Aug 22 2017

people

8 ปีบนเส้นทางดิจิทัลเอเจนซี่ของ Rabbit Digital Group

คนรุ่นใหม่เขาทำงานกันแบบนี้ 

ไม่นานมานี้หลายคนคงจะได้ชมหนังโฆษณาชุด ขอบคุณประเทศไทย ที่เล่าถึงความแข็งแกร่งของคนไทย ในการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางปัญหาที่คนเมืองต้องเจอกันอยู่เป็นประจำ ด้วยเนื้อหาที่สอดแทรกอารมณ์ขันลงไปพร้อมๆ กับการสะท้อนปัญหาสังคม เรียกความสนใจจากผู้ใช้เฟซบุ๊กให้มียอดวิวบนแฟนเพจบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งได้กว่า 3 ล้านครั้ง บวกกับยอดแชร์อีกนับหมื่น ผลงานโฆษณายอดวิว ไลค์ แชร์ พุ่งกระฉูดชิ้นเป็นผลงานของ Rabbit’s Tale หนึ่งในบริษัทเครือ Rabbit Digital Group  ดิจิทัลเอเจนซี่ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้
 

ผลงานโฆษณาที่ใครๆ ก็ต้องคลิก

 

นอกจากโฆษณา ขอบคุณประเทศไทย แล้วยังมีผลงานที่เรารู้จักอย่าง เก๊กหล่อ ไอเดียสร้างสรรค์จากการนำเอาปุ่ม Skip Ad มาเล่นในโฆษณาทำให้จากเดิมที่ 75% ของผู้ใช้ Youtube มักกดปุ่มข้ามโฆษณา ลดลงเหลือเพียง 2% ส่วน CanonLife Redefine แคมเปญที่ชวนคนเล่นกล้องมาร่วมให้นิยามใหม่แก่แบบเรียน ก-ฮ ด้วยการใช้ภาพถ่ายเป็นตัวแทนพยัญชนะ ทำเป็นหนังสือเรียนบริจาคให้ 400 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งผลงานเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นภายในช่วงการขยายตัวของ Rabbit Digital Group ทั้งสิ้น
 

ชิ้นนี้พลิกวงการโฆษณาเลยทีเดียว

 
Soimilk มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณเล็ก-รุ่งโรจน์ ตันเจริญ คุณบี-สโรจ เลาหศิริ และ คุณปอม-ชนินทร์ อรัญวัฒน์  3 ใน 4 ของทีมผู้บริหาร Rabbit Digital Group ผู้สรรค์สร้างให้เกิดดิจิทัลเอเจนซี่แห่งนี้ถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้รังกระต่ายนี้กลายเป็นที่รู้จัก และขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี จนเกิดเป็น 4 บริษัทย่อยในเครือที่สามารถวางแผนสื่อได้อย่างครบวงจร รวมไปถึงทิศทางของบริษัท และตลาดของสื่อดิจิทัลในอนาคต
 

จุดนัดพบ 4 คนปีกระต่าย จาก 4 สายอาชีพ

 
Rabbit Digital Group ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน จากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นมัธยมฯ ในขณะนั้นแต่ละคนก็กำลังเดินอยู่ในสายอาชีพที่แตกต่างกันไป เล็ก เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว บีเป็น Management Trainee ปอม เป็นโปรแกรมเมอร์ ส่วนแม็คทำงานอยู่ที่บริษัทที่ปรึกษาด้านไอที ก่อนจะมารวมตัวกันภายใต้ชื่อ Rabbit’s Tale บริษัทโปรดักชั่นที่ได้ชื่อมาจากการที่ทั้ง 4 คนเกิดปีกระต่ายเหมือนกัน
 
ปอม: ตอนนั้นอายุประมาณ 22-23 ปี ด้วยความที่เป็นคนชอบลงทุน และชอบเทคโนโลยีเหมือนๆ กัน มันเลยเริ่มจากการที่ผมกับแม็คเข้ามาก่อน อีกประมาณเดือนหนึ่งเล็กก็เข้ามาช่วย และบีก็เข้ามาหลังจากนั้น ในยุคนั้นมันยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโลกดิจิทัล หรือดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งหรอก สิ่งที่พวกเราเริ่มกันในตอนนั้นก็จะเป็นงานรับทำเว็บไซต์ และงานออกแบบต่างๆ มากกว่า
 

