Mar 05 2019

ไปอันไหนดี? พาส่องงาน Teamlab Borderless และ Planets งานสุดล้ำในโตเกียวที่แตกต่างเหมือนกัน

เพราะเราไปมาแล้วทั้ง 2 ที่เลยกล้าวิเคราะห์
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ไถอินสตราแกรมเมื่อไหร่เป็นต้องตาลุกวาวเพราะผู้คนส่วนใหญ่ล้วนพุ่งตัวไปเที่ยวญี่ปุ่นกันรัว ๆ ราวกับญี่ปุ่นไปง่ายเหมือนรังสิต ถึงอย่างนั้นในหมู่มวลรูปสวย ๆ ที่อัปโหลดกันนั้น ก็มีรูปผลงานสวย ๆ ของ Teamlab ทีมจัดงานศิลปะที่หยิบเอาวิทยาศาสตร์สุดสร้างสรรค์เข้ามาผสมด้วยกระจายอยู่เต็มอินสตราแกรมจรเราอดใจไม่ไหว ต้องขอลุยไปดูด้วยตาตัวเองที่ญี่ปุ่นบ้างสักครั้ง!
 
 
ที่จริงเราเคยเล่าถึงงานของ Teamlab มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเป็นงานที่จัดที่สิงคโปร์ ชื่อว่า Future world (อ่านเพิ่มเติมพร้อมรู้ถึงแบ็คกราวน์ของ Teamlab กันได้ จิ้มตรงนี้เลยจ้า) แต่กับที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นบ้านเกิดของพวกเขานั้นตอนนี้กำลังมีงานแสดงถึง 2 ชิ้นด้วยกัน โดยชิ้นที่เป็นที่นิยมและเราเห็นใครต่อหลายคนถ่ายรูปมาอวดบ่อย ๆ คือ Teamlab Borderless ส่วนอีกชิ้นหนึ่งชื่อ Teamlab Planets ทั้งสองนิทรรศการตั้งอยู่บนเกาะโอไดบะเหมือนกัน แต่คนละสถานี ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่า แล้วงานทั้งสองที่มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรกันล่ะ ไม่ต้องห่วง วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว
 

Teamlab Borderless

 
หลังจากที่ไปปล่อยพลังที่นั่นที่นี่มาเยอะ แต่ก็ยังไม่เคยมีการจัดแสดงงานของตัวเองแบบจริงจังสักที Teamlab จึงถือโอกาสนี้เปิดพิพิธภัณฑ์ดิจิทัลอาร์ตของตัวเองเสียเลย ซึ่งนี่ถือว่าเป้นพิพิธภัณฑ์ดิจิทัลแห่งแรกของโลกด้วยนะ โดย Teamlab Borderless ตั้งอยู่ที่ตึก Mori บนเกาะโอไดบะ อยู่ใกล้ ๆ ศูนย์การค้า Mega Web ที่มีหุ่นยนต์กันดั้มตัวเบ้อเร่อตั้งอยู่นั่นแหละ 
 
หลังจากที่เราจองตั๋วล่วงหน้าทางเว็บไซต์มาแล้ว ก็ได้เวลาออกลุยจริงสักที (เตือนไว้นิดว่าที่นี่ค่อนข้างฮอต ตั๋วเลยเต็มเร็วอยู่เหมือนกัน ทางที่ดีถ้ามีดพลนในใจอยู่แล้ว ก็จองตั๋วล่วงหน้าเอาไว้ได้เลยจ้า) เดินจากสถานีมาจนลิ้นห้อยก็ถึงตึกโมริเสียที ตรงนี้เราต้องลงไปต่อแถวด้านล่าง ซึ่งจะเรียกเป็นรอบ ๆ ตามเวลาที่เราจองมา ตรงนี้มีเคาน์เตอร์จองตั๋วตั้งอยู่ด้วยนะสำหรับใครที่อยากมาลุ้นหน้างาน เมื่อเรียงแถวเข้าไปด้านในก็จะพบกับล็อกเกอร์ที่เราจะต้องฝากกระเป้เอาไว้ก่อนเข้างาน ดนุญาตให้นำกล้องถ่ายภาพและโทรศัพท์มือถือเข้าไปได้ โดยใช้เหรียญ 100 เยนในการฝากของ (เหรียญจะคืนเมื่อเรามารับของกลับ) ฉะนั้นอย่าลืมเตรียมเหรียญ 100 เยนติดกระเป๋ามาด้วยล่ะ
 
