Oct 23 2018

restaurants & bars

แอบส่อง 10 ร้านจาก 5 ทวีปที่เราคัดมาไว้ในไกด์บุ๊กเล่มใหม่ Soimilk Around The World 26 ต.ค. นี้

เห็นแบบนี้แล้วยังไม่อยากหยิบก็ใจแข็งเกินไปแล้ว
เพราะเราเห็นแล้วว่า กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเราไม่ได้มีดีแค่สตรีตฟู้ดที่อยากกินเมื่อไหร่ก็ได้กิน แถมยังอร่อยต่างหาก แต่ความดีงามอีกอย่างของกรุงเทพฯ คือเรามีร้านอาหารจากชาติต่าง ๆ ทั่วโลกตั้งอยู่เยอะมากกก ทั้งที่รู้และไม่รู้ ทั้งที่แมส และเป็นร้านลับที่รู้กันแค่เฉพาะกลุ่ม จนพวกเรา Soimilk Team เองรู้สึกว่าเรื่องนี้จะปล่อยผ่านไม่ได้ ควรรวบรวมออกมาเป็นไกด์บุ๊กเก๋ ๆ ให้ได้หยิบกันออกไปตามหาร้านที่ว่าด้วยตัวเอง แถมยังตามง่ายขึ้นอีกเพราะเราใส่ Map ของทุกร้านไว้ให้แล้ว เพียงแค่แสกน QR Code ที่มีอยู่ในเล่ม ก็สามารถหาพิกัดที่ตั้งของร้านทั้งหมดได้เลย ! เราเชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ว่า แล้วร้านแบบไหนกันนะที่จะได้เจอในไกด์บุ๊กที่ชื่อ Soimilk Around The World Volume 1 เล่มนี้ เราเลยมีน้ำจิ้มมาฝากกันก่อนที่จะได้หยิบจับพร้อมกันในวันศุกร์ที่ 26 ต.ค. นี้อย่างไรล่ะ
 

ทวีปยุโรป

 
 

Alexander's German Eatery

 
พูดถึงทวีปนี้ เราอาจคิดออกแค่อาหารฝรั่งเศส หรืออาหารอิตาลี แต่ที่จริงแล้วอาหารเยอรมันก็น่าสนใจ (และอร่อย) ไม่แพ้กัน เรามีร้านอาหารเยอรมันใหม่แกะกล่องที่น่าแวะเวียนไปลองสักครั้งในกรุงเทพฯ อย่าง Alexander's German Eatery กันดู ร้านในบ้านสองชั้นไซซ์ไม่เล็กไม่ใหญ่ในซอยเอกมัย 12 ที่ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นกระท่อมสไตล์รัสติค อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแบบชาวเยอรมันแท้ ๆ ตั้งแต่ม้านั่งไม้หน้าร้าน ไปจนถึงพนักงานเสิร์ฟในชุดบาวาเรีย
 
 
 
ถ้าแต่งร้านแบบบ้านคนเยอรมันแท้ ๆ ยังไม่ทำให้หายสงสัยถึงถึงความแท้ความเทียมของอาหารเยอรมันที่นี่ เราขอการันตีง่าย ๆ ด้วยชื่อของเจ้าของร้านนี้อย่างคุณ Alexander Von Wnuk-Lipinski เฮดเชฟใหญ่ถึง 4 ปีเต็มจากร้านอาหารเยอรมันที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ จนได้ขึ้นเป็นหนึ่งใน Top Tables อย่างร้าน Bei Otto ซึ่งพอย้ายมาทำร้านของตัวเอง สูตรลับหลาย ๆ อย่างประจำตัวเชฟก็ถูกย้ายมาที่ร้านนี้ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงเมนูยอดฮิตอย่างไส้กรอกเยอรมัน (300 บาท) ที่เชฟเล่าถึงที่มาของไส้กรอกสีขาวเนื้อหมูแน่น ๆ ว่าสั่งวัตถุดิบตรงมาจากเยอรมัน ราดด้วยซอสแกงกระหรี่มะเขือเทศสไตล์มิวนิคและเฟรนช์ฟรายทำเอง ความพีคเรื่องอาหารของร้านนี้อีกอย่าง คือการอิมพอร์ตวัตถุดิบพรีเมียมหาทานยากที่จะมีแค่บางช่วงเท่านั้นมาทำเป็นเมนูพิเศษในแต่ละซีซั่นด้วย และยังมีเมนูให้ตามไปชิมอีกเยอะมาก ๆ เลยล่ะขอบอก 

