Jan 05 2019

news

พูดคุยแบบประชิดกับทีมงานและนักแสดงจาก Narcos, Mowgli, Kingdom และ BUSTED! ก่อนไปดูของจริงใน Netflix

สงสัยอะไรเราถามหมด
นอกจากการเหินฟ้าไปถึงสิงคโปร์ของเรากับ Netflix เมื่อปลายปีก่อนกับงาน See What's Next Asia เพื่ออัปเดตว่าในปี 2019 จะมีภาพยนตร์และซีรีส์อะไรเด็ด ๆ ที่ไม่ควรพลาดบ้างไปแล้ว (ยังไม่รู้เหรอว่าปีหน้า Netflix มีอะไรน่าดูบ้าง? ตามไปอ่านกันที่นี่ ได้เลย) อีกสิ่งหนึ่งคือเรามีโอกาสได้คุยกับทีมงานและนักแสดงเป็นพิเศษอีกด้วย งานนี้จึงไม่พลาดที่จะแอบถามประเด็นที่เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงสงสัยและอยากรู้เหมือนกันกับเรามาให้ด้วย (นอกจากแอบกรี๊ดว่าในที่สุดก็ได้เจอพวกเขาตัวจริงเสียที) ลองเลื่อนไปดูข้างล่างเลยว่า งานนี้เราได้กระทบไหล่ใครมาบ้าง แล้วเราแอบถามอะไรพวกเขามากันนะ
 

คุยกับ Michael Pena จาก NARCOS : Mexico

 
 
NARCOS: Mexico เพิ่งปล่อยมาใน Netflix เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงมีโอกาสได้เข้าไปชมบ้างแล้ว ซึ่งเนื้อหาและความสมจริงของเรื่องที่ทำเอาเราลุ้นอยู่ตลอดเวลานี่แหละที่ทำให้ดู Narcos ได้แบบรวดเดียวจบกันไปเลยเพราะไม่อยากขาดตอน (ซึ่งมาพร้อมกับขอบตาดำปึ้ด) นอกจากเนื้อเรื่องที่ลุ้นและกดดันเวอร์แล้ว เรื่องการแสดงก็ต้องบอกเลยว่ายอม! เล่นกันได้แบบนึกว่าไม่ได้แสดงกันเลย และหนึ่งในคำถามที่เราเองสงสัยเอามาก ๆ คือต้องยอมรับว่าแค่เราเห็นหน้า ไมเคิล พีนา ก็คิดถึงบทตลก ๆ ใน Ant Man แล้ว เขามีวิธียังไงนะที่ทำให้คนไม่ติดภาพตลก ๆ แบบนั้น?
 
 
"(หัวเราะ) เอาจริง ๆ เลยไหมครับ ที่จริงแล้วการแสดงใน Ant Man ที่ต้องเล่นตลก ๆ นั่นแหละ มีแรงกดดันสูงกว่าตอนแสดง Narcos เยอะเลยนะ นั่นคือเพราะตัวจริงผมก็ไม่ได้เป็นคนตลกโปกฮาขนาดนั้น แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้เป็นคนซีเรียสเกมือนใน Narcos ด้วย แต่การแสดงตลกนั้นน่ะมันมีแรงกดดันหลายด้านมาก มันใช้พลังงานเยอะมาก มันต้องแสดงท่าทางออกมาเพื่อหวังว่าคนดูจะต้องสนุกกับตัวละครนี้ ทุกอย่างต้องเตรียมการ ทุกมุกต้องเข้าใจและลดวามซับซ้อนลง ทั้ง ๆ ที่มันมีความซับซ้อนทางการแสดงมากเลยนะ แต่สำหรับ Narcos เนี่ย ผมเองก็เริ่มงานแสดงมาจากการเล่นบทดรามานะ นั่นจริง ๆ แล้วผมเองก็คุ้นเคยกับการแสดงบทบาทแบบนี้แหละครับ"

คุยกับ Diego Luna จาก NARCOS : Mexico

 
 
ยอมรับว่าเราเองไม่ค่อยคุ้นเคยกับผลงานของ ดิเอโก ลูนา สักเท่าไหร่ แต่จุดนี้ก็ต้องยอมรับว่าการแสดงของเขานั้นมันเฉียบคมมาก ๆ และบางซีนนี่คือแค่เห็นหน้าเขาก็รู้แล้วว่าจะต้องทำอะไรร้าย ๆ พินาศ ๆ ต่อมาแน่นอน ซึ่งพอเราได้เจอตัวจริงของเขากลับไม่ใช่แบบในซีรีส์เลย เพราะดิเอโกนั่นน่ารักเวอร์ และยิ้มเก่งเอามาก ๆ จนอยากรู้เลยแหละว่าเขาต้องทำอย่างไรถึงได้แสดงอะไรที่ตรงข้ามกับตัวจริงมาก ๆ ได้ขนาดนี้

