Aug 07 2019

restaurants

Blacksmith โรงตีเหล็กแห่งซอยอารีย์ ที่จะกลายมาเป็นพิกัดกินดื่มแห่งใหม่ของสายไนท์ไลฟ์

ตีเหล็กต้องตีตอนยังร้อน แต่ถ้าน้องง่วงนอนให้มาพักผ่อนในหัวใจพี่
นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น The Rise Of Ari Era อีกครั้ง กับการมาถึงของร้านกินดื่มขนาดใหญ่อีกร้านที่ชาวอารีเรี่ยนรอคอยมานาน (หลังจากที่มี Salt, Pladib และ Frank Mansion แล้ว) โดยชื่อของสถานที่แห่งนี้มาแบบแมน ๆ ในชื่อ Blacksmith โรงตีเหล็กสไตล์โคโลเนียลผสมสวนสวยกึ่งโอเพ่นแอร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากปากซอยอารีย์ 3
 
 
 
เราเชื่อว่าจริง ๆ แล้วชื่อ Blacksmith บ่งบอกถึงความดิบและมีมาดของอินทีเรียดีไซน์และงานโครงสร้างสถาปัตยกรรมของร้านนี้ได้เป็นอย่างดี มีการใช้อาร์คโค้งแบบโคโลเนียลมาผสมกับสีเขียวจากต้นไม้แถบทะเลทรายอย่างกระบองเพชรยักษ์ และต้นไม้ขนาดใหญ่จากพื้นที่เดิมที่เคยเป็นร้านส้มตำบางกอกมาก่อน
 
ตัวร้านชั้นแรกถูกปูพื้นด้วยหินก้อนเล็กสีน้ำตาลอ่อน เข้ากันดีกับชุดพรมหนังดิบ ๆ ที่ถูกนำมารองเก้าอี้เพื่อคุมมู้ดแอนด์โทนของร้านนี้ให้อยู่ในบรรยากาศแบบอินดัสเทรียลลอฟต์ มีห้องไพรเวทในโซนติดแอร์ที่ชั้นล่าง และชั้นบนที่ตอนกลางวันเปิดเป็นโซนคาเฟ่กาแฟและขนมหวาน ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามาถูกภายใต้คำจำกัดความของ Blacksmith ที่จริง ๆ แล้วเจ้าของร้านอย่าง คุณก๊อก-เริงฤทธิ์ เทพารักษ์ พูดกึ่งจริงกึ่งเล่นว่าไม่ได้คิดเยอะเรื่องชื่อร้าน แค่เลือกมาจากตัวละครที่ชอบเล่นในเกมส์สมัยเด็ก (แบบนี้ก็ได้ด้วยหรอ!?) แต่ถึงอย่างนั้น เราว่านี่เป็นชื่อที่บ่งบอกไอเดียโดยรวมของร้านนี้ได้ดีที่สุดเลยทีเดียว
 
 
 
 
คาเฟ่ที่ชั้นบนเปิดทำการตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป มีเครื่องดื่มแนะนำเป็น Matcha Beurre (180 บาท) มัทฉะจากเมืองฟุกุโอกะรสชาติเฝื่อนนิด ๆ ผสมด้วยความหวานจากซอสช็อคโกแลตคาราเมลที่รองอยู่ก้นแก้ว ให้ทั้งสีสันแบบ 3 เลเยอร์พร้อมรสชาติที่สายชาเขียวจะต้องชอบแน่นอน ซึ่งจุด ๆ นี้ก็สามารถสั่งมากินคู่กับ Chocolate Cake (220 บาท) และ Crepe Cake (220 บาท) ได้ด้วยเพื่อความฟิน

 
 
ในพาร์ทกาแฟของที่นี่ เลือกใช้เมล็ดเฮ้าส์เบลนด์สองอย่าง คือเป็นเมล็ดผสมไทย-ลาว-บราซิล เพื่อใช้กับกาแฟนม และเมล็ด Single Origin จากดอยผาตั้งไว้ใช้ในหมวดหมู่กาแฟดำ อาทิ Undead (250 บาท) แก้วนี้ ซึ่งพี่บาริสต้าเลือกใช้เมล็ดกาแฟคั่วกลางจากดอยผาตั้ง มาเชคน้ำแข็งพร้อมแบล็คฮันนี่จากฝรั่งเศส เพิ่มกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยชา Celestial สกัดเย็นที่ให้กลิ่นเครื่องเทศมาเต็ม ๆ อย่างชัดเจนกระแทกจมูก เสิร์ฟมาในแก้วทรงมาร์ตินี่หน้าตาแสนเก๋อย่างกับดื่มค็อกเทลอยู่ก็ไม่ปาน

 
 