เริ่มต้นจากรับทำการ์ดงานแต่ง 

 
บี: ช่วงเริ่มแรกทีมเรามีอยู่ 10-20 คน เริ่มต้นจากโปรเจ็กต์เล็กๆ อย่างการ์ดงานแต่งงาน แล้วก็ทำโปรดักชั่นมาตลอดช่วง 3 ปีแรก จนกระทั่งดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเริ่มเข้ามา เราก็ได้โอกาสจาก SCG ลูกค้ารายแรกที่ทำให้ได้เริ่มทำ Digital Communication หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ เลย
 
คุณบี-สโรจ เลาหศิริ
 
เล็ก: ถ้าย้อนกลับไปในยุคนั้น Facebook เพิ่งจะเข้ามาในเมืองไทยได้สัก 2-3 ปีเอง เพิ่งมีไอแพดรุ่นแรก และเรายังใช้ BB กันอยู่ ตอนนั้นผมมองว่าความต้องการของลูกค้ามันหลากหลายมากขึ้น และเราก็มองเห็นโอกาสว่าในภาวะตลาดที่โตอย่างรวดเร็วแบบนี้ เราเองก็สามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง
 
เริ่มต้นจากโปรดักชั่นสู่ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง จนในที่สุด Rabbit’s Tale ก็ได้เติบโตกลายเป็น Rabbit Digital Group กลุ่มบริษัทที่รวมพนักงานหลักร้อยคน และ 4 บริษัทย่อย ได้แก่ Rabbit’s Tale - เอเจนซี่โฆษณา Moonshot - เอเจนซี่ประชาสัมพันธ์ Code & Craft - บริษัทออกแบบแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ และบริษัทสื่อเว็บไซต์อย่าง The Zero เข้าไว้ด้วยกัน มียอดเติบโตในตลาดสูงถึงปีละมากกว่า 100% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
 

ปรัชญาการทำงานของ Rabbit

 
เล็ก: เราพยายามแยกทั้ง 4 บริษัทออกจากกันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย แล้วสุดท้ายในความเป็นเอกเทศนั้นมันจะมีแกนกลางหลายๆ อย่างที่เราเชื่อมกันอยู่
 
ตัวอย่างเช่น เมื่อ Rabbit’s Tale ได้รับงานมาชิ้นหนึ่ง จะมีการวิเคราะห์ว่ามีส่วนใดที่สามารถแก้ไขและพัฒนาได้ในระยะยาวโดยขอความช่วยเหลือจากบริษัทในเครือได้บ้าง อาทิ การจัดการชื่อเสียงในโลกออนไลน์ งานถนัดของ Moonshot หรืองานออกแบบที่ Code & Craft ถนัด จากนั้นงานก็จะถูกแบ่งออกไปตามฟังก์ชันและความเหมาะสมของแต่ละบริษัท
 
บี: มันจะมีหลักที่เรียกว่า Effective Creativity คือการสร้างสรรค์งานพร้อมกับมีประสิทธิภาพด้วย จริงๆ แล้วงานมันมีอยู่ 2 แบบ คืองานที่ดัง กับงานที่ลูกค้าบอกต่อว่าเอเจนซี่เจ้านี้ดี สำหรับเราการทำโฆษณาไม่จำเป็นว่าจะต้องมีหนังโฆษณาที่ไวรัลมากๆ แต่มันคืองานที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ลูกค้าไปในขณะเดียวกัน
 
ปอม: การทำดิจิทัลเอเจนซี่เกิดจาก 3 ส่วนประกอบกัน นั่นคืองานที่ดี คนที่ดี และลูกค้าที่ดี ซึ่งเราต้องบาลานซ์ไว้ให้ได้ สมมติว่าเราได้ลูกค้าที่ดี สามารถเปิดโอกาสให้เราทำสิ่งต่างๆ ได้ เราก็ได้งานที่ดีออกมา สามารถดึงดูดคนดีๆ ให้มาร่วมงานได้ 
 