 
เมื่อเข้าไปปุ๊บจะเป็นทางเดินยาวและมืดเพื่อให้เราปรับสายตากันก่อน จากนั้นจะเจอทางแยกไปสามทาง โดยเราสามารถเดินไปทางไหนก็ได้ตามใจ ที่ Borderless แห่งนี้เขาเน้นให้เราค้นหาสถานที่ที่ต้องการด้วยตัวเอง อาจสอดคล้องกับธีมของสถานที่อย่าง Borderless ที่หมายถึงความไร้ขอบเขต ทุกคนสามารถไปได้ในทุกเส้นทางที่อยากไป ไม่ให้เส้นทางบังคับ ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาในที่อยู่ที่นี่นานหน่อย เพื่อให้มั่นใจว่าเราเดินไปเรื่อยเปื่อยครบทุกห้องแล้วแน่นอนนะ
 
เราตรงมายังห้อง Flower forest โถงกระจกที่ฉายภาพดอกไม้ ดอกทานตะวัน และดอกไม้สีสันต่าง ๆ ทั่วทั้งห้อง ว่ากันว่าดอกไม้กราฟิกทั้งหมดที่ตูม ค่อย ๆ บาน จนกลีบปลิวโรยราในห้องนี้ เกิดจากการเรนเดอร์งานกันสด ๆ ของคอมพิวเตอร์ในตอนนั้น นอกจากนั้นยังนำเสนอแบบ Interactive ที่เมื่อเราเอามือหรือเท้าไปโดนดอกม้เหล่านั้น ก็จะแตกตัวออกเหมือนถูกเราสัมผัสจริง ๆ ด้วย
 
 
 
 
ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีผลงานต่าง ๆ ให้เราชมเยอะแยะมากมาย ทั้งห้อง Universe of Water Particle ห้องแห่งสายน้ำที่มีน้ำตกแบบอินเตอร์แรคทีฟตกลงบนโขดหิน ที่เราเห็นภาพโปรโมตบ่อย ๆ, Born from the Darkness a Loving, and Beautiful World ห้องที่มีต้นไม้ใหญ่กลางห้อง ผลิตผลเป็นตัวคันจิที่เมื่อตกลงมาที่ตัวเรา จะแปลงสารเป็นสิ่งของตามความหมายของตัวคันจินั้น ๆ, The Way Of The Sea ห้องเปล่าที่ฉายภาพปลาตัวน้อยแหวกว่ายอยู่เต็มไปหมด เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ ๆ ฝูงปลาเหล่านั้นก็จะแหวกหลบเราด้วย, Forest of Reasonating Lamps ห้องสุดฮิตที่ใคร ๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตามาดูของจริงที่นี่ (ที่หายากอยู่เหมือนกันนะว่าอยู่ตรงไหน) ห้องที่เต็มไปด้วยโคมไฟนี้จะค่อย ๆ สว่างขึ้นเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้เข้าไปเป็นรอบ ๆ และไม่มีเวลาให้ขลุกอยู่ในนั้นนานมากเพราะคิวต่อแถวยาว จึงอาจไม่ได้ซึบซับกับความสวยงามและเทคนิคต่าง ๆ เท่าที่ควร

 
 
