่ย้ายมาจากพระรามเก้าทำให้เราหาเจอได้แบบไม่ยาก (ใครมาสาขานี้แล้วหลงมีเคือง) ถ้าอยากแน่ใจว่าใช่แน่ไหม เราขอให้สังเกตอ่างอาบน้ำที่ตั้งอยู่หน้าร้านเอาได้เลย 
 
 
 
ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกว่าการแต่งร้านแบบ Dadaism เป็นยังไง เราขอให้ลองนึกภาพว่ามีปลาทองอ้วนกลมสองตัวคอยต้อนรับเราอยู่ในตู้ปลาที่ทำจากทีวี เดินเข้าไปอีกนิดก็จะเจอกับเปียโนและเก้าอี้ตัดผมวางอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำ หรือจะเป็นบางส่วนของรั้วบ้านที่กั้นเป็นระเบียงบนชั้นสองของร้าน นี่ยังไม่รวมต้นไม้ใบหญ้า รูปวาด และผนังร้านที่เจ้าของร้านเนรมิตเองกับมือ

 
 
 
แม้แต่อาหารก็ยังครีเอทตามคอนเซ็ปต์ Dadaism ทำให้ได้เมนูที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อย่างข้าวไข่เจียวกากหมู (165 บาท) แองเจิ้ลแฮร์น้ำพริกนรกไข่กุ้ง (290 บาท) ที่ให้ไข่กุ้งเยอะแบบสะใจเรามาก และสปาเก็ตตี้ปลาหมึกไข่เค็ม (260 บาท) ใครไม่ชอบปลาหมึกผัดไข่เค็มแบบน้ำมันพริกเผาเยิ้มเต็มจานเราแนะนำให้ลองจานนี้

 
Sundays ซ.ทองหล่อ 13 เวลาทำการ 11:00-22:00 น. โทร. 061-928-2664 BTS ทองหล่อ www.fb.com/sundays.bkk

The Oqposite

 
 
หากใครแวะมาย่าน Old town อย่างนางเลิ้งที่โด่งดังในเรื่องอาหารการกินและความแอนทีคของสถาปัตยกรรม เราขอพาไปรู้จักกับคาเฟ่เปิดใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยหลังตึกแถวถนนพะเนียงใกล้วัดโสมนัสอย่าง The Oqposite (ดิ-อ๊อบ-โพ-สิท) คาเฟ่สไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ขนาดสองชั้นภายใต้คอนเซ็ปต์การทำบ้านใหม่ให้ดูเก่า เป็นความ "เก่าในใหม่-ใหม่ในเก่า" ที่ส่งต่อตั้งแต่หน้าประตูไปยันเมนูอาหาร
 
 
สำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นในระหว่างวัน เราแนะนำให้ลองสั่ง Dragon Sweet (155 บาท) เครื่องดื่มผลไม้โซดาที่มีส่วนผสมของแก้วมังกรท็อปด้วยผลเสาวรส ความเก๋ของเครื่องดื่มที่นี่คือเขาจงใจตกแต่งเครื่องดื่มให้เหมือนเรากำลังนั่งจิบค็อกเทลในบ้านสไตล์ลอฟต์แต่จริงๆแล้วเครื่องดื่มทั้งหมดเป็นเครื่องดื่ม non-alcohol นะ
 
 
 
ส่วนในเรื่องของรสชาติอาหารสำหรับร้านคาเฟ่แล้วที่นี่ก็ไม่แพ้ที่ไหน ด้วยคอปเซปที่ปูทางมาดีอยู่แล้วบวกกับเป็นอาหารที่ทานง่ายและรสชาติกำลังดีก็ทำให้ที่นี่มัดใจเราได้ไม่ยาก The Oqposite Speacial (220 บาท) สปาเก็ตตี้ผัดพริกกระเทียมเบคอนที่ใช้มะเขือเทศราชินีอบแห้งจากทางเชียงใหม่ที่มีรสหวานตัดกับความเผ็ดของพริกแห้งและกระเทียมได้เป็นอย่างดี สั่งคู่กับโรตีนุ่มผักขมอบชีส (180 บาท) โรตีกรอบนอกนุ่มในแถมกลิ่นหอมของมอสซาเรลลาชีสก็ยั่วน้ำลายเราสุดๆ

 
The Oqposite 68 ถ.พะเนียง เวลาทำการ จันทร์-พฤหัส 9:30-20:00 น. และ ศุกร์-อาทิตย์ 9:30-21:00 น. (หยุดทุกวันอังคาร) โทร.089-523-9824