Feb 05 2019

restaurants

Quarter Conceptual Dining เชฟเทเบิ้ลร้านใหม่ล่าสุดแห่งย่านอารีย์ที่มีดีมากกว่าคอนเซ็ปต์

ที่มากกว่าคือความอร่อยนั่นแหละ!
ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดของ Quarter Conceptual Dining เราอยากให้ทุกคนมองข้ามภาพจำเดิม ๆ ของร้านอาหาร Fine Dining ใส่สูทผูกเนคไท ลืมคำว่า 'เชฟเทเบิ้ล' และลบระยะห่างระหว่างเชฟกับลูกค้าไปให้หมด เพราะสิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างอาหาร คนปรุงอาหาร และคนกินอาหาร มีแค่อย่างเดียวเท่านั้นคือ 'คอนเซ็ปต์'
 
 
 
Quarter Conceptual Dining เป็นโปรเจ็กต์ใหม่ของเฮดเชฟสาวและเจ้าของร้านอายุน้อยแต่มากประสบการณ์จาก Le Cordon Bleu ประเทศอังกฤษอย่าง คุณโบว์-ดวงใหม่ วงศ์ทรายทอง และคู่หูเชฟที่เคยทำงานร่วมกันที่ร้าน Gaggan ร้านอาหาร Fine Dining ชื่อดังอย่าง คุณอ้อ-กมลพร ใจสาหัส  แต่พอได้มาดีไซน์ร้านใหม่ของตัวเอง เชฟโบว์และเชฟอ้อเลยอยากจับทุกอย่างมาปรับใหม่หมดภายใต้คอนเซ็ปต์ร้านอาหารแบบ Casual Fine Dining ที่เชฟโบว์ให้คำจำกัดความว่าเป็น 'อาหารอร่อยในแบบที่เราชอบและเข้าใจง่าย แต่บังเอิญว่าหน้าตาและวิธีการทำมันประดิษฐ์ประดอยแค่นั้นเอง'
 
 
"ไม่อยากให้ลูกค้ามานั่งเกร็ง"

ประโยคนี้น่าจะสื่อถึงบรรยากาศในร้านเชฟเทเบิ้ลร้านนี้ได้ดีที่สุด เพราะถึงแม้ความหรูหราของเฟอร์นิเจอร์ ความคุมโทนของสีร้าน และการจั่วหัวว่านี่คือร้าน 'เชฟเทเบิ้ล' จะทำให้เรารู้สึกเกร็งตั้งแต่ยังมาไม่ถึงร้านแล้วก็ตาม แต่พอเดินเข้ามาแล้วเจอกับเคาน์เตอร์บาร์เล็ก ๆ น่ารัก รองรับลูกค้าได้แค่ 12 ที่นั่ง ครัวแบบเปิดโล่ง คลีน ๆ ดูสะอาดและเป็นกันเอง แถมด้วยตัวเชฟในคอสตูมเสื้อยืดคอกลมสีดำ กางเกงยีนส์ พร้อมหมวกแก๊ปจากแบรนด์สตรีทแวร์เกาหลี ความเกร็งทั้งหมดที่เคยจินตนาการไว้ก็แทบจะลดลงเกือบหมด เข้าใจแล้วว่าทำเชฟโบว์ถึงเรียกร้านตัวเองว่าเป็นสไตล์ Casual Fine Dining 
 
 
คอนเซ็ปต์หลัก ๆ ของร้านนี้เดาได้ไม่อยากจากชื่อร้าน นั่นคือคอร์สอาหารจะถูกเปลี่ยนไปในทุก ๆ ควอเตอร์ (3 เดือน) ซึ่งด้วยความที่ร้านเพิ่งเปิดได้ไม่ถึงอาทิตย์ แน่นอนว่าวันนี้เราเลยจะได้ลองเปิดซิงคอร์สแรก ซึ่งเป็นคอร์สที่ 1/4 ของร้านนี้ ในชื่อคอร์สว่า "Nice to meat you" ที่ลูกค้าจะได้ทำความรู้จักกับฝีมือทำอาหารของเชฟโบว์และเชฟอ้อ ผ่านกิมมิคหลักคือ 'Meat' หรือเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั่นเอง
 
 
 
เวลคั่มดริ้งแรกเสิร์ฟมาในแก้วช็อตทรงสูงที่เชฟเลือกใช้รสเปรี้ยวของมะนาว รสหวานของลิ้นจี่ รสเค็มจากเกลือหิมาลายันสีชมพูที่เคลือบอยู่ตามขอบแก้ว และกลิ่นหอมคุ้นจมูกจากสมุนไพรอย่างใบเปปเปอร์มิ้นต์ที่ปลูกเองหลังร้าน มาทำเป็นเครื่องดื่มต้อนรับที่ช่วยเปิดต่อมรับรสให้รู้สึกอยากอาหารขึ้นกว่าเดิมอีก 10 เลเวล

 
ต่อด้วย 'Beach' คอร์สแรกที่เชฟอยากสื่อถึงความสบาย ๆ ริมชายทะเลด้วยจานลายคลื่นน้ำสีฟ้า ตัดกับสีขาวนวลของมะพร้าวออร์แกนิคและหอยเชลล์ฮอกไกโดเนื้อขาวอวบที่เชฟนำไปหมักกับน้ำมันมะกอกผสมพริกแห้งและเครื่องเทศหลากชนิด เพื่อให้จานแรกนี้มีรสจัดจ้านติดลิ้น แต่ก็บาลานซ์รสชาติและสีสันไม่ให้โดดเกินไปด้วยไข่ปลาแซลมอน และเยลลี่ซอสรสมะม่วงผสมส้มยูสุ
 
 
 
จานต่อมาเป็นจานที่เราชอบมากที่สุดในคอร์สนี้คือ 'Afternoon Tea in the Garden' แป้งพาสต้า Tortellini ที่ถูกนำมาทำเป็นทรงเกี๊ยวรูปดอกไม้ (ช่วงวาเลนไทน์เชฟบอกว่าอาจจะเปลี่ยนเป็นทรงดอกกุหลาบสีแดงด้วยนะ!) ยัดไส้เข้าไปด้วยกงฟีเป็ดที่ถูกซูวีด์มานานถึง 14 ชั่วโมงให้เนื้อเป็ดยังคงความนุ่มชุ่มฉ่ำ ท็อปด้านบนด้วยผักดองสีสวยที่ช่วยชูรสชาติให้จานนี้จัดจ้านดีงามตามท้องเรื่อง แถมยังเสิร์ฟมาพร้อมกาน้ำชาที่ข้างในมีซุปใส (consommé) ที่ต้มด้วยกระดูกเป็ดและกระดูกไก่ รวม ๆ แล้วเมนูนี้คือหน้าตาดีเหมือนได้จิบน้ำชาอยู่ในสวนดอกไม้เก๋ ๆ ตามชื่อเมนูนั่นแหละ
 
 
มาถึงเมนคอร์สกันบ้างกับเมนูที่เชฟตั้งชื่อว่า 'Ground and Grain' ข้าวสายพันธุ์ยุโรปที่ปลูกจากดินคุณภาพดีถูกนำมาทำเป็นรีซอตโต้สไตล์ Al Dente คือต้มแบบไม่สุกมาก ยังมีความกรึบ ๆ อยู่ตรงกลางเมล็ดข้าว เสิร์ฟมาพร้อมเนื้อวากิวจากออสเตรเลียที่ถูกขุนด้วยธัญพืชล้วน ๆ นำมาหั่นเป็นไซซ์ลูกเต๋าพอดีคำและดาดบนกระทะให้พอสุกเหมือนทำสเต็ก ท็อปด้านบนด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำที่มีเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เอาจริง ๆ คือแค่ได้มากินเมนูนี้เมนูเดียวก็คุ้มค่ากับคอร์สราคา 1,690++  บาทแล้วเด้อ!

 
 
ปิดจ็อบคอร์สนี้ด้วย 'Dark Forest' ขนมหวานที่เชฟทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไอศกรีมวนิลา ช็อคโกแลตเมอแร็งก์ และช็อคโกแลตเอสพูม่าเนื้อละมุน ความเซอร์ไพร์สคือการแอบหาว่าจานนี้มีเนื้อสัตว์ซ่อนอยู่ตรงไหน เชฟเลยเฉลยว่าที่รองด้านล่างไอศกรีมอยู่คือครัมเบิ้ลที่ทำมาจากไก่และเป็ด รวมถึงเบคอนเฟลคชิ้นเล็ก ๆ ที่โรยอยู่รอบ ๆ จานก็เป็นส่วนที่ทำให้ขนมหวานจานนี้แตกต่างกว่าชาวบ้าน แต่ก็ยังคงความคอนเซ็ปต์ 'Nice to meat you' อยู่
 
 
นอกจากคอร์สหนึ่งเดียวของร้านในสนนราคาที่ 1,690++ บาทที่เราเล่ามาแล้ว ร้านนี้ยังมีเมนูแบบ A La Carte แถมยังมีส่งเดลิเวอร์รี่ด้วยนะ ใครอยากมาลองชิมฝีมือเชฟโบว์และเชฟอ้อ เราแนะนำให้ลองมาชิม Beef-Stir Fried Kaprao Rice (320 บาท) รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะเชฟใช้มันเนื้อที่ได้จากการทอดสเต็กมาผัดกับข้าวสวย ใบกะเพราะ และพริก ส่วนเนื้อเนื้อวากิวก็นุ่มกำลังดี เป็นเมนูอาหารจานเดียวแบบบ้าน ๆ ที่รสชาติไปไกลเกินคำว่าบ้านหลายสเต็ป ใครไม่ลองคือพลาดสุด ๆ เด้อ
 
 
Soimilk Says: ถ้าลองเทียบราคากับเชฟเทเบิ้ลเจ้าอื่น จะรู้เลยว่าที่ร้านนี้ราคาดีงามมากจริง ๆ แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะทั้งหมดทั้งมวลอย่างที่บอกไป คือทั้งเชฟโบว์และเชฟอ้อไม่อยากให้เราเปรียบเทียบร้านและอาหารกับอะไรทั้งนั้น แต่อยากให้ลูกค้าได้โฟกัสกับประสบการณ์การกินอาหารที่เชฟทั้งสองตั้งใจรังสรรค์ออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทุกควอเตอร์ นี่ก็ได้แต่กลับบ้านมานั่งนับวันรอไปชิมควอเตอร์ที่สองใจจะขาดแล้วเนี่ย!

 
Quarter Conceptual Dining ซ.พหลโยธิน 2 เวลาทำการ พุธ-จันทร์ 17:00-22:00 น. (ปิดวันอังคาร, กรุณาจองล่วงหน้า) โทร. 099-389-8080 BTS อารีย์ fb.com/Quarte.conceptualdining