 
"ถ้าจะถามว่าบทบาทใน Narcos ตรงข้ามกับตัวเองไหม บอกตรงนี้เลยได้ครับว่าตรงข้ามมาก ๆ (หัวเราะ) แต่ก็ดีแล้ว เพราะมันทำให้ชีวิตผมไม่น่าเบื่อเกินไป สำหรับผมแล้วการรับบทนี้มันท้าทายเอามาก ๆ แถมยังเป็นครั้งแรกของผมสำหรับการทำงานแบบ TV Series ด้วย เพราะที่ผ่านมาผมเล่นแต่ภาพยนตร์ตลอด ซึ่งก็ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างนะ แต่ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายหนังหรือว่าซีรีส์ก็สนุกเหมือนกันครับ"
 
 
เราเชื่อว่าเรื่องการค้ายาเสพติดแบบในซีรีส์เนี่ย มันค่อนข้างเป็นอะไรที่ไกลตัวเราพอตัวอยู่เหมือนกัน เพราะในเอเชีย (หรือที่ประเทศไทยเอง) ก็ไม่ได้มีการค้ายากันแบบโจ๋งครึ่มหรือบ้าระห่ำกันขนาดที่เม็กซิโก ชาวอเมริกัน และอเมริกาใต้ ดูแล้วอาจจะอินมากกว่า แล้วอย่างนี้ทำอย่างไรให้เรื่องราวแบบนี้มันสื่อสารกับผู้ชมฝั่งเอเชียได้?
 
"เอ่อ ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ผมคิดว่าไม่าว่าประเทศไหนในโลกก็มีปัญหาเรื่องยาเสพติดกันทั้งนั้นแหละ ดังนั้นผมคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องมีแบ็กกราวน์แบบโหด ๆ เดือด ๆ เหมือนเม็กซิโกหรอก แค่แบ็กกราวน์เท่าที่คุณมี ก็รู้แล้วว่ายาเสพติดมันไม่ดี มันแย่ขนาดไหน ผู้ชมทั่วโลกจะอินกับมันได้ไม่ยากเลย"

คุยกับ Andy Serkis ผู้กำกับภาพยนตร์ Mowgli

 
ภาพยนตร์เรื่อง Mowgli (เมาคลี) เพิ่งปล่อยให้เราได้สตรีมมิ่งกันไม่ถึงเดือน เชื่อว่ามีกลุ่มหนึ่งที่เปิดชมกันไปแล้ว และอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้ดู ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แต่เหตุผลที่ว่า 'เมาคลีอีกแล้ว แล้วมันจะต่างยังไงกับเมาคลที่ผ่านมาล่ะ' น่าจะเป็นอีกเหตุผลที่ผู้ชมเริ่มเบื่อ (เพราะ The Jungle Book เวอร์ชันล่าสุดของดิสนีย์ก็เพิ่งเข้าโรงไปไม่นานเอง) แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้ผู้ชมอยากดูหนังเรื่องนี้อีกรอบกัน?
 
 
"เอาจริง ๆ หนังสือเรื่อง The Jungle Book ก็มีมานานมาก ๆ แล้ว และภาพยนตร์ทั้งหมดก็ดัดแปลงมาจากหนังสือเล่มนั้น ส่วนตัวผมมองว่า ตอนนี้เป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว ทุกอย่างมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นคือความเท่าเทียมกัน ใน The Jungle Book เวอร์ชันต้นฉบับนั้นเราจะเห็นความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ของเหล่าสรรพสัตว์ในป่า รวมถึงทั้งตัวมนุษย์ แต่ในเวอร์ชันของ Mowgli ผมได้เปลี่ยนในจุดนี้ และมีการจับประเด็นใหม่ ๆ เรื่อง Mowgli จึงไม่ได้เป็น The Jungle Book อย่างที่รู้จักกัน ผู้ชมจะได้แรรถรสใหม่ ๆ ใสการรับชมแน่นอน อีกอย่างหนึ่งคืองานคอมพิวเจอร์กราฟิกที่เราตั้งใจกันมาก ๆ ทั้งในส่วนของ Motion Capture ที่หน้าของตัวละครสัตว์แทบทั้งหมดเราใช้การจับใบหน้าของผู้ให้เสียงพากย์เองเลย ดังนั้นการเลือกนักแสดงมาพากย์ก็ต้องดูในหลาย ๆ องค์ประกอบ ไม่ใช่แค่เสียงเหมาะกับตัวละครอย่างเดียวด้วย"

