Jul 12 2019

destination

ชวนเที่ยวบริสเบน ออสเตรเลีย จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ที่อยากสงบก็ได้ อยากสนุกก็มี!

บินตรงยั่ว ๆ ก็มีบริการแล้วจ้า
เวลาพูดว่าอยากไปเที่ยวออสเตรเลีย หลายคนก็จะแพลนเมืองฮิต ๆ อย่างซิดนีย์ เมลเบิร์น หรือเพิร์ท แต่ที่จริงแล้วประเทศออสเตรเลียยังมีเมืองที่น่าสนใจให้เราได้ไปเยี่ยมเยือนกันแบบไม่มีเบื่อ ยิ่งเมืองชายฝั่งที่มีทะเลสวยและเป็นจุดหมายปลายทางของนักเซิร์ฟจากทั่วโลกอย่าง Gold Coast ก็เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่กลายเป็นอีกหนึ่งเมืองฮิตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก (รวมทั้งไทยด้วย) ไปแล้วเช่นกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วหลายคนที่เลือกเที่ยวรูทโกลด์โคสต์ ก็มักจะแวะเมืองเล็ก ๆ น่ารักอย่าง Brisbane (บริสเบน) ที่ห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงโดยการเดินทางด้วยรถไฟด้วยเช่นกัน และเราขอบอกว่า บริสเบนนี่แหละเริ่ดพอตัว! 
 
 
 
สำหรับเราแล้ว การได้ลองออกไปเที่ยวเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เมืองฮอต ๆ แต่ก็เป็นอีกสถานที่ที่มีอะไรให้ไปทำเยอะแยะ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอยู่เหมือนกัน และการมาบริสเบนในครั้งนี้ก็ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะ Thai Air Asia X เขาเพิ่งเปิดรูทใหม่ บินตรงกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) - บริสเบน กันแบบสด ๆ ร้อน ๆ ไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง ทำให้เรามีโอกาสไปเที่ยวบริสเบนแบบสบาย ๆ ไม่ต้องลงรถต่อเรืออะไรอีกต่อไปแล้ว แถมไฟลต์ก็เวลาดีเลยล่ะ โดยเที่ยวบินขาออกจะบินเวลา 23:40 น. และไปถึงบริสเบนในเช้าวันถัดไปของเวลา 11:35 น. (ออสเตรเลียเร็วกว่าบ้านเรา 3 ชั่วโมงนะ) และขากลับให้บริการเวลา 12:50 น. ถึงดอนเมืองบ้านเราตอน 19:10 น. เรียกว่าไปถึงก็เที่ยวต่อได้เลยไม่เสียเวลา และกลับบ้านเรามาก็ไม่ดึกจนลำบาก เวลางามเวอร์
 
 
แน่นอนว่า Soimilk เองก็ได้ลองใช้บริการสายการบิน Thai Air Asia X ในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ วันแรกของการไฟลต์ไปบริสเบนในวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมาเลยด้วย! ซึ่งขอบอกว่าสะดวกสบายดีทีเดียวแหละ ตอนแรกก็หวั่น ๆ ว่าบินไกลกว่า 9 ชั่วโมงขนาดนี้จะเหนื่อยกับการเดินทางไหมนะ แต่ทางไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ เลือกบินยังบริสเบนด้วยเครื่องบินแอร์บัส A330-300 แบ่งที่นั่งเป็น 3-4-3 เว้นระยะระหว่างแถวที่นั่งกำลังดี ยังเหลือพื้นที่ระหว่างเบาะกับเข่าให้พอขยับและไขว่ห้างได้ จริง ๆ ลองจองอาหารไว้สักมื้อ ดาวน์โหลด Netflix เอาไว้ในสมาร์ตโฟนสักเรื่องสองเรื่อง เผลอแป๊บ ๆ ก็ถึงที่หมายแล้วแหละ อ้อ ตอนที่เราไปนั้นเลือกโดยสารใน Quiet Zone โซนสุดสงบที่มีการเล่นไฟ LED บนเพดานให้เป็นสายรุ้ง ช่วยให้เราหลับสบายด้วยนะ เจ๋งดีจัง