 

Mallard

 
อีกหนึ่งประเภทอาหารอย่างอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียน ก็ยังเป็นอะไรที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากดูสักครั้ง ลองแวะไปที่ร้าน Mallard ในซ.สุขุมวิท 39 ที่ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่แค่อาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียนธรรมดา แต่ยังเป็นอาหารป่าอีกด้วย ! เมื่อเดินเข้ามาในร้านก็แทบลืมไปเลยว่าเราอยู่ในสุขุมวิท เพราะบรรยากาศด้านในชวนให้เราคิดถึงกระท่อมแถบชานเมืองในยุโรป เด่นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นบาร์ไม้สีเข้มที่ทอดตัวยาวขนานกับผนังฝั่งซ้ายของร้าน รวมถึงผนังกระเบื้องแผ่นใหญ่โทรน้ำตาลเข้ม อัดเพิ่มความสุขุมเข้าไปอีกขั้นด้วยเซ็ตติ้งไฟสีส้มทั่วร้าน ทั้งยังมีรูปปั้นสัตว์วางแอบซ่อนอยู่ทั่วร้าน ให้ความรู้สึกเหมือนมาเยี่ยมบ้านเพื่อนพ่อที่เป็นนายพรานล่าสัตว์สไตลด์ดิบ ๆ ห่าม ๆ ก็ไม่ปาน
 
 
 
มาพูดถึงเรื่องอาหารที่ทุกคนน่าจะสงสัยว่าเมื่อไหร่จะเข้าเรื่องสักทีกันบ้าง! ความแกรนด์อีกอย่างของ Mallard ก็คือ Mehmeh Semetพ่อหนุ่ม Head Chef ที่หลายคนอาจจะคุุ้นหน้าหล่อ ๆ ผ่านรายการ Iron Chef Thailand มาบ้างแล้ว หรือเคยชิมอาหารฝีมือเขามาก่อนจากร้าน Harvest ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน เชฟหนุ่มคนนี้สั่งสมฝีมือมาจากการทำงานที่ Annisa ร้านอาหารมิชลินสตาร์ในนิวยอร์กที่ปิดตัวลงไปแล้วอย่างถาวร รวมถึง Vaaghals ในประเทศนอร์เวย์ เพราะฉะนั้น อาหารของ Mallard จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างสูทศาสตร์สไตล์อเมริกัน นอร์ดิก และเอเชีย แต่ก็ไม่ลืมที่จะร่ายมนตร์สูตรลับของครอบครัวที่พาเขาเข้าป่า เข้าครัวตั้งแต่เด็ก ๆ เข้ากับสโลแกนข้างร้านที่ว่า Like Mom's Kitchen ส่วนอาหารป่าแบบเมดิเตอร์เรนียนจะเป็นอย่างไร เราอยากให้ไปลองพิสูจน์กันด้วยตัวเองนะ

ทวีปอเมริกา

 
 

Havana Social

 
ลืมไปเลยว่าเราจะแนะนำพวกร้านอาหารเชนที่แมส ๆ หรือเหล่าจังก์ฟู้ดที่เวลาใครพูดถึงอเมริกาก็จะนึกว่าอาหารเหล่านั้น เพราะที่จริงแล้วอเมริกายังแบ่งออกเป็นเหนือและใต้ และมีประเทศเด็ด ๆ เยอะแยะ แถมไม่ใช่แค่ร้านอาหาร เพราะเรื่องบาร์เราเองก็จริงจัง ถ้าใครมีประเทศคิวบาอยู่ใน bucket list ต้องถูกใจบาร์แห่งนี้แน่ ๆ ด้วยการตกแต่งที่เหมือนยกเอาเมืองหลวงของคิวบาอย่างฮาวาน่าในยุค '40s-'50s มาไว้ที่กรุงเทพฯ ไม่มีผิดเพี้ยน หน้าต่างบานเกล็ด แสงไฟสลัว กำแพงเก่าคร่ำคร่า กระเบื้องลวดลายเอ็กโซติก และที่ขาดไม่ได้คือดนดรีสไตล์แอฟโฟร-คิวบัน
 
