Dec 25 2018

news

จาก 'ลิโด' สู่การฟื้นคืนชีพในชื่อ 'ลิโด้' พบกัน พ.ค. 2019

มากกว่าโรงหนังแน่นอน
หลังจากที่โรงภาพยนตร์แห่งความจำอย่าง ลิโด โบกมือลาพวกเราไปในช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมานั้น กลิ่นของวันสุดท้ายแห่งการจากลาก็เริ่มซาลง แต่เมื่อไม่นานมานี้เราได้เห็นข่าวการกลับมาของลิโดที่มีชื่อใหม่แบบสุดแนวด้วยการเติมไม้โทเข้าไปจึงได้ขื่อว่า "ลิโด้" การกลับมาครั้งนี้มีเรื่องราวอย่างไรบ้างนั้น เราได้สรุปไทม์ไลน์สำคัญของโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์พิกัดสยามสแควร์นี้มาให้ ดูกันสิว่าจากยุคลิโดถึงลิโด้นั้นมีการเดินทางอย่างไร

มิ.ย. 1968

 
เครดิตภาพจาก : FB Apex Scala
 
โรงภาพยนตร์ลิโดกำเนิดขึ้นในย่านชื่อดังกลางเมืองหลวงอย่าง สยามสแควร์ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ปี 1968 หรือจะพูดเป็นตัวเลขกลม ๆ คือ 50 ปีที่แล้ว มีจำนวนความจุเก้าอี้ถึง 1,000 ที่นั่งถือเป็นอีกโรงภาพยนตร์ใหญ่ ณ เวลานั้น เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ด้วยเรื่อง ศึกเซบาสเตียน (Guns for San Sebastian) นับเป็นโรงภาพยนตร์ลำดับสองในโรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ ต่อจาก โรงภาพยนตร์สยาม ซึ่งเปิดมาเป็นพี่ใหญ่ก่อนหน้าสองปี (1965) และน้องเล็กสุดท้องเปิดเมื่อปี 1969 อย่าง โรงภาพยนต์สกาลา นั่นเอง 
 

มี.ค. 1993

 
 
เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงภาพยนตร์ลิโด จึงทำการปรับปรุงรูปแบบโรงภาพยนตร์จากขนาดใหญ่แบ่งย่อยเป็น 3 โรงเล็ก และพัฒนาเรื่องระบบเสียงให้ได้เท่ากับโรงภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในศูนย์การค้าต่าง ๆ ด้านล่างถูกเปิดให้เป็นพื้นที่เป็นชอปขายของเล็ก ๆ จำนวนมาก สำหรับสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องประดับ อาหาร เครื่องดื่ม เป็นต้น และเปิดบริการอีกครั้งในปีถัดไป 1994

พ.ค. 2018

 
เครดิตภาพจาก : FB Apex Scala

 
เมื่อช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมาเราได้เห็นการจากไปของโรงภาพยนตร์เก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่คู่สยามมากว่า 50 ปีอย่าง ลิโด ปิดกิจการลงด้วยเหตุผลเรื่องของสัญญาทางธุรกิจ ในวันอำลามีบรรดาวัยรุ่น วัยเก๋า รวมตัวร่วมรำลึกนึกถึงวันสุดท้ายกันอย่างมากมาย (จำได้ว่าตรงกับวันวิสาขบูชาพอดีด้วย) ก่อนจะปิดตำนานโรงหนังแห่งความทรงจำชื่อสองพยางค์นี้ได้เปิดรอบฉายภาพยนตร์สองเรื่องคือ Tonight At The Romance Theater รักเรา...จะพบกัน และ Kids On The Slope ในวันนั้น ลิโดยังเปิดให้ผู้เข้าร่วมชมภาพยนตร์สามารถแสดงคำอาลัยด้วยการเขียนโน๊ตต่าง ๆ หรือวาดรูปบริเวณบอร์ดแถวจุดจองตั๋ว ทั้งยังสามารถให้เราได้ถ่ายรูปคู่กับพนักงานเป็นที่ระลึก พระเอกคนสำคัญของงานวันปิดนั้นก็เห็นจะเป็นลุงนักฉีกตั๋วสูทเหลืองคนนั้นนั่นเอง
 