 
ส่วนใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะไปบริสเบนทำอะไรดี มีอะไรน่าสนใจไปมากกว่าเดินชอปปิง, ดูเมืองในเขต South Bank, ออกไปสูดอากาศริมแม่น้ำบริสเบน หรือดูทะเลเทียมกลางเมืองกับไปถ่ายรูปคู่ป้าย Brisbane ริมแม่น้ำบ้างไหม (เพราะกิจกรรมแบบนั้นมันช่างธรรมดาเหลือเกิน) ซึ่งก็แน่แหละว่าของแบบนั้นก็ต้องไม่พลาด แต่วันนี้เราจะมาแนะนำกิจกรรมต่าง ๆ และสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ ในบริสเบนเผื่อไว้เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมเสียหน่อย แล้วจะรู้ว่าเมืองเล็ก ๆ ในออสเตรเลียแห่งนี้เนี่ย เหมาะกับทั้งคนรักความสงบ และคนรักความสนุกเป็นไหน ๆ

สำหรับคนรักสงบ

 

ไปชิลล์ในสปอตแห่งใหม่ของบริสเบนที่ Howard Smith Wharves  

 
ภาพจาก CVENT
 
 
สิ่งหนึ่งที่บริสเบนมีเหมือนกับเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก รวมไปถึงกรุงเทพฯ บ้านเราด้วย นั่นคือการที่เมืองมีแม่น้ำสายหลักไหลผ่านกลางเมือง โค้งไปมาจนทำให้มีพื้นที่ริมแม่น้ำให้ใช้งานมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ริมน้ำของบริสเบนจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่าเอาไว้สร้างตึกสร้างอาคาร นั่นยิ่งทำให้ทัศนียภาพของเมืองนี้ดูชิลล์เข้าไปอีก แต่ล่าสุดพื้นที่ริมแม่น้ำ ติดกับสะพาน Story สะพานคู่บ้านคู่เมืองของบริสเบนนี้ก็เพิ่งมีพื้นที่สร้างสรรค์เกิดใหม่แบบสด ๆ ร้อน ๆ และในวันที่เราไป พื้นที่แห่งนี้ก็สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย (เย้!) จึงต้องถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเยือนสักหน่อย แลนด์มาร์กใหม่ของชาวบริสเบนที่ว่านี้คือ Howard Smith Wharves
 
 
เดิมทีพื้นที่ Howard Smith Wharves แห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1930 โดยรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ ยุคนั้นถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของโลกตกต่ำมาก ทางภาครัฐจึงสรางพื้นที่เพื่อสร้างงานให้กับชาวบ้านให้มีรายได้ แต่เมื่อทุกอย่างไปได้ด้วยดี เศรษฐกิจที่ฟื้นฟูได้ พื้นที่ตรงนี้ก็ถูกทอดทิ้งไม่ได้ใช้งานตั้งแต่ยุค 60s เป็นต้นมา จนพื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่มรดกของเมืองไป ถึงอย่างนั้นทั้งอาคารและโกดังตรงนี้ก็ยังถูกทิ้งร้าง รวมไปถึงอาคารสำนักงาน โกดังเก็บสินค้า และท่าเรือ ทุกอย่างยังอยู่ครบ 

 
ในเมื่ออยู่ครบขนาดนี้ และปล่อยไว้มาหลายสิบปีอย่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ แผนการบูรณะพื้นที่ปรับปรุงจึงเริ่มต้นขึ้น Howard Smith Wharves กินพื้นที่ 3.4 เฮกตาร์ ตั้งอยู่บริเวณโค้งแม่น้ำตั้งแต่ใต้สะพาน Story Bridge ไล่มาเรื่อย ๆ มีด้านหลังเป็นหน้าผาสวย โดยทำการเปลี่ยนสิ่งปลูกสร้างบริเวณนี้ให้เป็นร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ พื้นที่ความบันเทิง ไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของบริสเบน หรือจะมาจัดอิเวนต์ จัดงานอะไรที่บริเวณนี้ก็ได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าที่นี่มีร้านเก๋ ๆ มาเปิดเยอะมาก และชาวบริสเบนก็ให้ความสนใจมากทีเดียวแหละ
 