 
 
เครื่องดื่มประจำ Havana Social คือรัม แต่ใช่ว่าที่นี่จะไม่ผสมค็อกเทลดีๆ เราแนะนำ Cuba Libre (260 บาท) Bacardi black ผสมกับ Angostura bitters, โค้ก และมะกรูด เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งซึ่งทำจากโค้ก อีกเมนูหนึ่งที่เจ๋งไม่แพ้กันคือ Between the Sheets (300 บาท) ซึ่งประกอบไปด้วย Bacardi black, Hennessy VS, Grand Marnier มะนาว และทับทิม ถ้ามาเสิร์ฟแล้วเห็นว่ามา 2 แก้วก็ไม่ต้องตกใจ เพราะแก้วหนึ่งหวาน อีกแก้วหนึ่งเปรี้ยว และเราต้องจิบ 2 แก้วนี้สลับกันเพื่อการรับรสที่ถูกต้อง
 

Summer Bowl

 
ถัดจากบาร์ ก็ขอพาไปชิมอาหารแนวเฮลท์ตี้สักหน่อย คราวนี้เขยิบไปถึงฮาวายกันเลยทีเดียว กับ Summer Bowl คาเฟ่สีชมพูหวาน ๆ ในสไตล์ฮาวายที่มีกิมมิกเป็นแพทเทิร์นลายดอก ใบจากมุงหลังคา และโลโก้รูปสาวน้อยฮูลาฮูล่าที่เห็นแล้วอยากระบำฮาวายเลยทีเดียว ! ความอะโลฮ่าแบบต้นตำรับของคาเฟ่แห่งนี้ การันตีได้จากเจ้าของร้านสาวสวยอย่าง คุณจีน-วริฐา ปฐวินทรานนท์ ที่เคยเรียนคอร์สสั้น ๆ ที่นู่นแต่รับเอาวัฒนธรรมและความชอบจากเกาะนี้มาแบบเต็ม ๆ แถมยังชวน Tyler McGee หนุ่มหล่อเชื้อสายฮาวายแท้ ๆ มาเปิดคาเฟ่ด้วยกันที่นี่ 
 
 
 
ส่วนถ้าถามถึงเมนูทีเด็ดดับร้อนยอดฮิตของคนฮาวาย เราขอแนะนำเจ้า Acai Bowl ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่เป็นผลไม้ท้องถิ่นของชาวฮาวาย ถือเป็นซุปเปอร์ฟู๊ดที่ปริมาณแค่ 10 กรัม แต่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เทียบเท่ากับมะเขือเทศถึง 188 ลูก ! ความยากอยู่ตรงที่ Acai เป็นเบอร์รี่ที่มีรสค่อนข้างขม เลยต้องเอามาปั่นรวมกับผลไม้และวัตถุดิบต่าง ๆ ตามสูตรลับของร้านนี้ให้เข้ากับรสปากคนไทย (ซึ่งแค่นั้นก็อร่อยแล้ว) แต่เรายังสามารถเลือกใส่โฮมเมดกราโนล่ารวมไปถึงท็อปปิ้งผลไม้ต่าง ๆ เพิ่มความเฮลท์ตี้เข้าไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงสุกเย็น ๆ เมล็ดทับทิมกรอบ ๆ หรือสตรอเบอร์รี่สดรสหวานอมเปรี้ยว ทำให้ Acai Bowl ชามนี้เป็นอะไรที่เหมาะกับอากาศประเทศไทยเข้าไปใหญ่ (และเหมาะกับคนคลีน ๆ แบบเราด้วย /อิอิ) อยากรู้ว่ามีเมนูอะไรเด็ด ๆ ของที่นี่อีก ต้องหยิบไกด์บุ๊ก Soimilk Around The World ดูแล้วล่ะ