 
ย้ายลงมาที่ด้านล่างกันบ้าง ซึ่งพอตกเย็นก็จะเปิดทำการส่วนของบาร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่ พร้อมกับครัวของที่นี่ซึ่งจะเริ่มเปิดทำมื้ออาหารคอร์สดินเนอร์เสิร์ฟลูกค้ากันที่เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป โดยอาหารทั้งหมดนี้ถูกคิดค้นและดัดแปลงสูตรด้วยฝีมือเจ้าของร้านอย่างพี่ก๊อก-ผู้คร่ำหวอดในวงการร้านอาหารและบาร์เครื่องดื่มมานานหลายปี พิเศษหน่อยตรงที่ร้านนี้พี่ก๊อกอยากเสิร์ฟอาหารในแบบ Semi Fine Dining คือเป็นอาหารที่มีความคราฟต์ทั้งวัตถุดิบและหน้าตาพรีเซนเทชั่นเหมือนร้าน Fine Dining ที่อื่น แต่ก็ยังมีความแคชชวล ไม่เป็นทางการจนเกินไป และไม่ได้หรูหราไฮโซขนาดที่ต้องจ่ายหัวละ 3,000-4,000 บาทโน่น
 
 
 
ด้วยความที่ร้านเพิ่งเปิดได้ไม่ถึง 5 วันด้วยซ้ำ ในวันที่เราไปถึงเลยยังเป็นเมนูฉบับเทสติ้งอยู่ โดยเริ่มจากออร์เดิร์ฟอย่าง BS. Terrine (280 บาท) ขนมปัง Brioche ฉ่ำเนย เซียร์กระทะมากรอบ ๆ เสิร์ฟพร้อมตับไก่และและฟัวกราส์บด ราดด้วยซอสเนยที่หอมกลิ่นใบไทม์อ่อน ๆ และ Grilled Ox Tongue Kimchi Pickled (บาท) เนื้อวัวย่างแบบ slow cook เสิร์ฟพร้อมมันบดและกิมจิแตงกวาเผ็ดจี๊ดเพื่อตัดรส

 
 
 
และอีกสองเมนูที่เราประทับใจในพรีเซนเทชั่นมาก ๆ คือ Wagyu Tartar Koy (680 บาท) ลาบก้อยเนื้อออสเตรเลียนวากิวที่เอามา deconstruct ลดทอนรูปร่างหน้าตาจนเกิดเป็นความมินิมอลและความฮิปที่นักกินดื่มแห่งดินแดนฮิปสเตอร์อารีเรี่ยนจะต้องถูกใจมากแน่ ๆ รวมถึง Rice Scallop Pistachio Berry (380 บาท) ข้าวอบเบอร์รี่และถั่วพิตาชิโอหอม ๆ โปะมาพร้อมโฮตาเตะไซซ์ยักษ์ตรงกลาง ที่เก๋คือนางเสิร์ฟมาในห่อกระดาษ ให้ฟีลลิ่งแบบอาหารคนงานตีเหล็กแต่เปิดมาคืออลังการงานสร้างมากจ้าแม่

 
 
เราจบค่ำคืนนี้ด้วยซิกเนเจอร์ค็อกเทลสไตล์สาว ๆ ทั้งสองตัว ได้แก่ Eden (380 บาท) ค็อกเทลเบสเหล้าจิน ให้รสชาติและสีสันชมพูพาสเทลแบบผู้หญิ๊งผู้หญิงด้วยลิ้นจี่และเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ กับแก้วสุดท้ายคือ Joseph (380 บาท) พอร์ตไวน์ผสมเหล้ารัมกลิ่นเครื่องเทศสไตล์แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพิ่มความเป็นฟรุ๊ตตี้ต่อเข้าไปอีกด้วยเหล้าส้ม ซึ่งทั้งสองแก้วก็คือหน้าตาสวยงามตามท้องเรื่อง เหมาะกับสาวสังคมอย่างเรา ๆ มากค่ะซิส
 
Soimilk Says: นี่คือการกลับมาผงาดของซอยอารีย์อีกครั้งที่เริ่มประเดิมด้วยความดิบ ๆ ของ Blacksmith ที่ดิบตั้งแต่การตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และพรีเซนเทชั่นของอาหารทุกจาน ที่ชอบมากคือทุกรายละเอียดดีเทลของร้านสื่อถึงความคราฟต์และพิถีพิถันของโรงงานตีเหล็กแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แอบขอหักคะแนนตรงที่ค็อกเทลเบาไปนิดนึงสำหรับเรา ต้องกินมากกว่า 3 แก้วแน่นอนถึงจะเมาเด้อ (ซึ่งกระเป๋าสตางค์น้องอาจจะฉีกได้จ้าพี่จ๋า)
 
Blacksmith ซ.อารีย์ 3 (พหลโยธิน 7) เวลาทำการ คาเฟ่: อังคาร-อาทิตย์ 11:00-19:00 น. และ ดินเนอร์: อังคาร-อาทิตย์ 17:00-00:00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร. 094-698-3636 www.fb.com/Blacksmith