 
อย่างที่บอกว่าตรงนี้เหมาะกับการแฮงค์เอาต์ริมแม่น้ำมาก ๆ เพราะมีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ให้บริการแน่นไปหมด ทั้ง Mr. Percival's ร้านอาหารสีมิ้นต์น่ารักเวอร์หลังเดี่ยวที่ยื่นออกไปในแม่น้ำ แนว Aperitovi-Style ที่มาในรูปแบบของบาร์สแน็ก, ARC Dining ร้านไวน์บาร์ที่ตกแต่งร้านเป็นกระจกล้อมรอบ มองเห็นวิวเมืองบริสเบนริมแม่น้ำชัดเจน, Greca ร้านอาหารกรีก-เมดิเตอเรเนียนแนวคอนเทมโพรารี, Fish n Chippery โกดังเก่าขนาดยาวที่ถูกเปลี่ยนเป็นร้านฟิชแอนด์ชิปส์, Polpetta ร้านอาหารอิตาเลียนโทนขาวดำเก๋ไก๋ ที่ตอนกลางคืนจะเปลี่ยนตัวเองเป็นบาร์สุดขรึมริมแม่น้ำบริสเบน, Betty's Burgers ร้านเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่จุก ๆ ที่มีทั้งเบียร์โลคัล และไอศกรีมให้ชิมด้วยนะ
 
 
 
แต่ในจำนวนร้านทั้งหมดของ Howard Smith Wharves เราเลือกฝากท้องไว้ที่ Felons Brewing Co. เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องเบียร์เอามาก ๆ ที่นี่เขาจริงจังในเรื่องเบียร์ถึงขนาดยกโรงหมักมาบริวกันสด ๆ ในถังขนาดใหญ่ที่ตั้งเป้นโรงงานขนาดย่อม ๆ อยู่ในโกดัง เบียร์แต่ละตัวจะถูกส่งตรงมาจากถังบริว ไหลมาตามท่อ ส่งลงถังเก้บเบียร์ที่คสบคุมอุณหภูมิหลังเคาน์เตอร์ พร้อมรอส่งต่อไปยังแต่ละแท็ปที่เราสั่งกันแบบสด ๆ เลย (สดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว) ซึ่งมีเบียร์และไซเดอร์ให้เราเลือกหมากหลายแบบมาก ๆ และดื่มเพลินได้ตั้งแต่ 11 โมงไปจนถึงร้านปิดเลยแหละ นอกจากนี้ยังสามารถทัวร์โรงหมักพร้อมชิมเบียร์ในถังได้อีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ทัวร์ละ 25 เหรียญเท่านั้น (ประมาณ 550 บาท) การตกแต่งร้านก็มาอย่างเท่ ๆ โดยเก็บเอาโครงสร้างของโกดังเดิมทั้งหมดเอาไว้ แอบเอาความ Matalic ของโรงหมักเบียร์มาใช้เป็นส่วนประกอบหลัก ทั้งโต๊ะ เคาน์เตอร์ และเฟอร์นิเจอร์โทนดำดูเคร่งขรึมกลืนไปกับสีไม้เก่าของโกดัง พอหยอดสีแดงเข้าไปให้สะท้อนโลหะต่าง ๆ ในร้าน ก็ดูเป็นร้านที่เท่ไปเลย

 
 
ส่วนอาหารที่นี่ก็คิดไว้แล้วว่าเอามาแมตช์กับเบียร์ได้เหมาะแน่ ๆ ทั้งพิซซ่า ฟิชแอนด์ชิปส์ ไปจนถึงแป้งนานและไก่ย่างหนังกรอบก็มี วัตถุดิบส่วนใหญ่ทางร้านเลือกใช้จากเกษตรกรในรัฐควีนส์แลนด์นี่แหละมาประกอบอาหารด้วยนะ 
 
Howard Smith Wharves เปิดทุกวัน ใต้สะพาน Story Bridge ถ.บาวน์ดารี ตรวจสอบเวลาเปิด-ปิดของแต่ละร้านที่ www.howardsmithwharves.com 

ไปดูเมืองสวย ต้นไม้เขียว บนเขา Coot-Tha

 
 
บริสเบนถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ธรรมชาติกับความเจริญอยู่ร่วมกันำด้อย่างกลมกลืน แถมยังมีภูมิศาสตร์ที่ดีงาม เมืองมีครบทั้งทะเล เกาะแก่ง แม่น้ำ และภูเขา ทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีต่อใจเยอะแยะไปหมด สำหรับคนชอบอะไรเขียว ๆ ร่มไม้ใบหญ้า ธรรมชาติ ๆ ที่บริสเบนก็มีเหมือนกันนะ แถมยังไม่ต้องไปไกลด้วย เพราะบริเวณภูเขา Coot-Tha ที่เดินทางจากตัวเมืองไม่ถึง 20 นาทีนั้นเป็นที่ตั้งของ Botanic Garden สวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมต้นไม้เขตร้อนชื้นเอาไว้บนพื้นที่ใหญ่โตเวอร์ เราชอบที่นี่ตรงที่เขาจัดโซนอย่างชัดเจนและจัดสวนไว้แบบสวยมาก ๆ มีโซนเก๋ ๆ เช่น บ้านบอนไซ, บ้านเฟิร์น, สวนพืชส่งกลิ่นหอม, สวนญี่ปุ่น, ป่าฝน, ทรอปิคัลโดม และพื้นที่อื่น ๆ อีกมากมาย ความดีงามอีกอย่างคือที่นี่เขามี Free Guide Walk ทุกวัน เวลา 11:00 น. และ 13:00 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการในช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนมกราคม) ด้วยนะ
 
 
ขึ้นไปบนเขา Coot-Tha สักหน่อยก็จะถึงจุดชมวิวอย่าง Mount Coot-Tha Lookout จุดชมวิวเมืองบริสเบนแบบพาโนรามาที่ดีที่สุดอีกแห่ง ที่นี่เราจะได้เห็นเมืองบริสเบนทั้งหมด แถมถ้าวันไหนอากาศดี ๆ จะเห็นไปไกลถึงเกาะมอร์ตันที่อยู่กลางทะเล หรือสนามบินที่อยู่ลิบ ๆ เลยด้วยนะ อย่างวันที่เราไปแม้จะมีฝนตกในช่วงต้น แต่สักพักฟ้าก็เปิด จนเห็นวิวเมืองทั้งหมดแบบชัดเจนเลย เรียกว่าโชคดีมาก ๆ เลยล่ะ มาตอนอาทิตย์ตกดินก็ได้บรรยากาศอีกแบบนะ 

 
Mt. Coot-Tha 1012 Sir Samuel Griffith Dr สามารถนั่งบัสสาย 471  มายังจุดชมวิวได้ www.brisbanelookout.com

ไปดูสัตว์ท้องถิ่นออสเตรเลียแบบใกล้ชิดที่ Lone Pine Sanctuary

 
 
 
เราอาจจะเที่ยวสวนสัตว์กันบ่อยแล้ว แต่จะบอกว่าสายสงบ สายคิวต์ ไม่ควรพลาดสวนสัตว์ที่นี่แน่ ๆ ความแตกต่างของ Lone Pine Sanctuary คือที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่รวบรวมเฉพาะสัตว์ที่พบได้ในทวีปออสเตรเลียเท่านั้น เราจึงจะได้เห็นสัตว์พันธุ์แปลก ๆ ไม่คุ้นตาให้ได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ เช่น ทาสมาเนียน ดิงโก หรือตุ่นปากเป็ด แต่มาถึงโลนพายทั้งที ก็ต้องมาดูและสัมผัสสัตว์คู่ทวีปตัวเป็น ๆ อย่างเจ้าโคอาล่า และจิงโจ้นั่นเอง ซึ่งที่นี่นับเป็นที่แรกที่รวบรวมโคอาล่าเอาไว้ให้เราได้เห็นกัน แถมยังใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียอีกด้วย ว่ากันว่ามีโคอาล่ามากกว่า 130 ตัวเลยนะ
 
นอกจากโคอาล่าหลากหลายสายพันธุ์ที่เราจะได้เห็นใกล้ ๆ จนต้องตะโกนว่า น้องงง กันทั้งวันแล้ว เราสามารถใกล้ชิดมากกว่านั้นอีกด้วยการเข้าไปดูโคอาล่าต้วอวบอ้วนอย่างใกล้ชิดได้ฟรี ๆ ด้วยนะ! โดยวันหนึ่งจะเปิดทั้งหมด 2 รอบ คือรอบ 11:00-11:30 น. และรอบ 13:30-14:00 น. แต่ถ้าอยากใกล้ชิดมากขึ้น ก็มีกิจกรรมอุ้มโคอาล่าด้วย! ค่าบริการเพียง 25 เหรียญ (ประมาณ 545 บาท) เข้าไปรับบัตรถ่ายรูป แล้วไปต่อแถวได้เลย เราจะได้อุ้มน้องพร้อมบริการถ่ายรูปให้เราได้เอากลับไปเป็นที่ระลึกด้วย
 
 
อีกกิจกรรมที่เราไม่อยากให้พลาดเช่นกันคือ การให้อาหารจิงโจ้ จิงโจ้กว่า 150 ตัวจะนั่ง ๆ นอน ๆ กระโดดโหยง ๆ อยู่ในสวนแบบเยอะมาก (ขี้จิงโจ้ตามพื้นก็เยอะมาก ๆ แต่เราไม่หวั่น) แวะซื้ออาหารจิงโจ้มาก่อน ซึ่งมีขายอยู่ด้านนอก ราคาเพียงถุงละ 2 เหรียญเท่านั้น (ประมาณ 42 บาท) เราสามารถป้อนอาหารจิงโจ้ได้ด้วยมือ และคลุกคลีกับน้อง ๆ ตามสบายเลยนะ ขอบอกว่าน่ารักเวอร์

 
Lone Pine Koala Sanctuary เปิดทุกวัน 9:00-17:00 น. 708 ถ.เจสมอนด์ www.koala.net

ไปฮ็อปปิงเก๋ ๆ ตามคาเฟ่และบาร์

 
 
นอกจากชอปปิงในเขต CBD แล้ว สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อว่าคอคาเฟ่จะต้องรักแน่ ๆ ก็คือการตามรอยคาเฟ่เก๋ ๆ เครื่องดื่มดี ๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วย่านนี้เต็มไปหมดในแต่ละวัน อย่างเราเองก็ได้แวะเวียนไปลองร้านกาแฟที่ชาวบริสเบนบอกว่าไม่ควรพลาดอยู่หลายร้านเหมือนกัน แถมฝั่งตรงข้ามของเขต Southbank ยังสามารถแบ่งโซนออกได้เป็นทั้งย่าน Korea Town, Japan Town, Thai Town และ China Town อีกด้วย เรียกว่าเดินเข้าย่านไหน ก็จะมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ตามชาตินั้น ๆ เปิดให้บริการอยู่เต็มไปหมด ทุกย่านสามารถเดินต่อกันได้ กลายเป็นความสนุกที่จะได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ ในเมืองบริสเบนไงล่ะ 
 
เราขอแนะนำสักคาเฟ่เรียกน้ำย่อยในบริสเบนก็แล้วกัน ร้านนี้ได้รับการโหวตว่าเป็นคาเฟ่ที่ควรค่าแก่การไปให้ได้สักครั้งอันดับ 1 ของปีนี้ด้วยนะ และพอเราลองแวะไปจริง ๆ ตามเสียงลือเสียงเล่าอ้าง จนได้คุยกับลูกค้าที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ เธอก็ยืนยันให้เราอีกเสียงว่า "เลือกถูกแล้วที่มา ที่นี่ดีจริง ๆ ทั้งอาหารและกาแฟ" เราที่ไม่ค่อยเชื่อคำพูดใครง่าย ๆ จึงต้องขอลองสั่งมาดูเองสักหน่อยแล้วล่ะ
 
 
 
Coffee Anthology คือร้านที่เรากล่าวถึง หน้าตาของร้านไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับคาเฟ่ที่มีเต็มไปหมดในบริสเบน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่นี่โจษจันก็คือการมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟที่แตกต่างออกไปในแต่ละครั้งกับชาวบริสเบน ตั้งแต่ร้านเปิดมาเมื่อปี 2014 ทางร้านก็เปลี่ยนเมล็ดกาแฟที่นำมาจากโรงคั่วโดยตรงทุก ๆ สัปดาห์เลยทีเดียว อย่างเช่นสัปดาห์นี้เราอาจได้ลองดื่มกาแฟ Tres Barras จากบราซิล พอแวะมาสัปดาห์หน้า อาจได้ชิมกาแฟเอธิโอเปียอย่าง Kopere จากโรงคั่ว Duke ก็ได้ นี่แหละคิอความสนุกของผู้ดื่มที่จะได้เจออะไรใหม่ ๆ เสมอ

 
อย่างวันที่เราไปนั้นก็ได้ลองสั่ง Flat White (ราคาประมาณ 176 บาท) กาแฟอันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย ถ้าพูดง่าย ๆ มันก็คือกาแฟลาเต้นั่นแหละ เพียงแค่ไม่มีฟองนมอยู่ด้านบนเท่านั้นเอง แฟลตไวต์ที่นี่นุ่มเมื่อดื่ม แต่เข้มปลายชัดเจนมาก เราชอบมาก อีกแก้วเป็น Chai Tea (ประมาณ 132 บาท) ที่กลิ่นเครื่องเทศชัดดีจริง ๆ แถมยังทำลาดต้อาร์ตมาสวยเชียว ส่วนอาหารก็ดีงามไปแทบทุกจาน อย่างเราที่ลองสั่งครัวซองก์กับไข่ดาวน้ำ และแซลมอนรมควันก็ดีจริง ๆ (ประมาณ 396 บาท) ตัวครัวซองก์แป้งเหนียวนุ่ม ข้างนอกกรอบร่วน กินคู่กับแซลมอนและครีมของไข่แดงจากไข่ดาวน้ำไปพร้อมกันนี่ฟินสุด ๆ 
 
Soimilk Tips: กาแฟออสเตรเลียเป็นอะไรที่น่าลองมากจริง ๆ เพราะเขาจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกับกาแฟที่อื่นในโลก บางครั้งก็อาจเรียกชื่อไม่เหมือนกับกาแฟที่เราคุ้นเคย เราอยากให้ลอง Flat White (ซึ่งถ้าสั่งลาเต้ หลาย ๆ ครั้งก็จะได้เจ้าแฟลตไวต์มานี่แหละ คนที่นั่นไม่ค่อยดื่มลาเต้กันนะ) กับ Doppio ที่เหมาะกับคนชอบอะไรเข้ม ๆ มาก เพราะมันคือเอสเพรสโซ 2 ช็อตนั่นเอง ส่วนถ้าใครชอบอเมริกาโน ขอบอกว่าที่นั่นไม่มีนะ เขาเรียกว่า Long Black Coffee จ้า แต่เดี๋ยวนี้คนออสเตรเลียก็เริ่มเข้าใจแล้วแหละว่าอเมริกาโนคืออะไร 
 
Coffee Anthology เปิดทุกวัน เวลาทำการ จ-ศ 7:00-15:30 น. วันเสาร์ 7:30-12:00 น. ปิดวันอาทิตย์ 126 ถ.มาร์กาเร็ต www.fb.com/coffeeanthology 

สำหรับคนรักสนุก

 

ไปปีน Story Bridge สะพานเก่าแก่ของบริสเบน

 
 
 
สำหรับใครที่ชอบความตื่นเต้นในชีวิต ที่เมืองบริสเบนนี่ก็ไม่ได้มีแค่ความเงียบสงบแบบเมืองชิค ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าอยากหากิจกรรมที่เรียกอะดรีนาลีนให้กับตัวเองได้ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน หนึ่งในกิจกรรมที่เราอยากให้ลองดูสักครั้ง นั่นคือการเดินขึ้นโครงสร้างสะพานอันเก่าแก่ของเมืองบริสเบนอย่าง Story Bridge ชมวิวเมือง 360 องศาแบบพิเศษสุด ๆ กันดีกว่า! 
 
ต้องบอกว่ากิจกรรมนี้ค่อนข้างพิเศษมาก ๆ เพราะทั่วโลกนั้นมีเพียง 3 สะพานที่เราสามารถปีนขึ้นไปบนโครงสร้างแบบนี้ได้ (สะพานอีก 2 แห่งคือ Harbour Bridge ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย และ Auckland Harbour Bridge ที่นิวซีแลนด์) เราขอให้มุ่งหน้าไป Story Bridge Adventure Climb สถานที่ที่จะพาเราขึ้นไปบนโครงสร้างอายุนับศตวรรษแห่งนี้ ที่นี่เขามีแพ็กเกจเก๋ ๆ ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ปีนสะพานช่วงกลางวัน (คนละ 129 เหรียญ หรือประมาณ 2,838 บาท) ปีนสะพานตอนกลางคืน (คนละ 139 เหรียญ หรือประมาณ 3,058 บาท) ปีนสะพานชมอาทิตย์ตก (คนละ 159 เหรียญ หรือประมาณ 3,498 บาท) หรือจะปีนสะพานแล้วโรยตัวลงมาก็มี (คนละ 159 เหรียญ หรือประมาณ 3,498 บาท) ก็เลือกความตื่นเต้นกันได้เองเลย
 