คุยกับ Ju Ji Hun จาก Kingdom

 
 
อีกหนึ่งซีรีส์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีที่กำลังจะปล่อยสตรีมมิงให้เราได้รับชมกันในเดือนนี้ โดยเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อโรคหนึ่งที่แพร่ระบาดในยุคสมัยโซชอน ทำให้ราชวงศ์ไปจนถึงชาวบ้านติดเชื้อ และมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นซอมบี้แบบพีเรียดนั่นแหละ เนื้อหาแบบนี้น่าจะดูตื่นเต้นถ้ามาเร็วกว่านี้ แต่ในยุคสมัยที่เกาหลีเต็มไปด้วยหนังซอมบี้ ทั้ง Train to Busan ไปจนถึง Rampant หนังซอมบี้พีเรียดเหมือนกันเลย อย่างนี้เรียกว่า Kingdom ก๊อปปี้ไอเดียมาไหม?

 
 
"สิ่งหนึ่งที่ผมรู้มาจากคุณคิม อุน ฮี ผู้เขียนซีรีส์ชุดนี้ นั่นคือเขาพัฒนาบทและเรื่องราวของ Kingdom กันมาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว เราใช้เวลาหลายปีมากในการสร้างบท เตรียมงานสร้าง รวมไปถึงการถ่ายทำ ซึ่งถ้าให้บอกจริง ๆ คือไอเดียนี้มาก่อน Train to Busan เสียอีก (Train to Busan เข้าฉายเมื่อปี 2016) และจุดตั้งต้นของไอเดียก็มาจากการ์ตูนเรื่องหนึ่งใน Webtoon ยอดฮิตของเกาหลีด้วยครับ แต่ทั้งนี้ หนังซอมบี้ที่กล่าวมานั้นก็สนุกทุกเรื่องเลย และมีความแตกต่างกันหมดแม้ว่าจะเป็นซอมบี้เหมือนกัน เช่นกันกับ Kingdom เราก็มีอะไรที่ต่างกันออกไปกับหนังซอมบี้เกาหลีเรื่องอื่น อยากให้ลองรับชมกันดูครับ"

คุยกับ Park Min Young และ Chang Hyuk Jae จาก BUSTED!

 
 
BUSTED! เรียลลิตี้ซีรีส์ที่พาเราไปดูการไขคดีแปลก ๆ มากมายของเหล่าศิลปินที่จับพลัดจับผลูมาจับกลุ่มด้วยกัน แต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป แถมยังเคลมว่าเป็นการเดินเรื่องแบบไม่มีบท ไม่มีสคริปต์ ไม่มีการบอกกล่าวกับเหล่าศิลปินใด ๆ อีกด้วย ทุกอย่างคือการอิมโพรไวซ์ ปล่อยให้เกิดขึ้นจริง ๆ ตามเรื่องตามราว ซึ่งในปีนี้ BUSTED! Season 2 ก็กำลังจะมา พร้อมการเปลี่ยนแปลงไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าแต่การเปลี่ยนแปลงในซีซั่นใหม่นี้คืออะไรกันนะ?
 
"อย่างแรกเลยคือการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในรายการค่ะ ในซีซั่นใหม่นี้พี่อีกวางซูจะไม่ได้เข้าร่วมแล้ว เนื่องจากตารางงานของพี่เขาไม่ลงตัวกับแผนารทำงานของเราที่วางแผนเอาไว้ แต่ทั้งนี้เราก็จะมีสมาชิกใหม่ที่จะเข้ามาสร้างสีสันได้ไม่แพ้กันแน่ ๆ และรับรองว่าจะต้องกรี๊ดกันแน่นอนค่ะ ขออุบไว้ก่อนนะว่าจะเป็นใคร นอกจากนั้นสำหรับซีซั่นนี้เราก็อยากจะลองอะไรที่ยังไม่เคยทำมาก่อน เช่นการสร้างสถานการณ์ใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดโชว์สนุก ๆ และยังยืนยันว่าพวกเราทุกคนไม่เคยรู้สคริปต์ล่วงหน้าเลย 100% แม้แต่ไปถึงโลเคชั่นที่ทางทีมงานนัดไว้แล้ว ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ (หัวเราะ) ในซีซั่นแรกเราใช้เวลาถ่ายทำกันเพียง 10 วัน แต่ก็เป็น 10 วันที่มาแบบแน่น ๆ สุด คิดว่าซีซั่นนี้ก็คงไม่ต่างกันค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะคะ"