Jul 07 2019

neighbourhood

'ตึกดำ' พื้นที่ใหม่ย่านประดิพัทธ์ที่รวมคาเฟ่และร้านกระเป๋าให้เรารู้สึกสดใสไปไกลกว่าสีตึก

พื้นที่ตรงนี้คึกคักขึ้นอีกเยอะ
ไม่ใช่เพียงแค่ย่านสะพานควายเท่านั้นที่นับวันจะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะสถานที่แฮงค์เอาต์ใหม่ ๆ ที่มาเปิดในละแวกนี้ จนหลายคนเริ่มขับรถเลยอารีย์ แล้วไปทิ้งตัวอยู่ย่านสะพานควายกันมากขึ้น แต่บริเวณแยกประดิพัทธ์เองก็กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน เราจะเห็นคาเฟ่ต่าง ๆ ที่เพิ่งเปิดใหม่ในย่านนี้ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่น่าจับไม่น้อย อย่าง "ตึกดำ" คูหาขนาด 4 ชั้นบริเวณหัวมุมซ. ประดิพัทธ์ 14 สีสุดขรึมที่หลอกล่อสายตาเราเหลือเกินว่าอาคารนี้เกิดขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่ และเมื่อเราได้รู้ว่าภายในของตึกดำแห่งนี้มีอะไร ก็ต้องบอกเลยว่าที่นี่ขรึมแค่ตัวตึก แต่เนื้อในนั้นแจ่มว้าวและสดใสไม่น้อยทีเดียวแหละ
 
 
 
ตึกดำแห่งนี้ถูกเปลี่ยนหน้าตาใหม่ให้อยู่ในสไตล์สแกดิเนเวีย บนโครงสร้างของอาคารเดิมที่เราคุ้นเคยของตึกแถวในย่านนี้ เจ้าของตึกตั้งใจออกแบบให้ดูเรียบง่าย และเหมาะกับเป็นชุมชนของคนรุ่นใหม่อีกด้วย ภายในตึกดำแห่งนี้ยังแอบซ่อนธุรกิจ Start Up ที่เราสามารถแวะไปเยี่ยมเยือนได้อีก 3 ธุรกิจด้วยกัน และขอบอกว่าแต่ละร้านในนี้ก็กำลังฮอตและสร้างสีสันให้กับย่านประดิพัทธ์แบบคอนทราสกับสีตึกสุด ๆ ไปเลยล่ะ
 

Mo.Museum & Objects That Matter

 
 
ประตูไม้บานใหญ่ด้านข้างตึกนี้เป็นทางเข้าสู่ร้านเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อย่าง Mo. MUSEUM & OBJECTS THAT MATTER แบรนด์กระเป๋าที่ดูเรียบหรู มีสไตล์ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ คุณรส-รสลิน จรรยาศักดิ์ ที่ทำร่วมกับน้องสาว คุณนริสา จรรยาศักดิ์ โดยกระเป๋าทุกแบบทุกคอลเลกชัน คุณรสที่จบด้านนี้มาโดยตรงจากประเทศออสเตรเลียก็เป็นคนออกแบบเองทั้งหมด บอกเลยว่าไม่ธรรมดาเพราะเมื่อกว่า 3 ปีก่อนก็ทำเป็นแค่ธุรกิจ kickstart ที่เกิดจากการระดมทุนจนตอนนี้กลายเป็นแบรนด์ออนไลน์ที่ส่งทั่วโลกและยังมีร้านเป็นของตัวเองที่เพิ่งเปิดเมื่อปีก่อนอีกด้วย

 
 
 
ภายในร้านขนาดกะทัดรัดที่ยังคงคอนเซ็ปต์ของความเป็นมินิมอลตามชื่อร้าน Mo. ที่ย่อมาจาก Minimal Object ส่วน MUSEUM นั้น คุณรสก็บอกว่าเป็นเพราะชอบความเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตอนสุดท้ายจะมีของฝากให้ซื้อและอยากให้ได้ฟีลแบบนั้น
 
 
กระเป๋าหนังแบรนด์นี้เขาใช้หนังชั้นบนของวัวซึ่งมีความละเอียดและยืดหยุ่นกว่า แถมทุกคอลเลกชันก็มีออปชั่นแตกต่างกันออกไป อย่างรุ่นแรกสุด Mo.80 Wallet (4,250 บาท) ที่เป็นกระเป๋างสตางค์ทรงยาว มีช่องใส่บัตรเยอะและหยิบเข้าออกสะดวก มาในสีเรียบ ๆ แต่คงความมินิมอล (สีจื๊ด ๆ ก็มีนะ แต่ก็ฮอตจนเกือบหมดสต๊อกแล้ว) หรือจะรุ่น Mini Mo. (3,690 บาท) ที่จุของได้เยอะสิ่งมาก จะใช้ไปออกงาน หรือพกเดินทางไปต่างประเทศก็สะดวก

 
 
 
มาที่กระเป๋าถือ Shopper Mo. และ Super Mo. (6,290/12,990 บาท) อันแรกเป็นทรง tote เอาไว้ใส่ไอแพดได้ แถมมีช่องใส่แว่นตาแบบไม่ต้องห่วงรอยขีดข่วนด้วยนะ ส่วนรุ่นบิ๊กก็มีช่องสารพัดเพิ่มขึ้นที่ชอบเลยคือมีช่องใส่ขวดน้ำนี่แหละ! หนุ่มสาวคนไหนสนใจสามารถไปดูสีดูรุ่นเพิ่มเติมได้ทั้งในเฟซบุ๊ก หรือถ้าใครสะดวกอยากจะจูงมือเพื่อนสาวหรือแฟนหนุ่มแวะมาชอปที่นี่ หรือไปดูที่ร้าน Another Story ที่ห้าง Emquartier ก็ได้เหมือนกัน
 
Mo. MUSEUM & OBJECTS THAT MATTER เวลาทำการ พฤหัส, อาทิตย์ 12:00-20:00 น. โทร. 095-989-5992 www.fb.com/mostory.co

Perfect Strangers

 
 
ส่วนประตูไม้อีกบานที่ตั้งอยู่ริมฟุตปาธนั้นคือทางเข้าสู่คาเฟ่สุดเก๋อย่าง Perfect Strangers ที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่เดือน คุณโบว์ลิ่ง-รุ่งทิวา ชัยขวัญงาม และ คุณมายด์-ณัฐวรา พัฒนาเพิ่มพูนสิน สองบาริสตาของร้านเล่าให้เราฟังว่า ร้านนี้เป็นของ คุณน้ำ และ คุณอั๋น และหุ้นส่วนรวมทั้งสิ้น 6 คน ที่ตัวคุณน้ำเองก็มีร้าน FLOCK Dessert Bar & Bristo แถวสะพานควายอยู่แล้ว ส่วนคุณอั๋นก็เปิดร้าน Six Degree of Separation ใกล้ ๆ กันเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องการบริหารร้านเลย ส่วนที่เลือกเปิด Perfect Strangers ที่นี่ก็เพราะคุณน้ำเองบ้านก็อยู่แถวนี้ และบังเอิญมาพบตึกดำพอดี ประกอบกับทำเลนี้ยังไม่ค่อยมีคาเฟ่สไตล์นี้สักเท่าไหร่ คิดว่าที่นี่น่าจะเป็นตัวเลือกใหม่ ๆ ของผู้คนแถวนี้ก็ได้ จึงลงมือสร้างสรรค์ให้ Perfect Strangers เกิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังในทุกวันนี้

 
 
 
ที่นี่เอาใจทั้งคนที่รักกาแฟ และรักค็อกเทล เพราะมาที่เดียวมีให้เลือกทั้งสองอย่าง ในส่วนของเคาน์เตอร์กาแฟนั้นคุณโบว์ลิ่งบอกว่าที่นี่นับได้ว่าเป็นซีเรียสคอฟฟี่เลยทีเดียว เพราะจริงจังกับกาแฟอยู่มาก แถมยังมีกาแฟสไตล์ใหม่อย่าง Coffee Mocktail ให้ได้ลิ้มลองกันด้วย ความจริงจังเห็นได้ตั้งแต่การใช้ Espresso Machine ของ Mavam จากซีแอตเติล สหรัฐอเมริกากันเลย แถมยังมีถึง 3 หัวเลยด้วย ตั้งแยู่บนเคาน์เตอร์สั่งผลิตพิเศษเข้ากับเครื่องสุด ๆ ตัวกาแฟทางร้านมีเฮาส์เบลนด์ให้ลองถึง 2 ตัวด้วยกัน ตัวแรกจะเป็นคั่วเข้ม เบลนด์ด้วยเมล็ดบราซิลและลาว ส่วนอีกตัวจะนุ่มกว่าหน่อย ออกเข้มกลาง ๆ เบลนด์เมล็ดเอธิโอเปีย โคลัมเบีย และไทย ตัวหลังนี้ทางร้านจะใช้กับอเมริกาโนเป็นหลัก
 
 
ไหน ๆ บาริสตาก็พูดถึง Coffee Mocktail เสียบ่อย เราเลยต้องขอลองสักนิด ต้องบอกว่าที่จริงแล้วที่ร้านมี Coffee Mocktail ให้ลองถึง 8 แก้วเลย แต่เราขอลองแก้วล่าสุดที่เพิ่งครีเอตขึ้นมาอย่าง Y Y (175 บาท) ที่ทางร้านใช้กาแฟ Cold Brew เมล็ดแม่จัน มาผสมกับ White Sangria ทำเองของทางร้านที่ต้มจนไม่เหลือแอลกอฮอล์แล้ว แซงเกรียที่ผสมไวน์ขาว ใบเตย กระเจี๊ยบแดง เจนไมฉะ ส้ม และเลมอน เพิ่มกลิ่นด้วยเฟรนซ์วานิลลาไซรัป ท๊อปด้วยโทนิค แก้วนี้จะเข้ม ๆ หน่อย แต่ขอบอกว่าเปิดสัมผัสใหม่ของการดื่มมาก เพราะชื่นใจและเฟรชดีจริง ๆ

 
 
นอกจากนั้น ทางร้านยังมีเมนู Coffee Twist สำหรับคนที่ติดกับกาแฟคลาสสิค แต่ก็เบื่อการดื่มกาแฟแบบเดิม ๆ (เอ๊ะยังไง) ให้เลือกด้วยเหมือนกัน เราลองสั่ง Moon Shrine (140 บาท) ซึ่งทวิสต์มาจากลาเต้ที่เราคุ้นเคยกันดี ตัวนี้เขาเลือกเอานมไปต้มกับเก๊กฮวย เพิ่มความอโรมาด้วยชินนามอน แก้วนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่ส่วนตัวเราว่าลาเต้ที่เข้ม ๆ อาจกลบรสหอม ๆ นมนวล ๆ ของนมเก๊กฮวยไปสักนิด แต่ก็ยังดื่มนุ่ม ๆ และแปลกใหม่ ให้ความรู้สึกใหม่ ๆ ของกาแฟได้
 
 
 
ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มอย่างกาแฟหรือค็อกเทลเท่านั้น แต่เมนูอาหารเขาก็จริงจังไม่แพ้ใครเหมือนกัน โดยทางร้านได้เชฟต้อม ที่เคยประจำการอยู่ที่ Badmotel มาเป็น Head Chef ของทางร้านด้วย เราลองตั้งแต่ Perfect Strangers Salad (220 บาท) จานสลัดที่ทางร้านเลือกใช้ผักสด และผักดองที่ทางร้านดองเอง เพิ่มโปรตีนด้วยกุ้งสด และแซลมอนที่มาริเนตกับไทม์และโรสแมรี่ และสมุนไพรต่าง ๆ Duck Confit with Mashed Potatoes (285 บาท) เป็ดส่วนสะโพกนำไปตุ๋นสไตล์ฝรั่งเศสนานถึง 2 วัน จากนั้นนำไปอบแล้วทอด กินคู่กับมันบดหยาบ และเห็ดผัดกระเทียม อีกจานที่เราแทบแย่งกันเพราะดีงามเวอร์คือ Pasta Truffle Cream Sauce (375 บาท) ที่ทางเจ้าของร้านเองก็ชอบกินทรัฟเฟิลมาก จานนี้เราสามารถเลือกเส้นพาสต้าได้ตั้งแต่เพนเน่ สปาเกตตี้ และลิงกวินี่ ใส่ทั้งทรัฟเฟิลขาวและดำ และน้ำมันทรัฟเฟิล โรยหน้าด้วยพาร์เมซานขูด

 
Perfect Strangers เวลาทำการ ทุกวัน 11:00-24:00 น. โทร. 082-234-8432 fb.com/perfectstrangersbkk
นอกจากนี้ ที่ชั้นบนของตึกดำยังเป็นที่ตั้งของบริษัท Start Up เล็ก ๆ แต่น่าจับตามองอย่าง Sylli Studio ที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็นชุมชนของเหล่าโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ ที่มารวมตัวกันทำแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ให้กับหลายบริษัทในประเทศ รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่หลายที่ก็เคยใช้บริการของกลุ่ม Sylli Studio แล้วด้วยเช่นกัน ขอบอกว่าแม้เราจะไม่คุ้นชื่อของพวกเขา เพราะพวกเขาอาศัยการใช้การตลาดแบบปากต่อปากนั่นเอง
 
เราคิดว่าตึกดำน่าจะยังไปต่อได้อีกเยอะ และอาจได้เห็นธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติมในตึกสุดขรึมแต่น่าค้นหาแห่งนี้ เอาเป็นว่าเวลานี้แค่แวะไปไปส่องกระเป๋าสักใบ แล้วแวะจิบเครื่องดื่มเคล้าเพลงแจ๊สสักแก้ว ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยแหละนะ
 
ตึกดำ ซ.ประดิพัทธ์ 14 BTS อารีย์ / สะพานควาย แล้วต่อพี่วิน