 
เมื่อเลือกแพ็กเกจเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็จะพาเราไปชมวิดีโอสาธิตการเดินขึ้นสะพาน และหลักความปลอดภัยต่าง ๆ รวมทั้งการเป่าวัดแอลกอฮอล์ก่อนขึ้นด้วย จากนั้นต้องไปสวมชุดเซฟตี้ทับเพื่อความปลอดภัยต่าง ๆ ติดตั้งเครื่องมือเพื่อเกี่ยวไว้กับรางเวลาเดินอยู่บนสะพาน แล้วออกผจญภัยกันได้เลย! เราจะค่อย ๆ เดินไต่บันไดขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามโครงสร้างของสะพาน บันไดที่ชันมากน้อยลดหลั่นสลับกันไปนั้นไม่ทำให้เราตื่นเต้นจนก้าวขาไม่ออกแต่อย่างใด กลับกัน ทิวทัศน์รอบตัวเราต่างหากที่ทำให้เราแทบอยากหยุดหายใจเลยล่ะ เพราะมันสวยมากจริง ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าจากตรงนี้เราสามารถมองเห็นตั้งแต่เทือกเขากลาสเฮ้าส์ อ่าวมอร์ตัน หรือแนวเขาซีนิคริมได้เลย แถมเจ้าหน้าที่ก็เอนเตอร์เทนเก่งสุด ๆ คอยชวนคุย สลับกับบอกข้อมูลที่น่าสนใจของเมืองบริสเบนให้เราได้รู้อยู่เรื่อย ๆ จนทำให้กิจกรรมนี้สนุกสุด ๆ ไปเลยล่ะ
 
Story Bridge Adventure Climb เปิดทุกวัน เวลาทำการ เช็คที่เว็บไซต์ 170 เมนสตรีต แคงการูพ้อยต์ บริสเบน ออสเตรเลีย www.storybridgeadventure.com.au

ไปแอดเวนเจอร์กลางทะเลที่ Moreton Island กับ Tangalooma Wild Dolphin Resort

 
 
 
เราขอขยายกิจกรรมการผจญภัยออกไปไกลขึ้นอีก ด้วยการออกทะเลไปเลย! (เปล่านะ ไม่ได้หมายถึงการออกนอกเรื่องนอกประเด็นอะไรแต่อย่างใด) เพราะอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของบริสเบนนั้นคือ Moreton Island (เกาะมอร์ตัน) นั่นเอง เกาะมอร์ตันนั้นตั้งอยู่ห่างจากเมืองบริสเบนประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือของ Tangalooma Wild Dolphin Resort รีสอร์ตหนึ่งเดียวที่ตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้ จากบริเวณจุดขึ้นเรือที่ Kangaroo Point ไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น ขอบอกว่าเกาะมอร์ตันนี้มีขนาดใหญ่ถึง 200 ตารางกิโลเมตร และเป็นเกาะทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยนะ เกาะนี้เสริมความโด่งดังด้วยการที่มีภาพยนตร์ดังในอดีตมาใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหลักอย่าง Water World และ Scooby Doo นั่นเอง
 
อย่างที่บอกว่าบนเกาะนี้มีกิจกรรมให้ทำเยอะจริงอะไรจริง และกิจกรรมส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นที่ Tangalooma Wild Dophin Resort นั่นแหละ อย่างเราที่ลองไปแบบเช้าเย็นกลับ ไม่ต้องค้างคืน ก็ยังทำกิจกรรมได้เยอะอยู่ทีเดียวนะ เราเริ่มที่กิจกรรมแรกอย่างการออกเรือไปดูสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอันน่าตื่นตารอบเกาะ ซึ่งถ้าโชคดีเราอาจได้เจอตั้งแต่เต่าทะเลตัวใหญ่เบิ้มเหมือนอย่างที่เราเจอในวันนี้ เสียดายที่น้องเต่าไม่ว่ายขึ้นมาเหนือน้ำอวดโฉมบ้าง เลยได้เห็นเพียงเงาของน้องเต่าเท่านั้น บางครั้งอาจได้เห็นพะยูนกว่า 200 ตัวว่ายน้ำเล่น โลมาว่ายเข้ามาเทียบเรือ ไปจนถึงวาฬตัวมหึมาแบบของจริงก็เป็นได้นะ
 