 
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราคิดว่าไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ที่ห้อง The Haze ที่ใช้เส้นแสงและควันช่วยกันร้างรูปทรงใหม่ ๆ ขึ้นมา ไฟที่เคลื่อนที่เปลี่ยนไปได้หลากหลายรูปทรงทำเอาเราตื่นเต้นมาก และสนุกกับห้องนี้มาก ๆ อีกห้องคือที่เราชอบคือ Memory of Topography เพราะอยู่ห้องนี้แล้วรู้สึกสงบดี ห้องเป็นจานกลม ๆ ประดับอยู่ โดยจำลองลักษณะของเนินเขา แล้วยิงภาพโปรเจ็คเตอร์ลงบนจานนั้น เป็นภาพปลาแหวกว่าย ต้นข้าว ต้นไม้ และผีเสื้อ แล้วเราก็เดินผ่าเข้าไปในจานนั้น ๆ ภาพรอบตัวของเราจะตอบสนองกับการเคลื่อนไหวของเราด้วย อีกห้องที่เราชอบคือ The Crystal World ที่หลายคนคงเห็นกันมาชินตาแล้วกับห้องไฟ LED กล่าแสนดวง ห้องนี้เก๋ตรงที่ถ้าเราโหลด Application ของ Teamlab มาไว้ เราจะสามารถสั่งการไฟในห้องนั้นได้ด้วย 

 
ความสนุก : 7/10 เพราะว่ายังไม่ Touch กับใจเราขนาดนั้น เราหวังไว้มากว่ามันสนุกกว่านี้ (เพราะจองยากเหลือเกิน) แน่นอนว่าสวยงาม แต่ยังไม่ทำให้เราตื่นเต้น รวมไปถึงบางครั้งก็ไม่ตื่นตาอย่างที่คิดสักเท่าไหร่ด้วย
ราคา : 8/10 ด้วยเทคนิคที่ขนกันมาแบบเต็ม ๆ กับราคาที่ 3,200 เยน เราคิดว่าเหมาะสมกำลังดีทีเดียว (แต่เพื่อนคนญี่ปุ่นบ่นว่าแพงไปนิดนึงซะงั้น)
ระยะเวลาที่ใช้ : 3-4 ชั่วโมง 
บทสรุป : 7/10 แต่เมื่อเทียบแล้ว งานหลาย ๆ ชิ้นของ Teamlab ก็วนเวียนอยู่ในแบบเดิม ๆ เหมือนกันนะ ถึงอย่างนั้นเราก็คิดว่า หากมีโอกาสก็ควรมาดูสักครั้ง หากชอบความอลังการ ที่นี่น่าจะตอบโจทย์ แต่ถ้าอยากได้ความสนุก ที่นี่อาจไม่ใช่ที่ที่ตามหาอยู่
 
Teamlab Borderless เปิดทุกวัน เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 10:00-19:00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10:00-21:00 น. Yurigamome Line สถานี Aomi แล้วเดินลัดตึก Mega Web มายังพิพิธภัณฑ์ ซื้อตั๋วที่ ticket.teamlab.art

Teamlab Planets

 
นี่คืออีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ดิจิทัลอาร์ตที่เปิดต่อเนื่องมาจาก Teamlab Borderless นั่นเอง เรียกว่าเป็นน้องชายที่คลานตามกันมาติด ๆ ตัวอาคารตั้งอยู่ที่สถานี Toyosu บนเกาะโอไดบะ เมืองเดียวกับที่ตลาดปลาสึคิจิย้ายไปนั่นแหละ ซึ่งงานนี้ทาง Teamlab ไม่ได้ร่วมมือกับ Epson แล้ว แต่จับมือกับ DDM.com แทน เอาจริงเราก็ไม่รู้มาก่อนว่า DDM.com คืออะไร แล้วจะสามารถมาต่อยอดอะไรให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้บ้าง จึงไปค้นข้อมูลดูแล้วพบว่าที่จริงแล้วทั้ง Teamlab และ DDM.com เคยร่วมงานกันมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง กับนิทรรศการชั่วคราวที่โอไดบะแห่งนี้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ส่วน DDM.com นั้นเป็นทั้งเว็บขายของออนไลน์ และยังให้บริการ Video On Demand อีกด้วยนะ
 
