Aug 09 2019

news

Analox Film Cafe คาเฟ่คอนเซปต์จัดที่เชื่อมโลกแห่งฟิล์มเข้ากับโลกแห่งกาแฟ

เพราะเครื่องดื่มทุกตัวนั้นมีเรื่องราว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในเทคโนโลยีย้อนยุคอย่างการบันทึกภาพด้วยกล้องฟิล์มได้กลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่หลายคนในสังคมเริ่มกลับมาถ่ายรูปแบบไม่พึ่งระบบดิจิตอล ซึ่งในแวดวงคนเล่นกล้องฟิล์มต่างก็หนาแน่นไปด้วยผู้คนในทุกช่วงวัยตั้งแต่วัยเด็กยันวัยชรา โดยมีการแลกเปลี่ยนเทคนิคและการค้าขายอย่างอุ่นหนาฝาคั่งในโลกออนไลน์ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็มีร้านล้างฟิล์มเปิดใหม่มากมายกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และ Analox Film Cafe ก็เป็นหนึ่งในร้านเปิดใหม่ที่เพิ่มออปชันด้วยการเชื่อมโลกแห่งกาแฟและกล้องฟิล์มเข้าด้วยกัน  
 
 
 
โดยเบื้องลึกเบื้องหลังของฟิล์มคาเฟ่แห่งนี้เริ่มต้นมาจากทีมงานสังกัดวงดนตรีกระแสหลักสุดโด่งดังอย่างวง Cocktail ซึ่งพวกเขาก็ไปต้องตาต้องใจอาคารตรอกสีลมในย่านสาทรหลังจากได้เช่าพื้นที่เพื่อจัดงานสังสรรค์ อาคารแห่งนี้จึงถูกจับเซ็นสัญญาเช่าจริงจัง และเปิดเป็น Analox Film Café แห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งคอนเซปต์ของตัวร้านก็ผ่านการระดมสมองจากคนในทีมและเหล่าเพื่อน ๆ ที่ถูกชักชวนมาร่วมธุรกิจด้วยกัน มีทั้งคนที่หลงรักในโลกแห่งกล้องฟิล์มและคนที่หลงรักในโลกแห่งกาแฟ ร้านคาเฟ่แห่งนี้จึงมีความน่าสนใจตั้งแต่กระบวนการล้างยันกระบวนการชง
 
 
ภายในร้านจะถูกแบ่งเป็น 2 โซนด้วยกัน เริ่มกันที่โซนล้างฟิล์มกันก่อน เราสามารถส่งฟิล์มล้างได้ที่เคาน์เตอร์ด้านในของร้าน ซึ่งฟิล์มที่เขารับล้างก็จะมีตั้งแต่ฟิล์มสีขนาด 135 ฟิล์มขาวดำขนาด 135 ฟิล์มหนัง และฟิล์มสไลด์ โดยราคาก็จะแตกต่างกันตามชนิดฟิล์ม เพราะฟิล์มแต่ละชนิดต่างก็มีวัสดุอุปกรณ์และกระบวนการล้างที่แตกต่างกัน ในส่วนของห้องล้างก็จะอยู่มุมด้านในสุดและอัดแน่นไปด้วยเครื่องล้างและเครื่องสแกน ระหว่างรอฟิล์มก็แอบไปชะเง้อสำรวจห้องล้างฟิล์มกันได้ เพราะห้องล้างติดกระจกไว้สามารถดูกระบวนการล้างได้เลย และถ้าลองเดินดูรอบ ๆ ก็จะมีกล้องฟิล์มตัวท็อป ๆ ที่บางตัวเป็นรุ่นหายากประดับประดาอยู่ในมุมต่าง ๆ ของร้านอีกด้วย

 
 
ถัดมาจะเป็นโซนกาแฟที่บัญชาการโดยบาริสต้ามือฉมัง คุณตี๋-สุธารินทร์ ทรงคำ บาริสต้าผู้ได้รับรางวัลอันดับ 3 ในการแข่งขัน Thailand AeroPress Championship 2017 ซึ่งการชงกาแฟของที่นี่จะแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน นั่นก็คือ Slow Bar กาแฟสายคราฟต์ที่ต้องใช้เวลาและความพิถีพิถันในการชงอย่างกาแฟ Drip และกาแฟ French Press มุมนี้เขาจะใช้เมล็ดกาแฟจากโรงคั่วในประเทศไทย และจะเปลี่ยนเวียนโรงคั่วไปเรื่อย ๆ ให้เราได้ลิ้มลองกาแฟจากทุกภูมิภาคของไทย ส่วน Speed Bar จะชงจาก Espresso Machine โดยใช้เมล็ดกาแฟ House Blend ที่มีตัวหลักจากแม่จันใต้ จังหวัดเชียงราย และเสริมด้วยกาแฟแม่สรวยดอยช้างจากจังหวัดเชียงรายเช่นกัน
 
 
และความน่ารักอย่างหนึ่งที่เราสังเกตได้ก็คือก่อนชงเขาจะนำเมล็ดกาแฟมาใส่ลงในกลักฟิล์ม โดยกลักฟิล์มสีขาวจะเป็นเมล็ดกาแฟไทย ในขณะที่กลักฟิล์มสีดำจะเป็นเมล็ดกาแฟนอก ส่วนเหล่าเครื่องดื่ม Non-Coffee ก็ใช่เล่น เพราะใช้วัตถุดิบดี ๆ ทั้งนั้น อย่างชาเขียวเขาก็ใช้ชานำเข้าจากจังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ส่วนโกโก้ก็นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม ในขณะที่เหล่าขนมก็รับมาจากเพื่อน ๆ คนรู้จักอีกที นอกจากนี้ความพิเศษของบาร์เครื่องดื่มจะอยู่ที่เหล่าเมนู Signature ที่ผ่านการรังสรรค์โดยนำคอนเซปต์กล้องฟิล์มผสมกับความครีเอทีฟใส่ลงในแต่ละเมนู จะมีตัวไหนเด็ด ๆ บ้าง ไปลองชิมกันเลย
 