ทวีปออสเตรเลีย

 
 
 
กระโดดข้ามมายังทวีปแห่งอะบอริจิน หมีโคอาล่า และจิงโจ้ อย่างทวีปออสเตรเลียกันบ้าง เราจะพาไปรู้จักกับบาร์กาแฟอย่าง Letar Coffee Bar คืออีกหนึ่งในโปรเจ็คต์ใหม่ของแฟชันนิสต้าอย่าง คุณลีต้าร์-พิมพ์นารา แสงเงิน ดีไซน์เนอร์สาวสวยเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าไฮสตรีทอย่างแบรนด์ NARA ที่นอกจากมีเบสหลักอยู่ที่ออสเตรเลียแล้ว ยังมีสตูดิโอเล็ก ๆ อยู่ที่กรุงเทพ ฯ ด้วยเช่นกัน และด้วยความที่คุณลีต้าร์ต้องย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพ ฯ เพื่อทำคอลเลคชันใหม่สำหรับแบรนด์ NARA และเพราะเหตุผลง่าย ๆ ว่าที่นี่ไม่มีกาแฟที่ถูกใจคอกาแฟดริปสายจริงจังอย่างคุณลีต้าร์เหมือนตอนอยู่ออสเตรเลีย Letar Coffee Bar จึงเกิดขึ้นในห้องสตูดิโอเล็ก ๆ ย่านสุขุมวิทของแบรนด์ NARA โดยเน้นทำเป็นสโลว์บาร์ง่าย ๆ คลีน ๆ ด้วยเคาน์เตอร์ใหญ่กึ่งกลางห้องสีขาว ถ่ายรูปสวยแบบรัว ๆ ด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดเข้ามา
 
 
 
ที่นี่เน้นขายเฉพาะกาแฟดริปจากเมล็ดที่นำเข้ามาจากร้าน Artificer Coffee Bar & Roaster ที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโรสเตอร์ที่คั่วกาแฟได้ถูกปากคุณลีต้าร์มากที่สุด โดยได้ คุณบี-ภักดิ์พงษ์ ศิลปศาสตร์ หนึ่งใน co-founder ของคาเฟ่นี้ และ คุณโอม-ชนุตร์พงษ์ ลีลาขจรจิต อดีตบาริสต้ามือทองจาก Kaizen มาช่วยควบคุมเรื่องมาตรฐานของแต่ละเมนูด้วย อย่าลืมหยิบ Soimilk Around The World ของเราแล้วตามรอยกันไปได้เลยนะ

ทวีปแอฟริกา

 
 

Taye

 
พูดไปอาจนึกไม่ออกว่าทวีปแอฟริกามีประเทศไหนที่มีอาหารน่าสนใจและควรไปลิ้มลองบ้าง หลายคนอาจคิดออกเพียงกาแฟเอธิโอเปียที่มีชื่อเสียงโด่งดังว่ามีเมล็ดกาแฟรสชาติดีและมีเอกลักษณ์ ซึ่งที่จริงแล้วอาหารเอธิโอเปียก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน แล้วรู้กันไหมว่าที่จริงแล้ว ในกรุงเทพฯ เองก็มีร้านเอธิโอเปียดี ๆ แอบซ่อนอยู่หลายร้านเหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือ Taye Ethiopian Restaurant ในซ.นานา (สุขุมวิท) นี่แหละ
 