 
พอลงจากสถานี Shin-Toyosu ปุ๊บ ก็เจอกับตัวพิพิธภัณฑ์เลย ไม่ต้องเดินต่อไปอีกไกล เราจองล่วงหน้าเอาไว้ทางเว็บไซต์ว่าจะเข้าชมช่วง 15:00 น. พอมาถึงเขาก็จะให้ผู้ที่จองบัตรในเวลาดังกล่าวเข้าแถวรอด้านนอกก่อน (ซึ่งหนาวเหลือเกินพี่จ๋า อากาศตอนนั้นแค่ 6 องศาเองงง) เจ้าหน้าที่จะมาตรวจบัตรออนไลน์ด้วยการแสกน QR Code จากนั้นก็จะได้รับที่ใส่สมาร์ทโฟนแบบห้อยคอ ที่ทำมาจากพลาสติกใสคล้ายกับเวลาที่เราไปเที่ยวสงกรานต์นั่นแหละ เห็นแค่นี้ก็มั่นใจได้แล้วว่า ข้างในต้องมีอะไรที่ "เปียก" ได้ด้วยแน่นอน

 
แล้วก็เป็นไปตามคาด เจ้าหน้าที่จะเปิดวิดีทัศน์ให้ได้รับชมก่อน ซึ่งวิดีทัศน์จะเตือนว่าด้านในมีหลายห้องที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ให้ทุกคนถอดรองเท้าและถุงเท้าเข้าไปในงาน ใครใส่กางเกงขายาว ให้ถลกขากางเกงขึ้นประมาณถึงหัวเข่า ใครไม่สามารถถลกได้ ให้มาเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นที่ทางพิพิธภัณฑ์เตรียมไว้ให้ยืมฟรี รวมถึงสาว ๆ ที่ใส่กระโปรงเพราะก็มีอีกหลายห้องที่พื้นเป็นกระจก จงมาเปลี่ยนเป็นกางเกงด้วย ทันใดนั้นม่านก็จะเปิดออก มีล็อกเกอร์เรียงรายอยู่เต็มไปหมดให้เราเลือกเก็บของได้ตามใจชอบ แล้วเดินเข้าประตูทางเข้าไปได้เลย
 
 
เดินเข้าไปครั้งแรกจะเจอกับทางเดินแคบและมืด มีเพียงแสงไฟส่องสว่างเบา ๆ เท่านั้นเพื่อทำการปรับสายตาของเราให้คุ้นเคยกับความมืดเสียก่อน ก่อนที่จะมาเจอกับจุดแรก "Waterfall of light Particles at the Top of an Inclide" ทางเดินลาดขึ้นที่มีน้ำตกขนาดใหญ่ ปล่อยน้ำลงมาให้ไหลไปตามทาง เราต้องเดินก้าวขึ้นตามทางลาดที่เต็มไปด้วยสายน้ำขึ้นไป พิพิธภัณฑ์เปิดประสบการณ์แรกให้เรารู้เลยว่า ด้านในเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ทั้งสายน้ำที่ต้องลุย พื้นผิวของทางเดินที่ใช้วัสดุแตกต่างสลับกันไป นุ่มบ้าง แข็งบ้าง หนาบ้าง บางบ้าง กำมะหยี่ หนังบุ ให้เรารู้สึกเหมือนได้เดินบนพื้นผิวในแต่ละดาวที่แปลกกันออกไป ยิ่งใช้เท้าเปล่าเดินด้วยแล้วก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้น แถมน้ำตกตัวนี้ยังเป็นกุศโลบายที่ดีในการทำความสะอาดเท้าของผู้เข้าชมในแต่ละคนก่อนเข้าไปลุยงานแต่ละชิ้นด้านในอีกด้วย (เพราะกลิ่นคลอรีนแรงเชียวแหละ) 
 
 
 