จบสายวิทย์แต่ทำงานครีเอทีฟ 

 
ด้วยความที่ทั้ง 4 คน ต่างเรียนจบมาในสายวิทยาศาสตร์ อาทิ วิศวกรรม สถิติ ไอที แน่นอนว่า กระบวนการคิดย่อมมีความแตกต่างจากเอเจนซี่ทั่วไป คุณปอมเล่าว่าการที่เป็นเด็กสายวิทย์ที่เข้ามาทำงานสายครีเอทีฟ ทำให้เวลาแก้โจทย์งานจะคิดกันแบบใช้ Logical Thinking ตามแบบฉบับเด็กวิทย์ และดึงเอาความรู้สมัยเรียน อาทิ Flowchart เขามาปรับใช้ด้วย
 
คุณปอม-ชนินทร์ อรัญวัฒน์ 
 
ปอม: ผมว่าการที่พวกเราทั้งสี่คนไม่เคยทำเอเจนซี่มาก่อนมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือจะมีบางอย่างที่หลุดกรอบเดิมๆ ไปบ้าง ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกอย่างที่คิดว่าทำให้เราต่างจากที่อื่นคือ คิดว่าลูกค้าที่เลือกทำงานกับเรามองว่า ถ้าอยากจะเข้าถึงคนดิจิทัล คงไม่มีใครเข้าใจและทำได้ดีไปกว่าคนที่เกิดและโตมากับดิจิทัล และโดยอายุเฉลี่ยของพวกเราเองก็เติบโตมากับมันอยู่แล้ว
 

คนแบบไหนที่ใช่สำหรับ Rabbit

 
ปอม: เราบาลานซ์กันระหว่างทัศนคติกับความสามารถ ผมเชื่อว่าทำงานไม่ดีมันยังสอนให้เขาเก่ง ให้เขาเชี่ยวชาญได้ แต่ทัศนคติมันเปลี่ยนยาก เพราะฉะนั้นเวลาเลือกคนเข้ามาทำงานเลยต้องบาลานซ์ระหว่างคนที่เก่งกับคนที่ทัศนคติสามารถเข้ากับวัฒนธรรมของที่นี่ได้
 
บี: บริษัทเราไม่ใช่ระดับภูมิภาคหรือระดับโลก ระบบการทำงานมันจะมีลองผิดลองถูกบ้าง เล็กเคยพูดว่า ถ้าคุณไปทำงานเอเจนซี่ที่เป็นระดับโลกหรือภูมิภาค คุณก็เหมือนนั่งรถสปอร์ตอยู่บนทางด่วน คุณรู้อยู่แล้วว่าอีกสามปีคุณจะเจออะไร แต่ที่นี่คือเหมือนเรากำลังออฟโร้ดอยู่บนภูเขาที่เราไม่รู้ว่าปลายทางมันจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้แค่ว่าเราทำตรงนี้ให้ดีที่สุด รถตกหลุม ทุกคนจะลงจากรถมาช่วยกันเข็น เอ็นจอยกับทุกๆ milestone หรืออุปสรรคที่ได้ผ่านมันไป และเติบโตไปด้วยกันเรื่อยๆ
 

บรรยากาศสนุกๆ ที่สร้างได้

 
เมื่อปีที่แล้ว Rabbit Digital Group ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นคือ การย้ายออฟฟิศจากชิดลมมาอยู่ที่โกดังขนาดใหญ่ย่านถนนบรรทัดทอง ด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่ไม่สามารถรองรับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และความชื่นชอบในการตกแต่งแนวครีเอทีฟของทั้งสี่คน โพรงกระต่ายแห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้ธีม Modern Industrial โดยได้ MUN Architects มาช่วยแปลงโฉมให้กลายเป็นออฟฟิศ 2 ชั้นที่มีทั้งโซนนั่งทำงาน และโซนโซฟาที่ให้บรรยากาศสบายๆ เหมือนนั่งทำงานอยู่ในร้านกาแฟ
 
 
นอกจากบรรยากาศสบายๆ ในพื้นที่กว้างขวางแล้ว ออฟฟิศแห่งนี้ยังมีพื้นที่ส่วนกลางของไว้สำหรับจัดกิจกรรมให้เหล่ากระต่ายได้พักสมอง และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ด้วยกีฬาอย่างแบดมินตัน ปิงปอง พูล สไลเดอร์ และสเกตบอร์ด

 
 
บี: การมีพื้นที่ให้ได้เล่นและทำกิจกรรม มันดีกว่าการที่เดินออกจากโต๊ะทำงานแล้วเจอแต่โรงอาหาร เสร็จแล้วก็กลับเข้าคอก การที่เขาได้ทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายบ้าง การได้พูดคุยกับเพื่อนต่างบริษัทบนพื้นที่ตรงนี้ มันเป็นการกระตุ้นความคิดและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานไปในตัวได้ด้วย
 