ภาพจากเพจ TAYE Ethiopian Restaurant
 
จุดเด่นของร้านอาหารเอธิโอเปียคือ เราจะต้องใช้มือกินอาหารตามแบบฉบับของชาวเอธิโอเปียจริง ๆ (แต่ถ้าใครไม่สะดวกใจจริง ๆ ก็ขอช้อนส้อมกับทางร้านได้ แต่เราอยากให้ลองใช้มือกินมากกว่า จะได้รับรู้ถึงบรรยากาศของเอธิโอเปียกันเต็ม ๆ ไปเลย) ลองชิมแป้งหมักรสออกเปรี้ยว ๆ แย่าง Injera กับ Doro Wat หรือเนื้อไก่หมัก ก่อนตบท้ายด้วยด้วยกาแฟเอธิโอเปียที่เสิร์ฟมาในหม้อกาแฟสไตล์เอธิโอเปียดั้งเดิม พร้อมโยกตัวตามไปกับเพลงแอฟริกันที่ทางร้านเปิดคลออยู่ตลอดไปด้วย รับรองว่าลืมไปเลยว่าอยู่กรุงเทพฯ

ทวีปเอเชีย

 

Kimukatsu

 
กลับมาทวีปที่เราคุ้นเคย (และเราอยู่ในทวีปนี้เหมือนกัน) อย่างเอเชียกันบ้าง ซึ่งเอเชียเนี่ยมีร้านอาหารหลากหลายชาติที่เราคุ้นเคยกันอยู่มาก ๆ เราขอพาไปรู้จักกับร้านอาหารญี่ปุ่นที่ขายเมนูสุดอร่อยอย่างทงคัตสึ กับร้าน Kimukatsu คือหนึ่งในร้านหมูทอดระดับท็อปไฟว์ของญี่ปุ่นที่โด่งดังมาเกือบ 20 ปีแล้ว โดยมีสาขาอยู่ในย่านเอบิสึ และขยายไปมากกว่า 27 สาขาทั่วโลกทั้งในอเมริกา เกาหลี ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย (เมืองที่เราสงสัยว่าเขากินหมูกันด้วยหรอ) แต่ก็ช่างเถอะ เพราะจุด ๆ นี้ถือเป็นบุญปากของเรามาก ๆ ที่ในที่สุดร้านหมูทอดระดับตำนานแห่งนี้ก็ได้แลนด์ดิ้งมาถึงเมืองไทยซักที โดยมีสองผู้บริหารพี่น้องอย่างคุณอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ และ คุณศุภัสสร เชาว์วิศิษฐ เป็นคนนำเข้ามาเปิดให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ลองลิ้มชิมรสต้นตำรับแท้ ๆ บนชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 !
 
 
 
ถ้าดูจากหน้าตาภายนอก นี่คือทงคัทสึที่เราคุ้นหูคุ้นตากัน แต่เดี๋ยวก่อน ! เพราะจริง ๆ แล้วนี่คือหมูทอดชนิดหนึ่งของญี่ปุ่นที่เรียกว่า 'คิมุคัทสึ' หรือ 'มิลฟิลคัทสึ' นั่นเอง ถ้าให้เปรียบเทียบ มิลฟิลคัทสีก็คงจะเหมือนกับมิลฟิลเค้ก หรือเครปเค้ก ที่เกิดจากการซ้อนเลเยอร์แป้งหลาย ๆ ชั้นจนกลายเป็นเค้ก แต่พอมาเป็นมิลฟิลคัทสึ สิ่งที่ซ้อนกันอยู่คือเนื้อหมูจากฟาร์มเปิดที่เลี้ยงแบบ Free-Range เอามาสไลด์จนบางเฉียบ แล้วซ้อนกันมากถึง 25 เลเยอร์ ! นอกจากการนำหมูทั้ง 25 ชั้นมาม้วนแล้วนำไปทอดแล้ว จะมีการสอดไส้ต่าง ๆ เพิ่มเติมลงไปด้วย โดยมีรสชาติให้เลือกมากถึง 7 รสชาติ คือ รสดั้งเดิม เชดด้าชีส กระเทียม พริกไทยดำ ต้นหอมญี่ปุ่น ยูสึโคโช และรสล่าสุดอย่างแกงเขียวหวาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรสชาติที่เลือกมาแล้วว่าถูกปากคนไทยแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ
 