 
เครื่องดื่ม Signature จะอิงคอนเซปต์หลักตามชนิดของฟิล์ม ซึ่งจะมี 4 แก้วด้วยกัน เริ่มกันที่แก้วแรก Analox (125 บาท) เป็นแก้วที่กว่าจะมาเสิร์ฟให้เราลองจิบต้องผ่านกระบวนการมามากมาย ตั้งแต่การนำ Espresso Shot ไปบ่มชั่วข้ามคืน ทำให้ Body มีรสชาติกลมกล่อมและหวานขึ้น โดยเมื่อเบรนด์ผสมกับกะทิก็จะได้รสชาติที่ละมุนละไมและหอมไปด้วยกลิ่นของกะทิสด ซึ่งเขาก็เพิ่มความหอมขึ้นจมูกด้วยการนำน้ำตาลเคี่ยวกับกระทิปั่นมาเคลือบรอบ ๆ แก้ว เติมความครันชี่ด้วยมะพร้าวกรอบและถั่วลิสง เข้ากันได้ดีกับกาแฟเหมือนเกิดมาคู่กัน เป็นแก้วที่เราชอบมากที่สุด

 
 
 
ต่อมาที่ Monochrome (125 บาท) ลูกผสมระหว่างขนมและกาแฟ เครื่องดื่มตัวนี้จะมีเฉดสีขาวดำตัดกันโชะเชะ โดยสีขาวจะเป็นพานาคอตต้าหวานนุ่มละมุนลิ้น ตัดกับสีดำด้านบนที่เป็นส่วนผสมระหว่าง Black Mocca, Espresso Shot และ Almond Milk เราสามารถตักพานาคอตต้าพร้อมกับดื่มกาแฟได้ในเวลาเดียวกัน ทานเพลินมากแก้วนี้ มาที่แก้ว Non-Coffee กันบ้าง Vivid (125 บาท) เครื่องดื่มที่มี Reference มาจาก Sangria ไวน์หมักจากสเปนและโปรตุเกส ซึ่งเขานำมาปรับสูตรโดยการเปลี่ยนไวน์เป็นน้ำองุ่นหมักกับผลไม้สดเป็นเวลา 2 วันเต็ม ถือเป็นการเพิ่มความซับซ้อนให้รสชาติด้วยกระบวนการบ่ม นอกจากนี้ยังท็อปด้วยชิ้นส้มและแอปเปิ้ลที่ผ่านการเบิร์นด้วยน้ำตาล 
 
 
 
Sepia (125 บาท) กาแฟรสผลไม้ที่ผสมระหว่างน้ำเกรปฟรุตสดเติมความเปรี้ยว, Bitter เติมความขม, Lemon Syrub Homemade ที่ทางร้านเคี่ยวเองกับมือ และ Espresso Shot ที่สกัดแบบ Double Ristretto นอกจากนี้ยังท็อปด้วยเปลือกเลมอนขูด ชิ้นเกรปฟรุตสด และ Lemon Thyme ที่ช่วยแต่งกลิ่นซิตริก แค่ฟังกระบวนการก็รู้สึกซับซ้อนแล้ว ซึ่งรสชาติก็ละเอียดอ่อนไม่แพ้กัน และแก้วสุดท้าย Cocoa Blend (95 บาท) โกโก้แก้วพิเศษที่ใช้โกโก้นำเข้าจากประเทศเบลเยียม นำมาทำให้เย็นจัดด้วยการปั่นกับน้ำแข็ง ปิดฟองด้านบนด้วยผงโกโก้และเสิร์ฟในแก้วที่แช่เย็นมาแล้ว ใครสายโกโก้ลองดื่มแก้วนี้ต้องร้องโอ้โหแน่นอน เพราะโกโก้เขาเข้มไปถึงทรวง

 
 
นอกจากจะมีทั้งฟิล์ม ทั้งกาแฟแล้ว ตอนนี้ทางร้านกำลังจะเพิ่มฟังก์ชันใหม่เข้ามาอีก เพราะทีมงานก็มีความหลงไหลในเครื่องดื่มค็อกเทลเช่นกัน โดยเขาได้เปิดบาร์พิเศษในช่วงเย็นวันอาทิตย์ตั้งแต่ 6 โมงถึงสี่ทุ่ม ซึ่งจะมีบาร์เทนเดอร์มาชงค็อกเทลสไตล์กาแฟให้เป็นพิเศษ นอกจากนี้ในช่วงสิ้นเดือนเขายังเตรียมที่จะเปิด Cocktail Omakase อีกด้วย ถือว่าแพชชั่นของพวกเขานี่ไม่หยุดนิ่งจริง ๆ สมกับความตั้งใจที่อยากให้คาเฟ่แห่งนี้เป็น Community ที่สามารถแบ่งปันความชอบ ความหลงไหล เรื่องราวและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
 
Analox Film Cafe ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ เวลาทำการ ทุกวัน 10:00-21:00 น. BTS ช่องนนทรี www.fb.com/Analoxfilmcafe