 
ภาพจาก Lady Brisbane

 
บริเวณทางตอนเหนือของเกาะยังมีซากเรือที่จมอยู่เรียงกันอีกกว่า 12 ลำ เรือกลุ่มนี้มาจากรัฐบาลของรัฐควีนส์แลนด์ใช้ในช่วงปี 1963 ถึง 1984 มาก่อน ปัจจุบันซกเรือกลายเป็นพื้นที่ที่ปะการังเกิดใหม่ขึ้น และยังเป้นแหล่งพักพิงของปลานานาชนิดอีกด้วย จึงไม่แปลกที่บริเวณนี้จะกลายเป็นแหล่งดำน้ำชั้นดีของผู้ที่มาเที่ยวเกาะแห่งนี้ 
 
 
ภาพจาก Tangalooma Island Resort

 
ตกบ่ายเรานั่งรถบัสแบบ 4WD ไปยังกลางเกาะที่มีเนินทรายขนาดใหญ่สูงกว่า 30 เมตร ที่เราสามารถเล่น Sand Surfing ได้อย่างสนุกสนาน ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการเลือกแผ่นกระดานไม้ที่เราถูกใจ เตรียมแว่นตาดำน้ำเพื่อป้องกันทรายเข้าตา จากนั้นเจ้าหน้าที่จะสอนวิธีการสไลด์ลงเนินทรายให้เราได้รู้หลักการสไลด์อย่างถูกต้อง นั่นคือวางแผ่นกระดานลง คุกเข่าที่ปลายกระดาน แล้วนอนลงไปบนกระดาน ใช้สองมือจับหน้าดระดาน แล้วดึงขึ้นเล็กน้อย ส่วนขาก็ให้งอเข่าขึ้นเหมือนกัน จากนั้นก็เตรียมสไลด์ลงมาข้างล่างอย่างรวดเร็วได้เลย! ขอบอกว่าสนุกมากกก ใครแวะไปทังกาลูมารีสอร์ต ก็ไม่อยากให้พลาดกิจกรรมนี้ไปเลยล่ะ
 
 
 
ตกเย็นเราขอฝากท้องไว้ที่ก้องอาหารขิงทางรีสอร์ต ที่เสิร์ฟซีฟู้ดเย็นแบบสด ๆ มาให้เรา ทั้งกุ้ง กั้ง ปลาหมึก ปลา หอยนางรม และหอยแมลงภู่ เรียกว่าคิดถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเราขึ้นมาเลย ก่อนที่จะรอเวลายามเย็น กับกิจกรรมไฮไลต์ของวันก่อนกลับบริสเบน นั่นคือการให้อาหารโลมาป่า (Wild Dolphin) นั่นเอง ทางรีสอร์ตบอกกับเราว่าเจ้าโลมาปากขวดทั้ง 12 ตัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ที่ตกเย็นจะแวะมาที่หาดนี้เป็นประจำ และเมื่อให้อาหารไปเรื่อย ๆ โลมาก็เริ่มจำได้ว่าต้องแวะมาในเวลานี้ จึงกลายเป็นกิจกรรมพิเศษนั่นเอง อย่างในวันนั้นที่เราได้ป้อนปลาให้กับโลมาสองตัวที่ชื่อ Nari กับ Echo ซึ่งเจ้า Nari นี่น่าสงสารมาก เพราะน้องเพิ่งโดนฉลามทำร้ายมาจนด้านหลังของมันเป็นแผลเป็นเหวอะ แต่น้องก็ยังรอดมาได้และอารมณ์ดีอยู่เหมือนเดิม เรียกว่าเจ้าโลมาน่ารักมาก ๆ จนเราไม่อยากให้พลาดกิจกรรมนี้เลยล่ะ
 
เมืองบริสเบนยังมีกิจกรรมอะไรให้น่าทำอีกเยอะมาก ๆ และก็น่าจะเป็นเมืองจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ที่น่าสนใจของออสเตรเลียไม่น้อย ยิ่งตอนนี้มีบริการบินตรงจาก Thai Air Asia X ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การเดินทางไปบริสเบนง่ายและสะดวกกว่าเดิมมากขึ้นเยอะ สำหรับเราแล้วคิดว่าน่าจะมีบริสเบนทริปครั้งที่ 2 แน่นอน เพราะบริสเบนยังมีอะไรที่เราอยากค้นหาอีกเยอะแยะเลยยังไงล่ะ!