Seoulcial Club

 
เขยิบมาต่อกันที่คาเฟ่สดใสสไตล์เกาหลีอย่าง Seoulcial Club กันสักหน่อย แต่ก่อนอื่นเราขอเตือนก่อนว่าอย่าหลงแค่รูปลักษณ์หน้าตาชวนถ่ายรูปรัว ๆ ของคาเฟ่แห่งนี้ ตั้งแต่ลูกบิดประตู หมอน โซฟา ยันหน้าตาเก๋ ๆ แสนจะเกาหลีของเครื่องดื่มและของหวาน เพราะคาเฟ่เปิดใหม่สด ๆ ซิง  ๆ ใจกลางสยามสแควร์ซ. 3 แห่งนี้ เป็นร้านสำหรับคอกาแฟสาย Specialty Coffee ชั้นดีที่หลาย ๆ คนยังไม่เคยรู้มาก่อน ! เครื่องกาแฟยี่ห้อ Mavam ราคาเหยียบหลักล้านและสั่งทำพิเศษเป็นสีทอง ถูกส่งตรงมาจากเมืองซีแอทเทิลเป็นเครื่องแรกของไทย ! จุด ๆ นี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่เป็นคาเฟ่ Specialty Coffee สายเน้นเครื่องเทพที่แท้ทรู
 
 
 
สิ่งที่ผิดคาดคือภายใต้ความหน้าตาดีแบบที่สุดของความฟรุ้งฟริ้ง เราบอกเลยว่าขนมหวานร้านนี้ที่เราได้ลองมา มันคือความอร่อยที่อะเมซิ่งไทยแลนด์แดนสายเกา ดีเกินกว่าที่คาดไว้แบบสองเท่าไปอีก อย่างแรกเลยที่ทำให้เราเทใจยกให้ร้านนี้เป็นที่สุดของคาเฟ่ในสยามสแควร์ ก็เพราะทุกอย่างของที่นี่เน้นรสหวานน้อย ! คือดีย์ ! ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคาเฟ่หลาย ๆ ที่ถึงชอบทำรสหวานจนเบาหวานแทบจะขึ้นตา นี่มันยุคของสาวหวานใส่ใจสุขภาพกันแล้วค่ะคุณ !

 

YAO

 
ข้ามไปยังจีนแผ่นดินใหญ่กันบ้าง ซึ่งถ้าจะให้แนะนำร้านอาหารจีนทั่วไปก็คงไม่ใช่ Soimilk แน่นอน เราเลยขอพาไปชิมอาหารจีนกันบนดาดฟ้าวิวพาโนรามา 360 องศาดีกว่า ! YAO Restaurant & Rooftop Bar (ชื่อร้านอ่านว่า 'เย่า') รูฟท็อปบาร์แห่งใหม่ล่าสุดของเมืองไทยของโรงแรม Bangkok Marriott Hotel The Surawongse ที่สายไนท์ไลฟ์ทุกคนต้องจับตามองเอาไว้ให้ดี ๆ เพราะนางมาแรง มาจริง และมาพร้อมกับคอนเซ็ปท์การเป็นบาร์ค็อกเทลลูกครึ่งไทย-จีน ที่เริ่มด้วยห้องอาหารจีนสไตล์เซี่ยงไฮ้ที่ชั้น 32 พร้อมลิฟต์ส่วนตัวที่จะพาเราขึ้นไปตะลึงกับวิวบนรูฟท็อปด้านบนที่มีฝั่งหนึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา และอีกฝั่งเป็นตึกมหานครสูงเสียดฟ้า
 
 
 