พ.ค. 2019

 
เครดิตภาพจาก : สุดสัปดาห์
 
แว่วข่าวมาได้เกือบอาทิตย์เกี่ยวกับการกลับมาของโรงภาพยนตร์ชื่อ ลิโด ซึ่งปิดตัวไปเมื่อกลางปี 2018 ที่ผ่านมา หลายคนคงอยากรู้ว่าพื้นที่ทำเลทองตรงนั้นทางสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ (PMCU) จะใช้ทำอะไรต่อไป มีข่าวว่าจะทุบทิ้ง บ้างว่าทำห้าง บ้างว่าคอนโด เป็นต้น แต่ข่าวคราวครั้งนี้ ลิโด (ออกเสียงสามัญคือ ลิโด) กลับมาพร้อมกับการเติมไม้โทเข้าไป จึงออกเสียงสูงได้ตามเราเรียกกันคือ ลิโด้  และจะกลับมาให้บริการอีกครั้งในเดือน พ.ค. ปีหน้า 2019
 
 
PMCU จึงตัดสินใจว่าจะสร้างพื้นที่เก่าแห่งนี้ให้กลายเป็นอีกแลนด์มาร์กสำคัญสร้างค่าให้สังคม โดยมีพันธมิตรเป็นทีมจากค่ายเพลง LOVEiS ซึ่งนำก๊วนโดย บอย โกสิยพงษ์  สำหรับ LOVEiS นั้นก่อนหน้าคือ ค่ายเพลงสุดหวาน Bakery music ซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากสยามสแควร์ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า อัลบัม 1-4 ของวงดนตรีอัลเตอร์แห่งยุคอย่าง โมเดิร์นด็อก บันทึกเสียงกันที่ห้องอัดสยามสแควร์ ซึ่งปัจจุบันคือร้านของหวานตกแต่งด้วยคิดตี้นั่นไง 
 
 
 
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่นอน เพราะลิโด้ไม่ใช่เพียงแต่จะมีแค่โรงฉายหนังเท่านั้น ที่แห่งใหม่นี้ยังเปิดพื้นที่ให้เป็นทั้งโรงฉายภาพยนตร์ งานแสดงละครเวที ดนตรี ศิลปะ หรือตลอดจนงานจัดสัมนาต่าง ๆ เป็นต้น (ลิโด้) คือการรีโนเวต (ลิโด) ให้มีโฉมใหม่ เก็บโรงหนังทั้งสามไว้ครบหมด โดยมีรายละเอียดที่ต้องเปลี่ยนเช่น โรงที่ 1 มี 147 ที่นั่ง เป็นโรงขนาดเล็กเหมาะแก่การจัดงานในงบจำกัด โรง 2 นั้นใหญ่ขึ้นมี 243 ที่นั่งจะไม่มีจอฉายหนัง แต่เพิ่มเวทีเข้าไปจึงเป็นโรงที่อาจจะใช้เป็น Live House แสดงดนตรีได้ ส่วนโรงสุดท้ายขนาดเท่าโรง 2 และรื้อสิ่งที่เคยมีออกหมด เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้นตั้งใจไว้รองรับกลุ่ม Performing Art ที่จะมาใช้เวทีทำการแสดงและที่สำคัญสามารถจ่ายค่าเช่าได้ในราคาสมน้ำสมเนื้อ

 
 
ลิโด้ร่างใหม่แห่งนี้นิยามตัวเองว่าเป็น Co-cultural Space ในส่วนของชั้นล่างเดิมทีคือร้านค้าจะถูกปรับเปลี่ยนจัดสัดส่วนให้มีร้านอาหาร เครื่องดื่มส่วนหนึ่ง และเปิดพื้นที่ให้กับร้านค้าหรือบริการอื่น ๆ อีกด้วย และโซนด้านล่างนี้เรียกได้ว่า เป็นพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่ หรือใครก็ตามที่มีความสร้างสรรค์อยากใช้พื้นที่เพื่อมาปล่อยของสามารถทำได้เต็มที่ (หมดห่วงเรื่องพื้นที่จำกัดห้ามนู้นห้ามนี่) การกลับมาอีกครั้งของลิโด้จะช่วยให้เราสร้างความทรงจำได้อีกมากน้อยขนาดไหนนั้น อดใจรอไว้ พ.ค. 2019 เปิดบริการแล้วพบกันนะ