เล็ก: เราเป็นบริษัทครีเอทีฟของคนรุ่นใหม่  สิ่งสำคัญคือจะทำยังไงให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้สามารถอยู่ออฟฟิศได้ทั้งวัน และด้วยความที่เราทำงานครีเอทีฟ ไอเดียมันเกิดได้จากการพบปะผู้คน เพราะฉะนั้นในการออกแบบออฟฟิศนี้ คือไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน ทำอะไรอยู่ จะเดินไปกินกาแฟหรือเข้าห้องน้ำ ก็สามารถเดินเชื่อมเข้าไปพบปะพูดคุยกันที่พื้นที่ตรงกลางได้
 
"เราเป็นบริษัทครีเอทีฟของคนรุ่นใหม่  สิ่งสำคัญคือจะทำยังไงให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้สามารถอยู่ออฟฟิศได้ทั้งวัน"
 
บนพื้นที่ส่วนกลางที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่แห่งนี้ยังถูกใช้จัดกิจกรรมพิเศษอีกหลายรูปแบบ อาทิ Internal Sharing กิจกรรมที่จะพาผู้เชี่ยญจากด้านต่างๆ อาทิ คุณตูน-สุธีรพันธุ์ สักรวัตร คุณโจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาพูดคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน อีกกิจกรรมคือ TGIF บริษัทจะเหมาร้านอาหารเข้ามาเลี้ยงพนักงานกันในวันศุกร์ ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งต่อเดือน ถือเป็นศูนย์กลางรวมสาระและความสนุกสนานของคนที่นี่ไว้เลยก็ว่าได้
 
มันมีภาพหนึ่งที่ผมจำได้ ตอนนั้นสักประมาณตี 1 ยังมีทีมที่นั่งทำงานกันอยู่ 4-5 คน ผสมผสานระหว่างระหว่างความสนุกกับการทำงาน เด็กเจนใหม่ไม่โอเคกับการต้องจริงจังกับงานตลอดเวลา เพียงแต่ทุกคนต้องมีทุกคนต้องมีวินัยและความรับผิดชอบของตัวเอง เห็นเพื่อนเล่นกันถ้าเราทำงานเสร็จเราก็ไปเล่นกับเขาได้
 

ไม่หยุดเรียนรู้และรู้จักปรับตัว

 
บี: ในการรับมือกับผู้บริโภคที่พฤติกรรมเปลี่ยนไปและตลาดที่คู่แข่งที่เป็นดิจิทัลเอเจนซี่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้ ผมมองว่าสิ่งที่ท้าทายคือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้เราเป็นเหมือนฟองน้ำที่สามารถซึบซับทุกอย่างและปรับใช้ได้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องคู่แข่งผมว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะในตอนนี้ความต้องการมีมากกว่ากำลังผลิต และจำนวนคนทำงานดิจิทัลก็ไม่ได้เพียงพอต่อความต้องการในตลาดขนาดนั้น
 

ทิศทางในอนาคต

 
ในยุคที่โลกหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ และอุตสาหกรรมสื่อดิจิทัลที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ Rabbit Digital Group มีความตั้งใจว่าอยากจะเป็นฟันเฟืองอันหนึ่งที่ช่วยสร้างและพัฒนาคนทำงานดิจิทัลให้มีมากขึ้น จึงมีความคิดที่จะขยายพื้นที่ออฟฟิศให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในโครงการที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้
 
หากมองไปถึงอนาคตในอีก 20-30 ปีข้างหน้า คุณเล็กกล่าวว่า ในยุคเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆเหมือนกราฟความชันสูง ยังมีอีกหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึง สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาตนเองเพื่อความพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
 
คุณเล็ก-รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
 
เล็ก: เราไม่รู้หรอกว่ามันจะมีโซเชียลเน็ตเวิร์กใหม่ หรืออะไรใหม่ๆ ออกมาอีก แต่สิ่งสำคัญคือการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เหมือนที่ชาร์ลส์ ดาร์วินกล่าวไว้ว่า
 
"เผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่พวกเขารู้จักปรับตัวต่างหากล่ะ"