หลัก ๆ แล้วที่ต้องมาลองคือค็อกเทลที่บาร์เทนเดอร์หลักของรูฟท็อปบาร์แห่งนี้อย่าง คุณอิลฮาน เบเซอร์ (Ilhan Bezer) ตั้งใจใส่ดีเทลที่แสดงออกถึงความเป็นจีนลงไปในทุกแก้ว อาทิ Sweet Little Jade (428 บาท) หนึ่งในซิกเนเจอร์ค็อกเทลของ YAO ที่ใช้เบสหลักเป็นเหล้าวอดก้า พร้อมเพิ่มความเขียวให้เหมือนสีหยกด้วยเหล้า Midori, Prosecco และผลไม้อย่าง กีวี่และมะนาว เราเลยจะได้เห็น snacks ต่าง ๆ ที่ไปกันได้ดีกับเครื่องดื่มอยู่ในลิสต์เมนูของ YAO ทั้ง Minibao Bao Burger (398 บาท) ที่ใช้ซาลาเปามาเสิร์ฟแทนเบอร์เกอร์บัน พร้อมไส้ 3 แบบคือเป็ดย่าง บาร์บีคิวหมู และหมูกรอบ กับอีกเมนูกับแกล้มที่แสดงความเป็นรูฟท็อปบาร์ลูกครึ่งได้ดี อย่าง Peking Duck in Taco Shell (258 บาท) กับความเข้ากันดีอย่างไม่น่าเชื่อในการเปลี่ยนไส้ทาโก้ธรรมดาให้เป็นไส้เป็ดปักกิ่ง  ยังมีเมนูเด็ดอีกเยอะ เราอยากให้ไปลองกันเองจะดีกว่า

 

Happy Endings Eats & Bar

 
ปิดท้ายไฮไลต์ของเล่มด้วยร้านอาหารเวียดนามที่โมเดิร์นยิ่งกว่าอะไร ถึงแม้เราจะตัดสินใจตอบให้ไม่ได้ว่าที่นี่เป็นบาร์หรือเป็นร้านอาหารมากกว่ากันแน่ (เพราะอาหารก็ดี ค็อกเทลก็เด็ด) แต่ที่ตอบได้แน่นอนคือการตกแต่งในแบบฉบับเวียดนามสไตล์ Asian-Boho ด้วยโทนสีสดของแถบอินโดจีน สร้างบรรยากาศให้ตอนจบของเราที่ร้าน Happy Endings Eats & Bar เป็นการจบบริบูรณ์ในแบบที่ต้องมี To Be Continued กลับมานั่งอีกรอบแน่นอน
 
 
 
นอกจากอาหารเวียดนามอย่างเฝอเนื้อออสเตรเลียน (200 บาท) ซึ่งเป็น A-Must ที่ต้องสั่งแล้ว สำหรับคนที่อินกับอาหารเวียดนามอย่างเรา ก็ไม่ควรพลาด Wild Leaf Wrapped Pork (150 บาท) หมูย่างห่อใบชะพลูแล้ว ในส่วนของตัวบาร์ที่ให้ฟีลมาเต็มตั้งแต่ป้ายไฟนีออน เซ็ตมู้ดให้เหงาอย่างกับฉากในหนังหว่องกาไว ซึ่งความพิเศษของค็อกเทลแต่ละแก้วก็ถูกการันตีด้วยชื่อของคุณแบงค์-วัชรพงษ์ สุริยะพันธ์ บาร์เทนเดอร์ชื่อดังโซนสุขุมวิท กับค็อกเทลสไตล์เอเชียนมิกซ์ที่นำวัตถุดิบในแถบนี้มาครีเอทให้เป็นเครื่องดื่มเก๋ ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มาที่เดียวจบครบทั้งอาหารและเครื่องดื่มแบบเวียดน๊ามเวียดนาม
นี่เป็นเพียงน้ำจิ้มเล็กน้อยจากร้านเด็ด ๆ ที่เราตั้งใจคัดมาให้ทุกคนเพียงเท่านั้น ภายในเล่มยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ที่น่าสนใจอีกกว่า 50 ร้านรอให้เราได้ไปเปิดประสบการณ์อาหารนานาชาติด้วยตัวเองอยู่ เตรียมตัวหยิบกันฟรี ๆ ได้เลยในวันที่ 26 ต.ค. นี้ ตามร้านอาหาร คาเฟ่ มหาวิทยาลัย โคเวิร์กกิงสเปซ พิพิธภัณฑ์ และสถานที่เด่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ แต่จะมีที่ไหนบ้าง อีกไม่นานเราจะมาบอกทุกคนให้ได้รู้กันนะ