 
ความแตกต่างของที่นี่กับ Borderless คือที่ Planets จะต้องเดินไปตามทางที่กำหนดไว้ให้ ไม่ได้ให้เราค้นหาเส้นทางตามใจเองเหมือนอีกที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เขาสามารถวางรูทในการพบเจอแต่ละห้องแบบไหลลื่นต่อกันไปได้อย่างดี แต่ก็อาจขาดความอิสระในการค้นหาไปนิดหน่อย ที่นี่มีหลายห้องที่สนุกสนานมาก อย่างห้องแรก Soft Black Hole ห้องมืด ๆ ที่บุพื้นด้วยวัสดุคล้ายบีนแบ๊ก เราจะต้องเดินไปอย่างยวบยาบเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่กลางอวกาศ, ห้อง The Infinite Crystal Universe ที่คล้ายกับห้อง Crystal Room ที่โอไดบะ แต่ที่นี่จะเป็นกระจกทั่วทั้งหมด ทั้งพื้น เพดาน และผนังห้อง เลยยิ่งรู้สึกเหมือนเส้นแสงนี้มันเคลื่อนที่ไปอย่างไร้ขอบเขตเข้าไปอีก, หรือห้องชื่อยาวเหยียดอย่าง Expanding Three-dimensional Existence in Intentionally Transforming Space ที่อัดแน่นไปด้วยบอลลูนยักษ์ทั้งห้อง แถมยังเปลี่ยนสีไปได้เรื่อย ๆ อีกต่างหาก ลูกโป่งที่ลอยไปมา และเปลี่ยนสีไปตามลักษณะการเดินของผู้เข้าชม ก็ทำให้เราสนุกกับถ่ายรูปได้เยอะเลย

 
 
 
 
แต่ห้องที่เราถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานนี้ (เพราะเราเลิฟมาก) คือห้องปลาคาร์ฟ ที่ต้องลุยน้ำระดับหัวเข่าเข้าไป น้ำในห้องนี้จะถูกทำให้เป้นสีขุ่นเพื่อรับภาพโปรเจ็คเตอร์ที่ฉายลงไปในน้ำได้ เราจะได้ลุยน้ำไปพร้อมปลาคาร์ฟนับร้อย ๆ ตัว และมวลหมู่ดอกไม้ที่ลอยไปมา เมื่อเราเคลื่อนไปใกล้ ปลาก็จะว่ายหนี ดอกไม้ก็จะแตกตัวออก เรียกว่าห้องนี้สนุกมากจริง ๆ แหละ อีกห้องที่เราว้าวคือ Floating in the Falling Universe of Flowers เพราะนี่คือเธียเตอร์โดม 360 องศาขนาดมหึมา ลองไปนอนกลางห้อง แล้วมองดูห้วงอวกาศที่มีดอกไม้ลอยปลิวกระจายเต็มจักรวาลดูสิ ใันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังลอยอยู่ในจักรวาลจริง ๆ เลยล่ะ

 
ความสนุก : 8.5/10 ที่ Teamlab Planets สร้างความสนุกใฟ้เราได้มากขึ้นกว่าเทคนิค Interactive ด้วยการนำทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ร่วมด้วย การที่คนเราได้สัมปัสอะไรที่มันจับต้องได้จริง ๆ (เช่น น้ำ หรือวัตถุอื่น ๆ) ร่วมกับคอมพิวเตอร์กราฟิกจากจินตนาการ ทำให้ความสนุกเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย
ราคา : 7/10 ด้วยราคาที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ห้องหับต่าง ๆ มีน้อยกว่า Teamlab Borderless แถมบางห้องยังซ้ำกันอีก เลยรู้สึกถึงความคุ้มค่าที่มีน้อยกว่า
ระยะเวลาที่ใช้ : 2-3 ชั่วโมง 
บทสรุป : 7/10 แม้ได้คะแนนเพิ่มจากความสนุกมา แต่ระยะทางก็สั้นกว่า ห้องที่มีให้เล่นก็น้อยกว่า เลยเสียคะแนนตรงนี้ไป ทำให้ได้คะแนนเท่ากับ Borderless เลย เราคิดว่าทั้งสองที่น่าไปทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบของตัวเราเองว่าชอบแบบไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง
 
Teamlab Planets เปิดทุกวันเว้นวันพฤหัสบดี เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 10:00-22:00 น. เสาร์-อาทิตย์ 9:00-22:00 น. Yurigamome line สถานี Shin-Toyosu ซื้อตั๋วที่ planets.teamlab.art/tokyo